เปิดมิติใหม่เศรษฐกิจยั่งยืน Nature 2.0 พลิกทุนธรรมชาติสู่เศรษฐกิจใหม่ ดัน Biodiversity Credit-Blue Carbon สร้างมูลค่าหลายแสนล้าน พร้อมตอบโจทย์เป้าหมายระดับโลก หยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2030 ฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับคืนภายในปี 2050
Nature 2.0 จุดเปลี่ยนจากคาร์บอนเครดิตสู่ “ทุนธรรมชาติ”
แนวคิด Nature 2.0 กำลังกลายเป็นทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจสีเขียวโลก เมื่อภาครัฐ ภาคการเงิน และองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมของไทย ผนึกกำลังผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากการให้คุณค่ากับ “คาร์บอนเครดิต” เพียงอย่างเดียว ไปสู่การประเมินมูลค่าของ ทุนธรรมชาติ (Natural Capital) ที่ครอบคลุมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพ ดิน น้ำ และระบบนิเวศทั้งหมด
เวทีเสวนา Nature 2.0 : Blue Carbon, Biodiversity Credit and Digital Platform ในงาน EARTH JUMP 2026 สะท้อนภาพชัดว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่การฟื้นฟูธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม แต่กลายเป็นกลไกทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่มีศักยภาพสร้างมูลค่าใหม่ให้ภาคธุรกิจ พร้อมตอบโจทย์เป้าหมายระดับโลกในการหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2030 และฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับคืนภายในปี 2050

จาก Nature 1.0 สู่ Nature 2.0 เมื่อคาร์บอนไม่ใช่คำตอบเดียว
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า แนวคิด Nature 1.0 มุ่งเน้นการปลูกป่าและการดูดซับคาร์บอนเป็นหลัก แต่ Nature 2.0 มีมุมมองที่กว้างขึ้น
หากปลูกป่าเพื่อดูดซับคาร์บอนได้จำนวนมาก แต่กลับไม่มีสัตว์ แมลง หรือความหลากหลายทางชีวภาพหลงเหลืออยู่ มนุษย์ก็ไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน
ดังนั้น การฟื้นฟูธรรมชาติในยุคใหม่จึงต้องพิจารณาทั้ง คาร์บอนเครดิต, Biodiversity Credit, Natural Capital, คุณภาพดินและน้ำ และคุณภาพชีวิตของชุมชน
เวลาที่เรามาทำเรื่องของกระบวนการปลูกป่า หรือการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม มันจะมามองเฉพาะจุดของการได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิตเพียงอย่างเดียวไม่ได้ 2.0 ที่เราพูดถึง มันเลยเป็นเรื่องของว่า ทำอย่างไรที่จะฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาใกล้เคียงกับสภาพธรรมชาติแบบเดิมให้มากที่สุด อันนี้คือโจทย์ แล้วเราก็จะได้ยินคำตัวชี้วัดใหม่ ๆ คาร์บอนเครดิตยังมีความสำคัญนะ เพียงแต่ว่าเราอาจจะต้องมาดูว่าคาร์บอนเครดิต เป็นหนึ่งในหมวดการประเมิน และอีกอันหนึ่งที่ต้องมาดูด้วยคือ เรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity Credit หรือว่าล่าสุด เขาเริ่มพูดศัพท์ใหม่ออกมาแล้ว คำว่า Natural Capital เพราะว่ามันกว้างกว่าคำว่า Biodiversity

3 สมดุลสำคัญของการพัฒนา
หม่อมหลวงดิศปนัดดา อธิบายว่า Nature 2.0 ต้องสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นพร้อมกัน 3 ด้าน ได้แก่
- ธรรมชาติได้รับการฟื้นฟู
- นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม
- ชุมชนได้รับประโยชน์และมีรายได้เพิ่มขึ้น
การอนุรักษ์ธรรมชาติของประเทศไทย สามารถมองเรื่องธรรมชาติได้ เพราะว่าธรรมชาติในประเทศไทย ผูกพันกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งธรรมชาติที่อยู่ที่ดอย อย่างดอยตุง หรือแม้กระทั่งว่า Blue Carbon จริง ๆ สิ่งที่สำคัญคือว่า ทำอย่างไรที่จะสามารถที่จะบูรณาการทั้ง 3 อย่างที่กล่าวมาข้างต้นเข้าด้วยกันได้

ความหลากหลายทางชีวภาพ กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อ GDP โลก
ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในอันดับ 20 ของโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และถือเป็นหนึ่งในประเทศ Mega-diverse Country
ข้อมูลสำคัญที่ภาคธุรกิจไม่ควรมองข้าม คือ มูลค่า GDP โลกกว่า 44 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณครึ่งหนึ่งของ GDP โลก พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ และในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กว่า 75% ของ GDP เชื่อมโยงกับความหลากหลายทางชีวภาพ
อย่างไรก็ตาม โลกกำลังเผชิญวิกฤต “Triple Planetary Crisis” ได้แก่ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมไปถึงมลพิษ
หลายประเทศเริ่มออกกฎหมาย Nature Positive เพื่อกำหนดให้ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องเพิ่มคุณค่าทางธรรมชาติ ไม่ใช่ลดทอนลง

Biodiversity Credit ตลาดใหม่ที่ทั่วโลกกำลังจับตา
ดร.ธนิต กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีรูปแบบการประเมิน Biodiversity Credit มากกว่า 50 Methodology ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพัฒนามาตรฐานที่เหมาะสมกับแต่ละประเทศ ความท้าทายสำคัญคือ ระบบนิเวศของไทยแตกต่างจากยุโรปหรืออเมริกา ทำให้ไม่สามารถนำมาตรฐานจากต่างประเทศมาใช้ได้โดยตรง
ประเทศไทยจึงกำลังพัฒนา ทั้ง Biodiversity Standard ระบบการประเมินผล กลไกตลาดซื้อขาย และ Ecosystem ของผู้พัฒนาโครงการและผู้ตรวจสอบ เพื่อยกระดับ Biodiversity Credit ให้เป็นเครื่องมือทางการเงินใหม่ในอนาคต
Blue Carbon โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจชายฝั่งไทย
อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ Blue Carbon หรือคาร์บอนที่เกิดจากระบบนิเวศทางทะเล เช่น ป่าชายเลน หญ้าทะเล แบะพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยป่าชายเลนมีศักยภาพดูดซับคาร์บอนได้สูงกว่าป่าบกประมาณ 4-6 เท่า
อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้าน Blue Carbon ไม่ใช่เพียงเรื่องการปลูกป่า แต่ต้องออกแบบโมเดลที่ทำให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับการอนุรักษ์ได้

กรณีศึกษา “ทุ่งเพ็ง” จังหวัดพังงา
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงกำลังดำเนินโครงการ Blue Carbon บนพื้นที่ประมาณ 2,000 ไร่ มีประชากรในพื้นที่ประมาณ 1,000 คน คาดว่าจะได้รับคาร์บอนเครดิตเฉลี่ยประมาณ 3 ตันต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปประมาณ 2 เท่า
รายได้จากโครงการกว่า 50% ถูกจัดสรรกลับสู่ชุมชน เพื่อใช้ในการ เฝ้าระวังพื้นที่ อนุรักษ์ทรัพยากร ส่งเสริม Eco-tourism และ สร้างรายได้ทางเลือกให้ประชาชน
คาร์บอนเครดิตกำลังเข้าสู่ยุค Tokenization
ด้าน ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย มองว่า การวัดมูลค่าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องสามารถซื้อขายและแลกเปลี่ยนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธนาคารกสิกรไทยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตไทยมาตั้งแต่ปี 2018 โดยในช่วง 4 ปีแรก ธนาคารเป็นผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตกว่า 80% ของตลาด ปัจจุบันตลาดมีมูลค่าซื้อขายรวมหลายร้อยล้านบาทต่อปี

การนำคาร์บอนเครดิตเข้าสู่ระบบ Blockchain จะสร้างประโยชน์สำคัญ 4 ด้าน
- ตรวจสอบความเป็นเจ้าของได้แบบเรียลไทม์
- ซื้อขายและโอนมูลค่าได้ทันที
- เพิ่มเงื่อนไขอัจฉริยะผ่าน Smart Contract
- แบ่งหน่วยการซื้อขายย่อยได้ต่ำกว่าหนึ่งตัน
ในปีที่ผ่านมา กสิกรไทยได้ทดลอง Tokenize คาร์บอนเครดิตจำนวน 200 ตัน ภายใต้ Regulatory Sandbox ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต. องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง พร้อมตั้งเป้าพัฒนา Carbon Credit Token ตัวแรกของประเทศไทยภายในสิ้นปีนี้
TGO เดินหน้าสู่ Nature Market เต็มรูปแบบ
ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) กล่าวว่า อนาคตของประเทศไทยจะไม่หยุดอยู่ที่ Carbon Market แต่ต้องก้าวสู่ Nature Market

ภารกิจสำคัญประกอบด้วย การประเมินมูลค่าทุนธรรมชาติ การพัฒนา Methodology การตรวจสอบและรับรองผล (Verification) การสร้างฐานข้อมูลกลาง และการสนับสนุนกลไกระดมทุน โดย TGO ยังมีแนวคิด “Tagging” เพื่อเพิ่มมูลค่าให้โครงการคาร์บอนเครดิตที่สามารถสร้างผลลัพธ์ด้าน Biodiversity ได้ควบคู่กัน
ไทยตั้งเป้าสู่ศูนย์กลางคาร์บอนและทุนธรรมชาติของอาเซียน
ผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นตรงกันว่า ไทยมีจุดแข็งสำคัญจากทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง หากสามารถสร้างกฎหมายที่เอื้อต่อการลงทุน ได้มาตรฐานสากล มีความโปร่งใสในการตรวจสอบ และมีเครื่องมือทางการเงินที่เข้าถึงได้ ประเทศไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็น Regional Hub ด้านคาร์บอนเครดิตและทุนธรรมชาติของอาเซียน
หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจากเวทีเสวนาคือ แนวคิด “Cost of Inaction” หรือ “ต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย”
เพราะหากการฟื้นฟูธรรมชาติถูกเลื่อนออกไป ต้นทุนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และผลกระทบทางเศรษฐกิจในอนาคต อาจสูงกว่าการลงทุนเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติในปัจจุบันหลายเท่า
Nature 2.0 จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก ที่เชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ การเงิน เทคโนโลยี และชุมชน เข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก

