อัครา ผนึก จุฬาฯ–มจธ.–มทส. วิจัย “หางแร่” สู่วัสดุก่อสร้างและพลังงานคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อน Circular Economy และสร้างรายได้ชุมชน
บริษัท บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) จับมือ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เดินหน้าพลิก “หางแร่” จากกระบวนการผลิตทองคำและเงิน ให้กลายเป็น “ทรัพยากรทางเลือก” สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างและพลังงาน มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรคงเหลือ ลดการใช้วัตถุดิบธรรมชาติใหม่ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
ความร่วมมือดังกล่าวถูกเปิดเผยในเวทีเสวนา “หางแร่: เสียงจาก 3 มหาวิทยาลัย สู่การใช้ประโยชน์จริง” เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 โดยนำเสนอความคืบหน้าโครงการวิจัยต้นแบบ 3 โครงการ ที่กำลังต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์และระดับชุมชน

อัคราเปิดพื้นที่วิจัย ดัน “หางแร่” สู่การใช้งานจริง
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ของอัคราในการผลักดันงานวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษา ผ่านการเปิดพื้นที่เหมืองแร่ทองคำชาตรีให้นักวิจัยเข้าถึงและเก็บตัวอย่างหางแร่ เพื่อศึกษาคุณสมบัติและพัฒนานวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริงในภาคก่อสร้าง พลังงาน และวิสาหกิจชุมชน
แนวทางดังกล่าวไม่เพียงสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรเดิม แต่ยังตอกย้ำมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ตามมาตรฐานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)

เชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เป้าหมายของเราคือการทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด การร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาในครั้งนี้ทำให้สิ่งที่เคยถูกมองข้าม อย่าง ‘หางแร่’ ถูกนำมาศึกษาและต่อยอดเป็นทางเลือกใหม่ ทั้งในภาคก่อสร้างและภาคพลังงาน รวมถึงผลักดันให้นวัตกรรมเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริงในระดับชุมชน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่
3 นวัตกรรม “หางแร่” พลิกเกมอุตสาหกรรมไทย
ธิดารัตน์ บุญศรี หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พัฒนานวัตกรรม “ไบโอซีเมนต์” ที่ผสานหางแร่เข้ากับเปลือกไข่และจุลินทรีย์จากกากน้ำปลา กลายเป็นวัสดุก่อสร้างแห่งอนาคตที่ใช้พลังงานต่ำ เนื่องจากไม่ต้องผ่านกระบวนการเผาแบบซีเมนต์ทั่วไป
จุดเด่นสำคัญคือสามารถทนการกัดกร่อนของเกลือ เหมาะกับพื้นที่ดินเค็ม และยังมีคุณสมบัติ “ซ่อมแซมตัวเอง” เมื่อเกิดรอยแตก
ปัจจุบันผลงานดังกล่าวได้รับการจดสิทธิบัตร และถูกนำไปใช้จริงในรูปแบบ “แผ่นหน่วงน้ำเค็ม” เพื่อช่วยเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยผลทดลองพบว่า
- เพิ่มผลผลิตข้าวได้ถึง 53% ในปีแรก
- เพิ่มปริมาณ GABA ในข้าวสูงขึ้นกว่า 300 เท่า
- ลดค่าดัชนีน้ำตาลได้ประมาณ 30%
ในระยะต่อไป ทีมวิจัยมีแผนพัฒนาเป็นรางระบายน้ำในระบบชลประทาน ร่วมกับกรมชลประทานในจังหวัดอุตรดิตถ์ และเหมืองแร่ทองคำชาตรี
จุฬาฯ ดัน “อิฐคาร์บอนต่ำ” ลดอุณหภูมิอาคาร-ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์
ดร.พีท หอมชื่น อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาพบว่า หางแร่ที่ผ่านการบดละเอียดมีขนาดอนุภาคเหมาะสมต่อการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมก่อสร้าง
ทีมวิจัยจึงพัฒนาเป็น “วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ” ทั้งอิฐบล็อกและอิฐช่องลม โดยใช้หางแร่ในสัดส่วนประมาณ 25–75%
ข้อได้เปรียบสำคัญคือสามารถใช้เป็นวัตถุดิบได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเตรียมเพิ่มเติม ช่วยลดต้นทุนและลดการใช้พลังงานในสายการผลิต

นอกจากนี้ยังช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ประมาณ 1–2 องศาเซลเซียส และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ราว 5–10%
ปัจจุบันโครงการกำลังขยายผลจากระดับห้องปฏิบัติการสู่โรงงานต้นแบบ (Pilot Scale) เพื่อประเมินศักยภาพเชิงพาณิชย์ และเตรียมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน
มทส. วิจัยซีเมนต์พิเศษ รองรับอุตสาหกรรมพลังงาน
ผศ.ดร.บุญณรงค์ อาศัยไร่ อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีธรณี สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำหางแร่ไปใช้เป็น “สารเติมแต่งในซีเมนต์พิเศษ” สำหรับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
ผลการวิจัยพบว่า การใช้หางแร่ในสัดส่วน 30% สามารถเพิ่มความสามารถในการรับแรงอัดของซีเมนต์ได้มากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับวัสดุอ้างอิงที่ใช้ซิลิกาในสัดส่วนเดียวกัน
ขณะเดียวกันยังมีค่าความพรุนและการซึมผ่านต่ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการรั่วซึมของของเหลวและก๊าซ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญด้านความปลอดภัยในงานวิศวกรรมปิโตรเลียม
ปัจจุบันงานวิจัยอยู่ระหว่างการศึกษาต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์

Circular Economy โมเดลใหม่ของอุตสาหกรรมเหมืองไทย
ความร่วมมือระหว่างอัครากับ 3 มหาวิทยาลัย กำลังสะท้อนภาพใหม่ของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทย ที่ไม่ได้มอง “หางแร่” เป็นเพียงของเหลือจากกระบวนการผลิต แต่เป็นทรัพยากรต้นน้ำสำหรับนวัตกรรมวัสดุแห่งอนาคต
ภูริวิทย์ สังข์ศิริ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์และสุขภาพ บริษัท บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยช่วยให้เราเข้าใจข้อกำหนดด้านเทคนิคและสัดส่วนที่เหมาะสมในการนำหางแร่ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจว่า สามารถพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตั้งอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด”
ในระยะต่อไป อัครามีแผนเดินหน้าร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับงานวิจัยจากต้นแบบสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ พร้อมประสานหน่วยงานภาครัฐเพื่อผลักดันมาตรฐานรับรองวัสดุ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน
โครงการดังกล่าวจึงถูกจับตาในฐานะ “กรณีศึกษา” สำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม สร้างมูลค่าใหม่จากทรัพยากรเดิม พร้อมตอบโจทย์เศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

