ท่ามกลางวิกฤตโลกร้อน มลพิษ PM 2.5 และแรงกดดันจากกติกาเศรษฐกิจโลกสีเขียว เวทีการเมืองที่ร้อนระอุ กลับไม่มีการไถ่ถามนโยบายของพรรคการเมืองเกี่ยวกับเรื่องหล่านี้เลย
ล่าสุด สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) พร้อมด้วย องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) สมาคมส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (ประเทศไทย) (Thai SCP)และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส จึงเปิดเวทีดีเบตเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้งในงาน “TEI: Thai Envi Next: ผ่าโจทย์สิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง 2569” เปิดให้แต่ละพรรคการเมืองออกมาแสดงวิชั่นให้เห้นกันจะๆ
แม้แต่ละพรรคจะมีแนวคิด วิธีการ และจุดเน้นที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดล้วนชี้ไปยังคำถามเดียวกัน—ประเทศไทยจะเดินหน้าสู่ ความยั่งยืน อย่างเป็นธรรมและแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างไร
พรรคโอกาสใหม่: เศรษฐกิจสีเขียวที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
จตุพร บุรุษพัฒน์ (เบอร์ 44) ชูวิสัยทัศน์ “Green No” วางสิ่งแวดล้อมเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ ตั้งแต่การออกกฎหมายสนับสนุนเทคโนโลยีสะอาด พลังงานหมุนเวียน ไปจนถึง Solar Roof ระดับชุมชน และเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCS) ควบคู่การปฏิรูปเกษตรกรรมสู่ระบบคาร์บอนต่ำ ปลอดการเผา 100% พร้อมสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต

อีกด้านหนึ่ง พรรคเสนอการจัดการภัยพิบัติด้วยเทคโนโลยีแผนที่ความเสี่ยง เพื่อเปลี่ยนจากการ “เยียวยา” เป็นการ “สร้างโอกาส” ให้ชุมชนรับมือได้ล่วงหน้า
พรรคพลวัต: อากาศสะอาดคือสิทธิมนุษยชน
กัณวีร์ สืบแสง (เบอร์ 7) ตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่า สิทธิในการหายใจอากาศสะอาดควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน พร้อมเสนอการทูตเชิงรุกและ “การแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์” เพื่อแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน
พรรคยังเชื่อมโยงสิ่งแวดล้อมกับสิทธิมนุษยชนทางธุรกิจ โดยเสนอให้แบนสินค้าและธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมออกจากตลาดโลก และไม่รับสินค้าที่ก่อ PM 2.5 เข้าสู่ประเทศไทย
พรรคประชาชน: เร็วกว่า Net Zero เดิม 15 ปี
ดร.เดชรัต สุขกำเนิด (เบอร์ 46) เสนอเป้าหมาย Net Zero ที่เร็วกว่ากรอบเดิมถึง 15 ปี พร้อมตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ การเผา และสภาพอากาศแบบเรียลไทม์
นโยบายยังครอบคลุมการยกระดับบ่อขยะกว่า 2,000 แห่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน การจัดการน้ำเสียทุกอำเภอ การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ รวมถึงสวัสดิการสัตว์ผ่านเทคโนโลยีฝังชิปและแรงจูงใจทางภาษี

พรรคภูมิใจไทย: เศรษฐกิจสีเขียวที่แข่งขันได้
วราวุฒิ ศิลปอาชา (เบอร์ 37) วางแนวคิด “Green Economy Plus” สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและการอนุรักษ์ พร้อมผลักดันฉลากคาร์บอนและ Carbon Credit Trading Board เพื่อรับมือมาตรการ CBAM
จุดเด่นคือการดึงชุมชนเข้ามาเป็นเจ้าของการดูแลป่า โดยให้มีรายได้จากคาร์บอนเครดิต และใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ควบคู่การอนุรักษ์
พรรครวมไทยสร้างชาติ: กฎหมาย–ภาษี–เมืองสะอาด
นราพัฒน์ แก้วทอง (เบอร์ 6) เสนอจุดยืนเด็ดขาด ห้ามนำเข้าขยะจากต่างประเทศ เร่ง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลักดันภาษีคาร์บอนในประเทศเพื่อลดภาระ CBAM
ในระดับเมือง พรรคเสนอเขตมลพิษต่ำ ยกระดับอาชีพซาเล้งรองรับ EPR และ “โซล่าเสรี” ที่ประชาชนติดตั้งได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
พรรคประชาธิปัตย์: เปลี่ยนขยะเป็นรายได้
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ (เบอร์ 27) นำเสนอการเปลี่ยนภาระสิ่งแวดล้อมเป็นทุน ผ่านคาร์บอนเครดิตและพันธบัตรป่าไม้ สนับสนุน Solar Roof 5 ล้านครัวเรือน และ ASEAN Grid
พร้อมใช้เทคโนโลยีขั้นสูงตรวจจับจุดเผา PM 2.5 ผลักดัน EV การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว และระบบจัดการน้ำขนาดใหญ่รับมือน้ำท่วม–น้ำแล้ง
พรรคไทยสร้างไทย: กฎหมายสิ่งแวดล้อมต้องเดินหน้า
ปริเยศ อังกูรกิตติ (เบอร์ 48) ชี้ว่าสภาที่ผ่านมาไม่สามารถผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อมสำคัญได้ พร้อมเสนอ 3 กฎหมายหลัก—อากาศสะอาด ขยะพิษ และ EPR—โดยเน้นหาจุดสมดุลระหว่างการอยู่รอดของเกษตรกรกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม
พรรคไทยก้าวใหม่: ภัยพิบัติคือความรับผิดชอบของรัฐ
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (เบอร์ 49) เสนอให้เขียน “หน้าที่รัฐในการดูแลภัยพิบัติ” ไว้ในรัฐธรรมนูญ พร้อมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำทะเลหนุน
อีกด้านหนึ่งคือการบังคับใช้กฎหมายอากาศสะอาดอย่างเข้มงวด จัดการโรงงานทุนเทา และเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง
พรรคเพื่อไทย: เทคโนโลยี–นวัตกรรม–ความร่วมมือโลก
รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (เบอร์ 9) ชี้ว่าไทยต้องทำงานร่วมกับโลกเพื่อ Net Zero 2050 เสนอรถไฟฟ้า 20 บาท ลดค่าไฟผ่านพลังงานสะอาด
นโยบายเด่นคือการใช้ Digital Twin, AI และ Space Economy มอนิเตอร์ทรัพยากร การลดการเผาผ่านจุลินทรีย์ และการวิจัย Synthetic Biology เพื่อวัสดุคาร์บอนต่ำ พร้อมใช้กองทุนชุมชนพัฒนาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้ทำการสำรวจ “เสียงคนไทย 2568: วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ต้องเร่งแก้!” จำนวนมากกว่าหนึ่งพันคนทั่วประเทศ พบว่า กว่า 88% ของประชาชน ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลางถึงรุนแรง ทั้งต่อสุขภาพ รายได้ และทรัพย์สิน โดยปัญหาสิ่งแวดล้อม
3 อันดับแรกที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ ได้แก่
- มลพิษทางอากาศ (PM2.5) 42%
- การเปลี่ยนแปลง
- สภาพภูมิอากาศ (Climate Change) 22%
- มลพิษขยะ และของเสีย 15%
ขณะเดียวกัน คนส่วนใหญ่อยากให้พรรคการเมืองเร่งผลักดันนโยบายสิ่งแวดล้อม 3 อันดับแรก ได้แก่ กฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) การจัดการน้ำทั้งระบบ (แก้ผังเมือง/ป้องกันน้ำท่วม-แล้ง) การจัดการขยะครบวงจร (Zero Waste)
ผลสำรวจสะท้อนชัดว่า คนไทยส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยตรง ทำให้นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ประเด็นรองของการเมืองอีกต่อไป แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานของอนาคตประเทศและความอยู่รอด” ที่รัฐต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ
แม้นโยบายของแต่ละพรรคจะต่างมุม แต่ทั้งหมดสะท้อนว่า “สิ่งแวดล้อม” ไม่ใช่ต้นทุนอีกต่อไป หากคือโอกาสทางเศรษฐกิจ สิทธิขั้นพื้นฐาน และหลักประกันอนาคตของประเทศ คำตอบสุดท้ายจึงอยู่ที่การเลือกทิศทางว่า ไทยจะเปลี่ยนวิกฤตโลกเดือดให้เป็นพลังการพัฒนาที่ยั่งยืนได้มากเพียงใด

