จากกฎหมายสู่โอกาส: ไทยเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสีเขียว ‘ดร.พิรุณ’ ชี้ รัฐเร่งตั้งกองทุนภูมิอากาศ หนุน SME เข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และยกระดับการแข่งขันไทย พร้อมเผย พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คาดบังคับใช้ปี 2570
พ.ร.บ.โลกร้อน เตรียมบังคับใช้ปี 2570 วางโรดแมปเศรษฐกิจไทยสู่ Net Zero
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเร่งผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสร้างความชัดเจนด้านนโยบายให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนการลงทุนระยะยาวได้อย่างมั่นใจ
ปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมีความเป็นไปได้สูงที่จะประกาศใช้ภายใน ไตรมาส 3 ปี 2570 พร้อมกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การกำหนดสิทธิการปล่อยก๊าซ และกลไกภาษีคาร์บอน
“การออกแบบกฎหมายฉบับนี้ตั้งอยู่บนเป้าหมายสำคัญ 2 เรื่อง คือ ทำให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้ และลดความสูญเสียจากภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ดร.พิรุณกล่าว
ไทยเดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจก เกินเป้าหมายระยะสั้น
ดร.พิรุณ ระบุว่า ประเทศไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำระยะยาว (LT-LEDS) โดยวางเป้าหมายไปถึงปี 2050 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและนักลงทุน

สำหรับเป้าหมายระยะสั้น ประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2030 ลง 30-40% จากกรณีปกติ (Business as Usual) ซึ่งผลการติดตามระหว่างปี 2564-2566 พบว่าสามารถดำเนินการได้แล้ว 13.5% สูงกว่า KPI ที่กำหนดไว้ 12%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าทุกภาคส่วน ทั้งภาคพลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรม เกษตร และการจัดการของเสีย เริ่มปรับตัวและขับเคลื่อนมาตรการลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงอยู่ที่เป้าหมายปี 2035 ซึ่งประเทศไทยต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงถึง 47% จากระดับการปล่อยสุทธิในปี 2019 ส่งผลให้ต้องมีเครื่องมือทางนโยบายที่เข้มข้นมากขึ้น
ภาษีคาร์บอนไม่ได้เพิ่มต้นทุนอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
หนึ่งในประเด็นที่ภาคธุรกิจจับตาคือการนำกลไก Carbon Tax หรือภาษีคาร์บอนมาใช้ ดร.พิรุณ อธิบายว่า การออกแบบภาษีคาร์บอนไม่ได้มุ่งสร้างภาระให้ภาคธุรกิจ แต่เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป ยกตัวอย่าง หากมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอนในน้ำมันและต้นทุนถูกผลักภาระทั้งหมดไปยังผู้บริโภค ราคาจะเพิ่มขึ้นประมาณ 70 สตางค์ต่อลิตร แต่หากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่ธุรกิจร่วมรับภาระต้นทุน ราคาจะเพิ่มขึ้นเพียง 20 สตางค์ต่อลิตร
เช่นเดียวกับภาษีคาร์บอนในถ่านหิน แม้จะกำหนดอัตราสูงถึง 1,000 บาทต่อตัน แต่จะส่งผลต่อค่าไฟฟ้าเพียงประมาณ 40 สตางค์ต่อหน่วย เท่านั้น
“เครื่องมือใหม่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างภาระ แต่เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยควบคู่ไปกับการรับมือ Climate Change”
SME คือจิ๊กซอว์สำคัญของเศรษฐกิจไทย
อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ระบุว่า ผู้ประกอบการ SME กว่า 3 ล้านราย มีสัดส่วนต่อ GDP ประเทศไทยราว 34-35% และเป็นกลไกสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน
ในช่วงที่มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ภาครัฐจึงวางแนวทางสนับสนุน SME ผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่
1. ข้อมูลและการวัดคาร์บอน
ภาครัฐร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อสนับสนุนการจัดทำ Carbon Footprint ให้แก่ผู้ประกอบการ
2. การพัฒนาขีดความสามารถ
ผลักดันให้บริษัทขนาดใหญ่ดูแลและยกระดับศักยภาพของซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการบริหารจัดการ Scope 3 ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดโลก
3. การเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ภาครัฐเตรียมจัดตั้ง กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) เพื่อช่วยลดช่องว่างด้านเงินลงทุนและเทคโนโลยีสำหรับ SME ในทุกอุตสาหกรรม
กองทุนภูมิอากาศ เตรียมอัดฉีดเงินช่วย SME เปลี่ยนผ่านธุรกิจ
ดร.พิรุณ กล่าวว่า กองทุนภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยให้ SME เข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยมีแนวทางที่กำลังศึกษา ได้แก่
- สนับสนุนเงินลงทุนบางส่วน (Capital Investment Support) ประมาณ 10%
- จัดทำโครงการ First Loss Guarantee ราว 20% เพื่อลดความเสี่ยงให้สถาบันการเงิน
- สนับสนุนการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับการนำเข้าเทคโนโลยีและเครื่องจักร
ปัจจุบันประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศแล้ว เช่น เงินทุนจากเยอรมนีมูลค่า 25 ล้านยูโร สำหรับโครงการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม (LC3)
กฎหมายภูมิอากาศ เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย
ดร.พิรุณ ย้ำว่า พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการควบคุมหรือบังคับใช้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และการลดความสูญเสียจากภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
“กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ทำเพื่อบังคับอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ดึงการลงทุนจากต่างประเทศ และทำให้ไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก”
ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ: จากภาระสู่โอกาสการลงทุน
สำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอาจไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ แต่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาดโลก แหล่งเงินทุน และคู่ค้าระหว่างประเทศ
การมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจน พร้อมกลไกสนับสนุนด้านเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้ตามกติกา” ไปสู่ “ผู้สร้างโอกาส” ในเศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังเติบโตทั่วโลก

