โคเวสโตร จับมือ BYD ลงนาม MoU ยกระดับจากคู่ค้าสู่พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับโลก ร่วมพัฒนาวัสดุขั้นสูงรองรับตั้งแต่รถยนต์พลังงานใหม่ แบตเตอรี่ EV ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคต พร้อมเดินหน้าวัสดุคาร์บอนต่ำและวัสดุหมุนเวียน ขณะที่ฐานการผลิตมาบตาพุด จ.ระยอง มีโอกาสรองรับ BYD ขยายการผลิตในประเทศไทยในอนาคต
โคเวสโตร (Covestro) และ บีวายดี (BYD) ประกาศลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MoU) เพื่อจัดตั้งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระยะยาว มุ่งพัฒนาและประยุกต์ใช้โซลูชันวัสดุขั้นสูงในธุรกิจที่กำลังเติบโตของ BYD ตั้งแต่ยานยนต์พลังงานใหม่ ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคต เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองบริษัทจาก “ผู้ซื้อ–ผู้จัดหา” สู่การเป็นพันธมิตรด้านนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)
จากซัพพลายเออร์ สู่พันธมิตรพัฒนาเทคโนโลยี
สำหรับ Covestro ความร่วมมือดังกล่าว สอดคล้องกับกลยุทธ์ “Sustainable Future” ที่มุ่งขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ควบคู่กับการสร้างโอกาสเติบโตในอุตสาหกรรมที่ประสิทธิภาพของวัสดุกำลังกลายเป็นปัจจัยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ลิลลี่ หวัง (Lily Wang) หัวหน้ากลุ่มธุรกิจพลาสติกเชิงวิศวกรรมระดับโกลบอลของ Covestro ระบุว่า บริษัทเชื่อในพลังของวิทยาศาสตร์ด้านวัสดุและความร่วมมือในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม โดยการขยายธุรกิจของ BYD กำลังสร้างโจทย์ด้านวัสดุที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ความเชี่ยวชาญของ Covestro สามารถเข้ามาสร้างคุณค่าและต่อยอดสู่โซลูชันใหม่ร่วมกันได้

เจาะ 3 สมรภูมิใหม่ EV–แบตเตอรี่–เทคโนโลยีอนาคต
ภายใต้ MoU ทั้งสองบริษัทจะขยายความร่วมมือครอบคลุม ยานยนต์พลังงานใหม่ แบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ระบบขนส่งสาธารณะ ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ตั้งแต่การสร้างนวัตกรรมร่วมกัน การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ไปจนถึงโอกาสด้านการลงทุนเชิงกลยุทธ์
Covestro จะนำทรัพยากรด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เข้ามาร่วมพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุใหม่ สนับสนุนความมั่นคงในการจัดหาวัสดุ เปิดทางให้ BYD เข้าถึงนวัตกรรมวัสดุรุ่นใหม่ตั้งแต่ระยะแรก รวมถึงให้การสนับสนุนทางเทคนิคที่ออกแบบตามความต้องการเฉพาะ
ในอีกด้านหนึ่ง BYD จะดึง Covestro เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของโครงการและแผนพัฒนาเทคโนโลยีในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ
ด้วยความเชี่ยวชาญด้าน โพลีคาร์บอเนต (Polycarbonate) และ โพลียูรีเทน (Polyurethane) ตลอดจนประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ Covestro สนับสนุนธุรกิจของ BYD ไว้ใน 3 กลุ่มสำคัญ
- ยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles) — พัฒนาวัสดุประสิทธิภาพสูงสำหรับระบบไฟส่องสว่าง ชิ้นส่วนตกแต่งภายในและภายนอกระดับพรีเมียม และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เพื่อรองรับทั้งการออกแบบและสมรรถนะของรถยนต์ยุคใหม่
- แบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน — ใช้วัสดุน้ำหนักเบาและสมรรถนะสูง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัย การจัดการความร้อน และต้นทุน ครอบคลุมทั้งแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานภายในที่อยู่อาศัย
- เทคโนโลยีแห่งอนาคต — พัฒนาวัสดุโพลิเมอร์สมรรถนะสูงสำหรับการใช้งานที่มีความซับซ้อน ทั้งด้านโครงสร้าง น้ำหนัก การจัดการความร้อน ระบบไฟฟ้า และความทนทาน เพื่อรองรับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีรุ่นใหม่

ไทยมีลุ้นรับอานิสงส์ หาก BYD ขยายฐานการผลิต
อีกมิติที่น่าจับตาคือโอกาสของประเทศไทย เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของภูมิภาค และกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่
ชลธี จันทรโชติ หัวหน้าส่วนธุรกิจยานยนต์ประจำภูมิภาคอาเซียน บริษัท โคเวสโตร (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ความร่วมมือระหว่าง Covestro และ BYD ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะหาก BYD มีการขยายการดำเนินงานด้านการผลิตในประเทศเพิ่มเติมในอนาคต
Covestro มีศูนย์การผลิตที่ มาบตาพุด จ.ระยอง ซึ่งมีการพัฒนาด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และสามารถผลิตวัสดุโพลีคาร์บอเนตเชิงวิศวกรรมได้ จึงมีศักยภาพรองรับความต้องการของ BYD ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ หากเกิดการขยายกำลังการผลิตในประเทศไทย
ประเด็นนี้ทำให้ความร่วมมือระดับโลกของสองบริษัทมีความน่าสนใจต่อประเทศไทย เพราะหากเกิดการต่อยอดในอนาคต อาจเชื่อมโยงตั้งแต่ฐานการผลิต EV ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานวัสดุขั้นสูงภายในประเทศ
ไม่หยุดแค่ EV แต่เดินเกม “วัสดุหมุนเวียน” ลดคาร์บอน
อีกแกนสำคัญของความร่วมมือคือ Sustainability โดย Covestro และ BYD ตั้งเป้าพัฒนาโซลูชันวัสดุคาร์บอนต่ำและวัสดุหมุนเวียน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงาน และระบบอัจฉริยะในอนาคต
หนึ่งในวัสดุที่มีบทบาทในแนวทางดังกล่าวคือวัสดุที่ได้รับฉลาก CQ (Circular Intelligence) ของ Covestro ซึ่งใช้วัตถุดิบทางเลือกอย่างน้อย 25% เป็นส่วนประกอบ
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมที่มีความยั่งยืนมากขึ้น
เมื่ออุตสาหกรรม EV ก้าวเข้าสู่การแข่งขันระยะใหม่ ความได้เปรียบจึงอาจไม่ได้อยู่เพียงว่าใครผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้มากกว่า แต่รวมถึงว่าใครสามารถสร้าง ห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ ใช้วัสดุที่ตอบโจทย์เทคโนโลยี และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มากกว่า

