“แสนสิริ-SCB” ผลักดัน “ถือศีลกินผักภูเก็ต” ประเพณีท้องถิ่นสู่กลไกเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก ระบุดึงนักเดินทางกว่า 650,000 คนต่อปี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวกว่า 5,700 ล้านบาทในช่วง 9 วัน และสร้างงานกว่า 4,500 งาน
จากมรดกวัฒนธรรม 200 ปี สู่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูเก็ต
แสนสิริและธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดตัวการสืบสานประเพณีถือศีลกินผัก จังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ณ ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง ภายใต้แนวคิด “สานต่อความดี เติบโต ยั่งยืน”
ประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาคือการเชื่อมโยงมรดกวัฒนธรรมกว่า 200 ปีเข้ากับเศรษฐกิจการท่องเที่ยว โดยประเพณีถือศีลกินผัก หรือ “เจี๊ยะฉ่าย” มีศาลเจ้าที่เกี่ยวข้องกว่า 40 แห่งทั่วเกาะ และตามข้อมูลที่ระบุในงานสามารถดึงดูดนักเดินทางกว่า 650,000 คนต่อปี
ภายในระยะเวลาเพียง 9 วัน เทศกาลสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวหมุนเวียนกว่า 5,700 ล้านบาท พร้อมสร้างงานสร้างอาชีพให้คนในพื้นที่กว่า 4,500 งาน
ตัวเลขดังกล่าวทำให้ “ถือศีลกินผักภูเก็ต” ถูกวางบทบาทในมิติของเศรษฐกิจเมืองควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรม โดยแนวคิดที่ภาคเอกชนหยิบมาใช้คือ Inclusive Growth หรือการเติบโตที่เปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม

แสนสิริขยายงานบุญสู่ 6 ศาลเจ้า พร้อมสร้างงานจากเศษผ้าปาเต๊ะ
ในปีที่ 14 แสนสิริระบุว่าการสนับสนุนประเพณีไม่ได้จำกัดอยู่ที่การร่วมงานเทศกาล แต่ขยายไปสู่กิจกรรมอาสาและการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นผ่านพื้นที่ที่เรียกว่า “Inclusive Growth Hub”
อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หนึ่งในกิจกรรมหลักคือการชวนครอบครัวแสนสิริจาก 23 โครงการในภูเก็ต ลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์ และพนักงาน ร่วมทำความสะอาด 6 ศาลเจ้า ได้แก่ ศาลเจ้าส่ามอ๋องหู้ เชิงทะเล, ศาลเจ้าสามกอง, ศาลเจ้าบางเหนียว, ศาลเจ้าบางคูซำก๊วนต๋อง, ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง และศาลเจ้ากะทู้
อีกส่วนหนึ่งเป็นการต่อยอดกับ YAYEE แบรนด์พื้นเมืองภูเก็ต เพื่อผลิตถุงหอมซาเช่ “Scent of Legacy” หรือ “กลิ่นกาลเวลา” โดยใช้เศษผ้าปาเต๊ะเหลือใช้เป็นวัตถุดิบ และให้กลุ่มผู้ต้องขังหญิงกับกลุ่มผู้สูงอายุในท้องถิ่นเป็นผู้ตัดเย็บ
แนวทางดังกล่าวถูกวางไว้ภายใต้แนวคิด Circular Economy โดยมุ่งสร้างอาชีพและรายได้ให้คนในพื้นที่ควบคู่กับการลดขยะจากวัสดุเหลือใช้
นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นผ่าน BEANS Coffee Roaster ซึ่งนำเสนอเครื่องดื่มเจสูตรพิเศษสำหรับจิตอาสาและผู้ร่วมกิจกรรม
“ภูเก็ตคือบ้านหลังสำคัญที่แสนสิริผูกพันและร่วมเติบโตเคียงข้างมาอย่างยาวนาน”
— อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)
ไทยพาณิชย์ต่อยอด “SCB ชวนกันทำดี” เชื่อมลูกค้าและพนักงานกับชุมชน
เอกภณ พฤฒิพลากร ผู้บริหารงาน Home Lending Product ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) ระบุว่า การร่วมสืบสานประเพณีถือศีลกินผักภูเก็ตต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 เป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น และมองว่าวัฒนธรรมสามารถมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง

นอกเหนือจากการสนับสนุนกิจกรรมของศาลเจ้าต่าง ๆ ธนาคารยังต่อยอดผ่านโครงการ “SCB ชวนกันทำดี” เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานและลูกค้ามีส่วนร่วมกับการสืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นและกิจกรรมเพื่อสาธารณะ
“วัฒนธรรมที่แข็งแกร่งคือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง”
— เอกภณ พฤฒิพลากร ผู้บริหารงาน Home Lending Product ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
Green Festival เมื่อเทศกาลวัฒนธรรมเชื่อมกับสิ่งแวดล้อม
อีกประเด็นที่ถูกนำเสนอคือการวาง “ถือศีลกินผักภูเก็ต” ให้สอดคล้องกับแนวคิด Green Festival ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อมและสังคม
เทศกาลมีแนวทางลดปริมาณคาร์บอน ส่งเสริมอาหารสุขภาพแบบ Plant-Based Food และสะท้อนความเท่าเทียมทางสังคมผ่านการสวมชุดขาวและรับประทานอาหารในโรงเจร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ยังเป็นข้อมูลตามการนำเสนอของผู้จัด หากจะประเมินว่าเทศกาลสามารถลดคาร์บอนได้มากน้อยเพียงใด หรือมีผลด้านสิ่งแวดล้อมจริงในระดับใด จำเป็นต้องมีข้อมูลเชิงปริมาณเพิ่มเติม เช่น ปริมาณขยะ การลดการใช้วัสดุ หรือข้อมูลการปล่อยคาร์บอนก่อนและหลังมาตรการ

ถือศีลกินผักภูเก็ต 2569 จัด 10–18 ตุลาคม
ประเพณีถือศีลกินผัก จังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2569 มีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 10–18 ตุลาคม 2569 รวม 9 วัน 9 คืน
ก่อนเข้าสู่เทศกาลเต็มรูปแบบ จะมีกิจกรรมล้างศาลเจ้าในวันที่ 4–5 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมจิตอาสาที่แสนสิริระบุว่าจะขยายไปยัง 6 ศาลเจ้าใหญ่ในภูเก็ต
สำหรับภาพใหญ่ของเทศกาล ตัวเลขนักเดินทางกว่า 650,000 คน มูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5,700 ล้านบาท และการสร้างงานกว่า 4,500 งาน สะท้อนให้เห็นว่าเทศกาลวัฒนธรรมสามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ในหลายระดับ
โจทย์ถัดไปจึงไม่ได้อยู่เพียงการรักษาประเพณีให้คงอยู่ แต่รวมถึงการทำให้ผลประโยชน์จากเทศกาลกระจายไปถึงชุมชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น และผู้มีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง พร้อมมีข้อมูลวัดผลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ชัดเจนขึ้น




