SCG ครึ่งปีแรก 2569 สะท้อน “การบริหารต้นทุนและปรับโครงสร้างธุรกิจ” กลยุทธ์ลดต้นทุน การกระจายแหล่งวัตถุดิบ การเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่ม และการยกระดับฐานการผลิตในอาเซียน ผลักดัน Adjusted Cash EBITDA เพิ่มขึ้น 35% แม้ต้องเผชิญความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และการแข่งขันที่รุนแรงในหลายตลาด
ผลประกอบการ SCG ครึ่งปีแรก 2569 แข็งแกร่งกว่าปีก่อน
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทมี Adjusted Cash EBITDA 42,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีรายได้จากการขาย 259,570 ล้านบาท กำไรสุทธิ 17,758 ล้านบาท หากตัดรายการพิเศษออก กำไรอยู่ที่ 12,649 ล้านบาท
ส่วนผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 136,243 ล้านบาท Adjusted Cash EBITDA 27,984 ล้านบาท กำไรสุทธิ 11,535 ล้านบาท กำไรปกติ 10,833 ล้านบาท

ด้านฐานะการเงินยังปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หนี้สินสุทธิลดลง 39,176 ล้านบาท Net Debt / EBITDA ลดจาก 5.0 เท่า เหลือ 3.7 เท่า เงินสดคงเหลือเพิ่มเป็น 76,775 ล้านบาท
กลยุทธ์ที่ทำให้ EBITDA โต ไม่ได้มาจากตลาดฟื้นเพียงอย่างเดียว
แทนที่จะพึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว SCG ใช้การปรับโครงสร้างธุรกิจควบคู่กับการบริหารต้นทุนในหลายด้าน ได้แก่
- ระยะสั้น
- ใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดต้นทุน
- กระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบออกจากพื้นที่เสี่ยง เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ
- ควบคุมวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวด

- ระยะกลาง
- ปรับโครงสร้างธุรกิจ
- เพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่ม (HVA)
- นำ AI และระบบ Automation เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพโรงงาน
- ใช้ฐานการผลิตในอาเซียนเป็นศูนย์กลางการแข่งขัน
แนวทางดังกล่าวช่วยให้ผลประกอบการของทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจหลักปรับตัวดีขึ้นพร้อมกัน แม้เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะไม่แน่นอน
ธุรกิจวัสดุก่อสร้างได้แรงหนุนจากอาเซียนมากกว่าตลาดไทย
ธุรกิจซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง และตกแต่ง มีกำไร 5,790 ล้านบาท และ Adjusted Cash EBITDA 11,407 ล้านบาท ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ โครงการลงทุนภาครัฐในประเทศไทย ตลาดเวียดนามและอินโดนีเซียที่ยังเติบโต การปรับโครงสร้างองค์กรรวมธุรกิจภายใต้ “เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง”
ผลจากการรวมธุรกิจทำให้ ยอดขายข้ามกลุ่มสินค้าเพิ่ม 15% ขยายเครือข่ายร้านค้ากว่า 200 แห่ง คาดลดต้นทุนได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท ภายในปีนี้
อีกด้านหนึ่ง SCG ยังเร่งขยายสินค้าคาร์บอนต่ำ โดยระบุว่าสามารถเข้าถึงตลาดในประเทศไทยได้แล้วกว่า 80% พร้อมเพิ่มการส่งออกจากเวียดนามเพื่อรองรับความต้องการด้านวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ธุรกิจเคมิคอลส์ได้อานิสงส์จากวิกฤตตะวันออกกลาง
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้โรงงานปิโตรเคมีหลายแห่งลดกำลังผลิต ทำให้อุปทานโลกตึงตัว และราคาพอลิเอทิลีน (PE) กับพอลิโพรพิลีน (PP) ปรับสูงขึ้น SCGC จึงสามารถสร้าง กำไร 5,898 ล้านบาท Adjusted Cash EBITDA 15,600 ล้านบาท
ปัจจัยสำคัญมาจาก ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ดีขึ้น การจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นแทนช่องแคบฮอร์มุซ การเพิ่มสัดส่วนสินค้า HVA และการเพิ่มประสิทธิภาพโรงงาน
อีกประเด็นสำคัญคือการขายหุ้น 14.86% ใน PT Chandra Asri Pacific (CAP) มูลค่าประมาณ 24,900 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปลงทุนโครงการก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ประเทศเวียดนาม ซึ่งถือเป็นการปรับพอร์ตลงทุนเพื่อลดภาระทางการเงินและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว

ธุรกิจแพ็กเกจจิ้งกลับมาเติบโต โดยเฉพาะอินโดนีเซียและเวียดนาม
SCGP รายงานกำไร 3,870 ล้านบาท และ Adjusted Cash EBITDA 10,472 ล้านบาท จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ธุรกิจในอินโดนีเซียกลับมามีกำไร ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในเวียดนามขยายตัวต่อเนื่อง การใช้ AI, Machine Learning และหุ่นยนต์ (Cobots) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
นอกจากนี้ SCGP ยังขยายกำลังผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษในเวียดนาม และร่วมพัฒนาบรรจุภัณฑ์ Mono-material กับ KAO เพื่อรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจหมุนเวียนและการรีไซเคิล

SCG กำลังเปลี่ยนจาก “ธุรกิจวัฏจักร” สู่ “ธุรกิจบริหารประสิทธิภาพ”
ตัวเลข EBITDA ที่เติบโตเร็วกว่ารายได้ สะท้อนว่าการสร้างกำไรในรอบนี้ไม่ได้พึ่งเพียงราคาสินค้า แต่เกิดจากการควบคุมต้นทุน การปรับโครงสร้าง และการใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อเนื่อง ความผันผวนของผลประกอบการอาจลดลงเมื่อเทียบกับอดีต
ขณะที่เวียดนามกลายเป็นฐานยุทธศาสตร์สำคัญ การลงทุนในโครงการก๊าซอีเทนของ LSP การเพิ่มกำลังผลิตกระเบื้อง และการขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ล้วนสะท้อนว่า SCG กำลังย้ายจุดศูนย์กลางการเติบโตมายังเวียดนามมากขึ้น
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจและการลงทุนในอาเซียน ซึ่งเติบโตเร็วกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
ด้าน AI เริ่มมีบทบาทต่อผลประกอบการจริง การนำ AI, Machine Learning, Automation และ Cobots มาใช้ในสายการผลิต ไม่ได้เป็นเพียงโครงการด้านนวัตกรรม แต่เริ่มส่งผลต่อการลดต้นทุน การควบคุมคุณภาพ และการเพิ่มผลิตภาพ ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยการแข่งขันสำคัญของภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป

ประเมินครึ่งปีหลังยังเผชิญความเสี่ยงสูง
ธรรมศักดิ์ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งปีหลังยังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน และการแข่งขันด้านราคา แต่บริษัทเชื่อว่ากลยุทธ์ที่ดำเนินอยู่จะช่วยให้ Adjusted Cash EBITDA ทั้งปี 2569 สูงกว่าปี 2568
สำหรับปี 2570 บริษัทเตรียมเดินหน้าโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม, ความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจใหม่, การเพิ่มการใช้ AI และระบบ Automation และการบริหารฐานการผลิตในอาเซียน
คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 ในอัตรา 3.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวม 4,200 ล้านบาท หรือประมาณ 24% ของกำไรสุทธิครึ่งปีแรก

