ซูเปอร์เอลนีโญ 2569 เขย่าธุรกิจไทย จ่อกระทบต้นทุนธุรกิจ น้ำ อาหาร พลังงาน และท่องเที่ยว ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมแนวทางปรับตัวก่อนสายเกินไป ย้ำ ตุลาคมนี้ เจอของจริง เผย 2569 รุนแรงกว่าปี 2566-2567 ถึง 30-40%
ซูเปอร์เอลนีโญ 2569 เขย่าธุรกิจไทย รับมือวิกฤตโลกเดือด
ซูเปอร์เอลนีโญ 2569 กำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยไม่อาจมองข้าม หลังผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติเตือนว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้อาจรุนแรงที่สุดในชีวิตของคนรุ่นปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อ น้ำ อาหาร พลังงาน การเกษตร การท่องเที่ยว ตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) พร้อมผลักดันต้นทุนธุรกิจให้พุ่งสูงขึ้น
ภายในงานเสวนาเตรียมพร้อมรับมือซูเปอร์เอลนีโญ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ร่วมวิเคราะห์ผลกระทบ พร้อมเสนอแนวทางปรับตัวทั้งในระดับองค์กร ชุมชน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อรับมือความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่กำลังกลายเป็น “ความปกติใหม่” ของโลก

ซูเปอร์เอลนีโญ 2569 รุนแรงกว่าปี 2566-2567 ถึง 30-40%
ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และจะทวีความรุนแรงจนเข้าสู่ระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงเดือนตุลาคม 2569 โดยระบุว่า โอกาสที่มันจะแรงระดับไหน ต้องบอกว่าน่าจะแรงที่สุดเท่าที่เราเคยเจอมาในชีวิตของพวกเรา
ข้อมูลล่าสุดคาดว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นจาก 1.5 องศาเซลเซียสในช่วงปี 2566-2567 เป็นประมาณ 2.5 องศาเซลเซียส หรือรุนแรงขึ้นประมาณ 30-40% ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และสภาพอากาศสุดขั้วมากกว่าที่เคยเกิดขึ้น
ภาคธุรกิจต้องเร่งเก็บน้ำก่อนตุลาคม
หนึ่งในคำเตือนสำคัญคือ การบริหารจัดการน้ำ ดร.ธรณ์ ระบุว่า ฝนจะเหลืออีกเพียง 2-3 เดือน ก่อนเข้าสู่ช่วงแล้งยาว โดยแนะนำว่าที่ใดก็ตามที่ต้องการน้ำใช้ กรุณาเก็บตั้งแต่ตอนนี้ ลงทุนแค่ไหนก็ลงทุนกันไปเถอะ เพราะหลังจากเดือนตุลาคม เข้าเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม จะไม่มีน้ำอยู่ให้เก็บ
พื้นที่นอกเขตชลประทานจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่ต้นทุนสินค้าเกษตรและอาหารมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากหลายประเทศเริ่มกักตุนวัตถุดิบรองรับภาวะขาดแคลนแล้ว

ค่าไฟพุ่ง ต้นทุนธุรกิจเพิ่ม Heat Index อาจแตะ 53-54 องศา
ผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะภาคเกษตร ดร.ธรณ์ คาดการณ์ว่า ในช่วง มีนาคม-พฤษภาคม 2570 ประเทศไทยอาจเผชิญค่า Heat Index (Feels Like) สูงถึง 53-54 องศาเซลเซียส
พร้อมเตือนว่า ความเสี่ยง Heat Stroke จะเพิ่มขึ้น เมืองใหญ่จะเกิดปรากฏการณ์ Heat Dome ทำให้อุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ 3-4 องศา ส่วนธุรกิจที่ใช้ระบบปรับอากาศจะมีต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนราคาพลังงานยังได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์สงครามและเส้นทางขนส่งน้ำมันโลก

อีกหนึ่งผลกระทบสำคัญคือจำนวนและความรุนแรงของพายุ โดยพายุแรงจะขึ้น 10-20% เสี่ยงกระทบโลจิสติกส์และท่องเที่ยว
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม จำนวนพายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 10-20% เมื่อเทียบกับปีก่อน หากพายุเคลื่อนผ่านเวียดนามเข้าสู่ภาคเหนือของไทย จะเพิ่มความเสี่ยง น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ระบบคมนาคมหยุดชะงัก และห่วงโซ่อุปทานสะดุด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิต และการท่องเที่ยว
ปะการังฟอกขาว อาหารทะเลแพง กระทบท่องเที่ยว
ภาคทะเลก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ดร.ธรณ์ ระบุว่า อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงผิดปกติ จะทำให้เกิด Plankton Bloom, ปะการังฟอกขาว,ทรัพยากรประมงลดลง, อาหารทะเลมีราคาสูงขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวจะกระทบต่อทั้งธุรกิจประมงชายฝั่ง โรงแรม และการท่องเที่ยวทะเลของไทย
ไฟป่าและ PM2.5 ความเสี่ยงใหม่ของเมืองเศรษฐกิจ
ผศ.ดร.บรรจง สมบูรณ์ชัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ป่าไม้ไทยกว่า 60% เป็นป่าผลัดใบ ซึ่งอยู่ใกล้ชุมชนและมีความเสี่ยงเกิดไฟป่าสูง เมื่อเกิดไฟป่า จะส่งผลให้ฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้น กระทบกับด็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ ลดคุณภาพชีวิตและเพิ่มภาระด้านสาธารณสุข
โดยทีมวิจัยได้พัฒนาโครงการฟื้นฟูป่าชุมชนในพื้นที่เชียงใหม่ ซึ่งมีอัตราการรอดของต้นไม้สูงถึง 80% เทียบกับการปลูกทั่วไปที่รอดเพียง 20-30% พร้อมเสนอแนวคิด Nature Positive ให้ทุกโครงการพัฒนาช่วยเพิ่มคุณค่าของระบบนิเวศ ไม่ใช่เพียงลดผลกระทบเท่านั้น
จัดการน้ำใหม่ รีไซเคิลน้ำสีเทา ทางรอดของอุตสาหกรรม
ผศ.ดร.พโยม สราภิรมย์ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เสนอให้ประเทศไทยเปลี่ยนแนวคิดการบริหารน้ำ โดยแบ่งออกเป็น
น้ำสีเขียว – น้ำในธรรมชาติที่ยังไม่กักเก็บ
น้ำสีฟ้า – น้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำบาดาล
น้ำสีเทา – น้ำเสียที่ผ่านการใช้งาน
ปัจจุบันไทยเรายังได้ใช้สีฟ้าเป็นหลัก แต่ในอนาคต อาจต้องรีไซเคิลนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ (Water Reuse) ให้ได้เกือบ 100% เหมือนต่างประเทศ เพราะตอนนี้ไทยเจอปัญหาน้ำสีเทาไปปนเปื้อนน้ำสีฟ้าจนกลายเป็นน้ำกรดในบางพื้นที่
เราต้องวางแผนรับมือภัยแล้งระยะสั้น 6-8 เดือนนี้ เพราะเราจะเก็บน้ำได้ถึงแค่เดือนตุลาคม ที่ขอนแก่นมีการตั้งทีมร่วมทุกภาคส่วนทำฝาย เจาะบาดาล และประสานฝนหลวง ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง สินค้า GI ของขอนแก่น 700 ไร่เกือบตายเพราะฝนทิ้งช่วงและร้อนมาก ต้องช่วยด้วยการใช้น้ำบาดาลและทำวิจัยลดการใช้น้ำจาก 1 ชั่วโมงเหลือ 25 นาที ซึ่งช่วยรักษาผลผลิตนอกฤดูที่มีราคาสูงไว้ได้

ผู้เชี่ยวชาญชี้ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ไม่ใช่วิกฤตชั่วคราว แต่คือความปกติใหม่
ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม อาจารย์ประจำสาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ และเป็นผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญากำลังเกิดถี่และรุนแรงขึ้น จึงไม่ควรมองเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว
การปรับตัวต้องเกิดทั้งในระดับ ครัวเรือน ภาคเกษตร ชุมชน และภาคธุรกิจ โดยใช้แนวทางบริหารจัดการน้ำ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการวางแผนรองรับสภาพภูมิอากาศระยะยาว
บทเรียน “3 เด้ง” ที่ธุรกิจไทยต้องรับมือ
ดร.ธรณ์ สรุปว่า โลกกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน 3 ด้าน ได้แก่
- ซูเปอร์เอลนีโญท่ามกลางภาวะโลกร้อน
- สงครามที่ผลักดันราคาพลังงาน
- ความรุนแรงของสภาพภูมิอากาศที่จะเกิดถี่ขึ้นในอนาคต
พร้อมย้ำว่า เราต้องสร้าง Structure รับมือในระยะยาว ไม่ใช่แค่ทีมเฉพาะกิจ ต้องถอดบทเรียนเพื่อปรับตัวให้ถูกต้องไปเรื่อย ๆ ที่สำคัญคือ ซูเปอร์เอลนีโญ ไม่ใช่ภัยพิบัติ แต่เป็นปรากฎการณ์ ที่จะอยู่และเกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ถึงเวลาปรับ Business Resilience
การเสวนาครั้งนี้สะท้อนว่า ซูเปอร์เอลนีโญไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจที่กระทบต้นทุน การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย ตั้งแต่ภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว พลังงาน ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์
สำหรับผู้ประกอบการ การลงทุนด้านการบริหารน้ำ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการห่วงโซ่อุปทาน และการวางแผนความยืดหยุ่นทางธุรกิจ (Business Resilience) จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในยุคที่สภาพภูมิอากาศกลายเป็นตัวแปรหลักของเศรษฐกิจโลก

