The 1 x Good Goods เปิดโมเดลแลกคะแนนรับเครื่องดื่มจากวัตถุดิบท้องถิ่น เชื่อมกาแฟอาราบิก้าอินทรีย์จากเชียงราย ส้มมะปี๊ดจากจันทบุรี และงานเซรามิกจากลำปางเข้ากับกำลังซื้อของสมาชิก พร้อมนำรายได้กลับไปสนับสนุนการพัฒนาชุมชน นับเป็นอีกกรณีศึกษาของการนำ Sustainability เข้าไปอยู่ใน Consumer Experience มากกว่าการแยกออกมาเป็นกิจกรรม CSR
ความร่วมมือระหว่าง The 1 และ Good Goods ครั้งนี้เป็นโปรเจ็กต์ที่ 2 ของทั้งสองแบรนด์ โดย Good Goods อยู่ภายใต้บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งทำงานร่วมกับชุมชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาและวัตถุดิบท้องถิ่นให้เข้าถึงตลาดสมัยใหม่
ข้อมูลของ เซ็นทรัล ทำ ระบุว่า Good Goods ทำงานร่วมกับชุมชนทั้งด้านการออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการต่อยอดทางธุรกิจ ขณะที่รายได้จากการจำหน่ายสินค้าถูกนำกลับไปใช้ในการพัฒนาชุมชนต่อไป
ดังนั้น ประเด็นของแคมเปญนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการเปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ แต่คือการทดลองนำ “Loyalty Point” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ในระบบนิเวศค้าปลีก มาเป็นอีกช่องทางสร้างการทดลองบริโภควัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น

3 จังหวัดในแก้วเดียว เชื่อมกาแฟเชียงราย-มะปี๊ดจันทบุรี-เซรามิกลำปาง
ภายใต้แนวคิด “One Sip Feel Goods” The 1 x Good Goods พัฒนาเครื่องดื่มพิเศษ 2 เมนู โดยเปิดให้สมาชิกใช้คะแนน The 1 แลกรับเท่านั้น
เมนูแรก Sunrise หรืออเมริกาโน่มะปี๊ด นำกาแฟอาราบิก้าอินทรีย์จาก “ภูชี้เดือน” จ.เชียงราย ซึ่งมีโทนกลิ่นผลไม้และดอกไม้ป่า มาผสมกับ “ส้มมะปี๊ด” ผลไม้พื้นเมืองจาก จ.จันทบุรี เพื่อสร้างรสเปรี้ยวสดชื่น
อีกเมนูคือ Starlight หรือน้ำมะปี๊ดโซดา เป็นทางเลือก Non-Coffee ใช้ส้มมะปี๊ดจากจันทบุรีเป็นวัตถุดิบหลัก ผสมกับโซดาเพื่อสร้างเครื่องดื่มรสหวานอมเปรี้ยว
สมาชิกใช้ 900 คะแนน แลกรับเครื่องดื่ม Sunrise หรือ Starlight จำนวน 1 แก้ว มูลค่า 120 บาท
อีกทางเลือกใช้ 2,900 คะแนน แลกรับเครื่องดื่ม 1 แก้ว พร้อม The 1 x Good Goods Ceramic Mug Limited Edition มูลค่ารวม 390 บาท โดยตัวแก้วผลิตจากดินขาว จ.ลำปาง และเป็นงานคราฟต์จากชุมชน
จุดที่น่าสนใจจึงอยู่ที่การออกแบบผลิตภัณฑ์หนึ่งชุดให้เชื่อม supply chain ของหลายพื้นที่เข้าด้วยกัน ตั้งแต่วัตถุดิบการเกษตรในเชียงรายและจันทบุรี ไปจนถึงงานหัตถกรรมจากลำปาง ก่อนนำทั้งหมดเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกและ Loyalty Ecosystem

จาก Local Sourcing สู่ Market Access โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจชุมชน
การใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะเรียกว่าเป็นโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน ประเด็นสำคัญกว่าคือ วัตถุดิบเหล่านั้นสามารถสร้าง ตลาด รายได้ที่ต่อเนื่อง และอำนาจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ผู้ผลิตต้นทาง ได้มากน้อยเพียงใด
ในกรณีของ Good Goods โมเดลธุรกิจถูกออกแบบในฐานะ Social Enterprise โดยนำความสามารถของธุรกิจค้าปลีก ทั้งการออกแบบสินค้า การตลาด และช่องทางจำหน่าย เข้าไปต่อยอดผลิตภัณฑ์ของชุมชน ข้อมูลของเซ็นทรัล ทำ ระบุชัดว่าแบรนด์มีเป้าหมายสร้างรายได้ให้ชุมชนควบคู่กับการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น และนำรายได้จากการจำหน่ายกลับไปพัฒนาชุมชน
โมเดลดังกล่าวสะท้อนแนวคิด Local Sourcing ในอีกมิติหนึ่ง เพราะโจทย์ไม่ได้จบที่การ “ซื้อของจากท้องถิ่น” แต่ต้องทำให้สินค้าและวัตถุดิบท้องถิ่นสามารถเชื่อมต่อกับตลาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
ตัวอย่างจากการดำเนินงานของเซ็นทรัล ทำ ในพื้นที่อื่นแสดงให้เห็นผลของการสร้าง Market Access เช่น การพัฒนาผ้าครามและสีธรรมชาติในสกลนครร่วมกับชุมชนและพันธมิตร ก่อนนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ Good Goods และห้างเซ็นทรัล ซึ่งข้อมูลล่าสุดจากกลุ่มเซ็นทรัลระบุว่ารายได้ของชุมชนเพิ่มจากประมาณ 350,000 บาท เป็นมากกว่า 3.6 ล้านบาท
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม “ช่องทางตลาด” จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนไม่แพ้การพัฒนาตัวสินค้า

เมื่อ Loyalty Program ถูกต่อยอดเป็นเครื่องมือ Sustainability
อีกมิติที่น่าจับตาของ The 1 x Good Goods คือการนำ Loyalty Program ซึ่งปกติถูกใช้เพื่อรักษาลูกค้า กระตุ้นการซื้อซ้ำ และสร้าง Engagement มาทดลองเชื่อมกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน
แทนที่จะให้ผู้บริโภคบริจาคเงินหรือซื้อสินค้าชุมชนด้วยเหตุผลด้านสังคมเพียงอย่างเดียว ผู้บริโภคได้รับสินค้าและประสบการณ์กลับมา ขณะที่คะแนนที่สะสมอยู่ถูกเปลี่ยนเป็นดีมานด์สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีวัตถุดิบเชื่อมโยงกับชุมชน
ในมุมธุรกิจ โมเดลลักษณะนี้สร้างคุณค่าได้พร้อมกันหลายด้าน ตั้งแต่เพิ่ม Use Case ของคะแนนสะสม สร้างเหตุผลให้สมาชิกกลับมาใช้งาน Loyalty Ecosystem เพิ่ม Traffic ให้ร้านค้า ไปจนถึงเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคกลุ่มใหม่รู้จักวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ชุมชน
ส่วนในมิติ Sustainability หากโมเดลสามารถสร้างยอดขายและการจัดซื้อวัตถุดิบจากต้นทางอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่สำคัญจะไม่ใช่จำนวนเครื่องดื่มที่แลกได้ แต่คือ รายได้และโอกาสทางตลาดที่กลับไปถึงเกษตรกรและชุมชน
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่เปิดเผยในแคมเปญนี้ ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับปริมาณวัตถุดิบที่จะรับซื้อ จำนวนเกษตรกรหรือผู้ผลิตที่ได้รับประโยชน์โดยตรง ตลอดจนเป้าหมายรายได้ที่จะส่งกลับสู่ชุมชน จึงยังไม่เพียงพอที่จะประเมิน Social Impact ของแคมเปญในเชิงปริมาณ
ขยาย 6 จุดแลกสิทธิ์ พร้อมเข้าถึงผู้บริโภคใน Thailand Coffee Fest 2026
สมาชิก The 1 สามารถใช้คะแนนแลกรับเครื่องดื่มและแก้ว Limited Edition ได้จนถึงสิ้นปี 2569 โดยเริ่มที่ร้าน Good Goods สาขาเซ็นทรัลเวิลด์และเซ็นทรัล พาร์ค ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2569
ส่วนเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า, เซ็นทรัลพัทยา, เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต และจริงใจมาร์เก็ต เชียงใหม่ เริ่มให้แลกสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2569 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 10–13 กันยายน 2569 ยังสามารถแลกรับสิทธิ์ได้ที่บูธ Good Goods หมายเลข O06 โซน O ภายในงาน Thailand Coffee Fest 2026 ที่ IMPACT Exhibition Center Hall 5–8 เมืองทองธานี
กำหนดการดังกล่าวตรงกับข้อมูลอย่างเป็นทางการของ IMPACT ซึ่งระบุว่า Thailand Coffee Fest 2026 จัดวันที่ 10–13 กันยายน 2569 เวลา 10.00–20.00 น. ที่ Hall 5–8 ขณะที่งานปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Made by All of Us” และเข้าสู่ปีที่ 11 ของการจัดงาน

วัดผลให้พ้นจาก “แคมเปญ” สู่โมเดลสร้างรายได้ชุมชน
สิ่งที่ควรจับตาหลังจากนี้ไม่ใช่เพียงว่าเครื่องดื่ม 2 เมนูจะได้รับความนิยมเพียงใด แต่คือ The 1 และ Good Goods จะสามารถต่อยอดโมเดลจากแคมเปญระยะสั้นไปสู่กลไกสร้างตลาดให้วัตถุดิบท้องถิ่นในระยะยาวได้หรือไม่
หากต้องการพิสูจน์ผลลัพธ์ด้าน Sustainability อย่างเป็นรูปธรรม ตัวชี้วัดสำคัญควรขยับจากจำนวนการแลกคะแนนหรือยอดขาย ไปสู่ มูลค่าการจัดซื้อจากชุมชน จำนวนเกษตรกรและผู้ผลิตที่ได้รับประโยชน์ รายได้ที่เพิ่มขึ้นของชุมชน ปริมาณวัตถุดิบท้องถิ่นที่เข้าสู่ตลาด และสัดส่วนรายได้ที่กลับถึงผู้ผลิตต้นทาง
เพราะสำหรับธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ความสำเร็จไม่ได้อยู่เพียงการทำให้ผู้บริโภค “เลือกสินค้าที่ดี” แต่คือการออกแบบระบบตลาดที่ทำให้การเลือกของผู้บริโภคสามารถส่งต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับไปยังต้นทางได้อย่างต่อเนื่อง




