Biodiversity เมื่อธรรมชาติไม่ใช่เพียงทรัพยากร แต่คือรากฐานเศรษฐกิจโล ถอดบทเรียนจากเวทีผู้เชี่ยวชาญ ชี้อนาคตธุรกิจ การค้า และนโยบายโลก กำลังเปลี่ยนสู่ยุค “Nature Positive”
โลกกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญของวิกฤตสิ่งแวดล้อม เมื่อ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” หรือ Biodiversity ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านการอนุรักษ์อีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ การค้า ความมั่นคงทางอาหาร การลงทุน และคุณภาพชีวิตของมนุษย์โดยตรง
ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ และสถาบันวิชาการ ได้ร่วมสะท้อนทิศทางสำคัญของโลกในเวทีสัมมนาครบรอบ 33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) โดยชี้ตรงกันว่า การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพกำลังเป็นหนึ่งในวิกฤตที่รุนแรงที่สุดของศตวรรษ และทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ หรือ Nature Positive ก่อนที่ระบบนิเวศจะเข้าสู่จุดวิกฤตที่ไม่สามารถฟื้นกลับได้
วิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก: Biodiversity Loss หนึ่งในความเสี่ยงสูงสุดของมนุษยชาติ
ดร.เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้นำเสนอสาระสำคัญจากรายงานสิ่งแวดล้อมโลก GEO-7 ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ซึ่งรวบรวมองค์ความรู้จากนักวิทยาศาสตร์ 287 คน จาก 82 ประเทศทั่วโลก และผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิกว่า 800 คน
รายงานระบุว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
- การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss)
- ความเสื่อมโทรมของที่ดิน (Land Degradation)
- มลพิษและขยะพลาสติก (Pollution and Plastic Waste)

หนึ่งในสาระสำคัญที่ GEO-7 ต้องการสื่อคือ “ธรรมชาติคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” (Nature is Our Stakeholder) ไม่ต่างจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ หรือภาคประชาชน เพราะระบบเศรษฐกิจทั้งหมดล้วนตั้งอยู่บนฐานทรัพยากรธรรมชาติ
รายงานยังเสนอให้มีการสะท้อน “ต้นทุนที่แท้จริง” ของสินค้าและบริการ โดยรวมต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ แทนการผลักภาระไปยังคนรุ่นต่อไป
เมื่อธรรมชาติถดถอย ระบบเศรษฐกิจก็อ่อนแอตาม
ข้อมูลจากการนำเสนอเรื่อง Global Trend on Nature Positive โดย พรฤทัย โชติวิจัตร จาก IUCN Thailand Programme สะท้อนให้เห็นว่า ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ระบบนิเวศทำงานได้อย่างสมดุล
ไม่ว่าจะเป็น การผสมเกสรพืชอาหาร การผลิตน้ำสะอาด การสร้างดิน การดูดซับคาร์บอน การควบคุมสภาพภูมิอากาศ การรักษาสมดุลของห่วงโซ่อาหาร
ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาคือการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมโดยตัดแนวพุ่มไม้และพื้นที่ธรรมชาติออกเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร แม้จะดูเป็นการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกในระยะสั้น แต่กลับส่งผลให้ประชากรนกและผู้ล่าตามธรรมชาติลดลง ขณะที่แมลงศัตรูพืชและหนูนาเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกษตรกรต้องพึ่งพาสารเคมีมากขึ้น

กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า การทำลายองค์ประกอบเล็ก ๆ ในระบบนิเวศสามารถส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร
นอกจากนี้ ทั่วโลกยังสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำจำนวนมาก แม่น้ำขนาดใหญ่กว่า 2 ใน 3 ถูกเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศจากการสร้างเขื่อน ส่งผลต่อความมั่นคงด้านน้ำและอาหารของชุมชนจำนวนมหาศาล
Nature Positive เป้าหมายใหม่ของโลกธุรกิจ
แนวคิด Nature Positive กำลังกลายเป็นกรอบการพัฒนาระดับโลกที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
เป้าหมายสำคัญคือ
“หยุดยั้งและพลิกฟื้นการสูญเสียธรรมชาติภายในปี 2030 และมุ่งสู่การฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2050”
แนวทางดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง-มอนทรีออล (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework: KMGBF) ซึ่งกำหนดทิศทางให้ประเทศ ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงินทั่วโลกดำเนินการร่วมกัน

ปัจจุบันสถาบันการเงินกว่า 154 แห่งทั่วโลก ได้ร่วมลงนามสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าวแล้ว
สำหรับภาคธุรกิจ เป้าหมายสำคัญไม่ได้หยุดอยู่ที่การลดผลกระทบ แต่ต้องสามารถ ประเมินการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ระบุความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และบริหารจัดการผลกระทบตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยใช้หลัก Mitigation Hierarchy ซึ่งประกอบด้วย หลีกเลี่ยง (Avoid) ลดผลกระทบ (Minimise ฟื้นฟู (Restore) ชดเชย (Offset) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “No Net Loss” หรือหากเป็นไปได้คือ “Net Positive Impact” ต่อธรรมชาติ
OECMs เครื่องมือใหม่สู่เป้าหมายอนุรักษ์ 30×30
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือบทบาทของ OECMs (Other Effective Area-Based Conservation Measures) ซึ่งถูกนำเสนอโดย ธนิรัตน์ ธนวัฒน์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
ธนิรัตน์ กล่าวว่า OECMs คือพื้นที่อนุรักษ์รูปแบบใหม่ที่อยู่นอกเขตพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมาย แต่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้จริง แนวคิดนี้ มีความสำคัญต่อเป้าหมายระดับโลกตาม KMGBF Target 3 ที่กำหนดให้ทุกประเทศต้องอนุรักษ์พื้นที่บนบกและทางทะเลอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030
พื้นที่ที่จะได้รับการยอมรับเป็น OECMs ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
- มีขอบเขตชัดเจน
- มีการบริหารจัดการระยะยาว
- มีหลักฐานเชิงประจักษ์
- สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อระบบนิเวศ
- มีธรรมาภิบาลและความเท่าเทียม

แนวทางดังกล่าวเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่น ภาคเอกชน และผู้ถือครองพื้นที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์มากขึ้น
อาเซียนเดินหน้าวาระสีเขียว ยกระดับความร่วมมือด้าน Biodiversity
นิภัสสร คำภา ผู้อำนวยการกองสังคมและวัฒนธรรม กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพถูกบรรจุเป็นวาระสำคัญในวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045
อาเซียนตั้งเป้าสู่การเป็น “Green ASEAN” ผ่านการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งบนบกและทางทะเล ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy)

กลไกสำคัญด้าน Biodiversity ของอาเซียนประกอบด้วย
- ASEAN Working Group on Nature Conservation and Biodiversity (AWGNCB)
- ASEAN Centre for Biodiversity (ACB)
- ASEAN Heritage Parks (AHPs)
ปัจจุบันอาเซียนมีอุทยานมรดกอาเซียนรวม 69 แห่ง โดยประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 10 แห่ง
การขึ้นทะเบียนดังกล่าวช่วยเพิ่มการยอมรับระดับนานาชาติ สนับสนุนงานวิจัย การเข้าถึงงบประมาณด้านอนุรักษ์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สร้างรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่น
นอกจากนี้ อาเซียนยังขับเคลื่อนความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านพื้นที่คุ้มครองทางทะเลผ่านโครงการ ASEAN ENMAPS ซึ่งมุ่งยกระดับการจัดการระบบนิเวศทางทะเลขนาดใหญ่ในไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
การค้า การลงทุน และธรรมชาติ กำลังกลายเป็นเรื่องเดียวกัน
แม้ประเด็น Biodiversity จะเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ปัจจุบันกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ
ทั้งสหภาพยุโรป จีน อาเซียน และสถาบันการเงินระดับโลก ต่างกำลังพัฒนากลไกใหม่ที่เชื่อมโยงการลงทุน การเปิดเผยข้อมูล และมาตรฐานการดำเนินธุรกิจเข้ากับผลกระทบต่อธรรมชาติ

แนวคิด Nature Credit, Nature-related Risk Disclosure และ Nature-Positive Investment กำลังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในอนาคต
จากการอนุรักษ์ สู่การเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ
สาระสำคัญจากเวทีผู้เชี่ยวชาญสะท้อนตรงกันว่า การแก้ปัญหาความหลากหลายทางชีวภาพไม่สามารถพึ่งพาการประกาศพื้นที่อนุรักษ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็น “การเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ” ที่เชื่อมโยงนโยบายสาธารณะ การลงทุน การผลิต การบริโภค และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
ท่ามกลางสัญญาณเตือนจากวิทยาศาสตร์โลก ทุกฝ่ายยังมีโอกาสพลิกฟื้นสถานการณ์ได้ หากเร่งดำเนินการภายในทศวรรษนี้
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงเรื่องของสัตว์ป่า ป่าไม้ หรือพื้นที่อนุรักษ์ แต่คือรากฐานของเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ และอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติทั้งหมด

