UNIQLO วางเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของตนเอง 90% ภายในปี 2030 พร้อมเร่งสร้างระบบ Circular Economy ขยาย Circular Business Model ยืดอายุการใช้งานเสื้อผ้าและลดขยะสิ่งทอ รองรับอุตสาหกรรมแฟชั่น ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งผู้บริโภค นักลงทุน และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก
เอโกะ เชอร์บะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดด้านความยั่งยืนของ Fast Retailing และ UNIQLO Japan ให้สัมภาษณ์ว่า ความท้าทายสำคัญในทศวรรษนี้ไม่ใช่เพียงการลดคาร์บอน แต่คือการสร้างระบบหมุนเวียนทรัพยากรให้เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมแฟชั่น ซึ่งยังเป็นโจทย์ใหญ่ของทั้งผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ และผู้บริโภคทั่วโลก
จากการขายเสื้อผ้าสู่การรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตสินค้า
แนวคิดหลักของ UNIQLO ภายใต้ปรัชญา “LifeWear = A New Industry” คือการมองความรับผิดชอบของแบรนด์ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตสินค้า (Product Life Cycle) ตั้งแต่การออกแบบ การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การจำหน่าย ไปจนถึงการจัดการหลังผู้บริโภคใช้งานเสร็จสิ้น

“เรามุ่งมั่นในการขยายรูปแบบธุรกิจแบบหมุนเวียน (Circular Business Model) ให้กว้างยิ่งขึ้น เพื่อยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์แม้หลังจากส่งมอบถึงมือลูกค้าแล้ว”
บริษัทพยายามขยายบทบาทจากการเป็นผู้จำหน่ายเสื้อผ้า ไปสู่การเป็นผู้ดูแลวงจรการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ผ่านแนวทางต่างๆ เช่น
- บริการซ่อมแซมและยืดอายุเสื้อผ้า
- การให้ความรู้ด้านการดูแลรักษาเสื้อผ้า
- การรับคืนเสื้อผ้าผ่าน Recycle Box
- การจำหน่ายเสื้อผ้ามือสอง
- การนำวัสดุที่ใช้แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล

“เราไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์กับลูกค้าจบลงหลังจากขายสินค้า แต่ต้องการให้เสื้อผ้ามีคุณค่าและใช้งานได้นานที่สุด” คือหนึ่งในสาระสำคัญที่ผู้บริหารสะท้อนระหว่างการสัมภาษณ์
เป้าหมายปี 2030 ลดคาร์บอน 90% แต่โจทย์ยากอยู่ที่ Supply Chain
เอโกะ เล่าย้อนไปว่า ในปี 2001 ได้จัดตั้งหน่วยงาน Social Contribution Office ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของฝ่าย Sustainability ในปัจจุบันของเรา โดยในช่วงแรกการดำเนินงาน มุ่งเน้นไปที่กิจกรรมเพื่อสังคมเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม เมื่อธุรกิจเริ่มขยายสู่ระดับโลกมากขึ้น เราตระหนักว่าการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบไม่สามารถจำกัดอยู่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคมเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา เราจึงได้ยกระดับการตรวจสอบและกำกับดูแลด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงสภาพการจ้างงานในกระบวนการผลิตอย่างจริงจัง
ต่อมาเมื่อบริบทด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการเติบโตของธุรกิจในระดับสากล เราได้พัฒนามุมมองด้านความยั่งยืนจากการดำเนินกิจกรรมเฉพาะด้าน ไปสู่การทำให้การดำเนินธุรกิจทั้งหมดมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ซึ่งในปี 2017 ได้กำหนดเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการเคารพสิทธิมนุษยชน ให้มีความสำคัญในระดับเดียวกับเป้าหมายทางธุรกิจหลักของบริษัท พร้อมทั้งเปิดเผยความคืบหน้าในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในทุกปี เพื่อสร้างความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการดำเนินงานของเรา
เรามุ่งมั่นในการขยายรูปแบบธุรกิจแบบหมุนเวียน (Circular Business Model) ให้กว้างยิ่งขึ้น เพื่อยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์แม้หลังจากส่งมอบถึงมือลูกค้าแล้ว เราได้นำเสนอบริการต่างๆ ผ่าน RE.UNIQLO STUDIO อาทิ บริการซ่อมแซมและดัดแปลงเสื้อผ้า รวมถึงการแบ่งปันเคล็ดลับการดูแลเสื้อผ้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย
และสำหรับเสื้อผ้าที่เจ้าของเดิมไม่สวมใส่อีกแล้ว เราจะรวบรวมเสื้อผ้าเหล่านั้นเพื่อนำไปบริจาคให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่น ผู้ลี้ภัย หรือจำหน่ายต่อในรูปแบบเสื้อผ้ามือสอง ส่วนเสื้อผ้าที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้อีกแล้ว จะถูกรีไซเคิลเป็นเสื้อผ้าชิ้นใหม่หรือวัสดุอื่นๆ ซึ่งเราจะเดินหน้าพัฒนาและต่อยอดรูปแบบธุรกิจใหม่นี้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง
จากแนวทางการดำเนินงาน UNIQLO และ Fast Retailing ได้ตั้งเป้าหมายสำคัญภายในปี 2030 ได้แก่
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของบริษัท 90%
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Supply Chain 30%
- เพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลและวัสดุ Low GHG 50%
- เพิ่มความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับ ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทาน

บริษัท ระบุว่าเป้าหมายดังกล่าวถูกออกแบบให้สอดคล้องกับแนวทางของ Paris Agreement แม้จะเป็นเป้าหมายที่องค์กรกำหนดขึ้นเอง
แนวทางดำเนินธุรกิจของ UNIQLO มีความคืบหน้าที่เกิดขึ้นแล้วหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็น การลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานของบริษัทใกล้แตะเป้าหมาย 90% ซึ่งมีแนวโน้มบรรลุเป้าหมายก่อนปี 2030 รวมถึง การใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุ Low GHG ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 18-20%
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงอยู่ในส่วน Supply Chain ซึ่งบริษัทมีซัพพลายเออร์มากกว่า 100 รายในประเทศไทย เวียดนาม จีน และอินเดีย
การลดคาร์บอนใน Supply Chain ยากกว่า
เอโกะ อธิบายว่า UNIQLO ไม่ได้เป็นผู้ลงทุนเครื่องจักรในโรงงานของคู่ค้าโดยตรง การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดหรือเทคโนโลยีประหยัดพลังงานจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจลงทุนของแต่ละโรงงาน
“เราไม่สามารถบังคับให้โรงงานลงทุนได้ สิ่งที่ทำได้คือการสร้างความร่วมมือและทำให้เป้าหมายนี้กลายเป็นเป้าหมายของพวกเขาด้วย”
ประเด็นนี้สะท้อนภาพรวมของอุตสาหกรรมแฟชั่นโลกที่กำลังเผชิญความท้าทายเดียวกัน เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตต้นน้ำมากกว่าการดำเนินงานของแบรนด์เอง

Sustain Our Oceans: เมื่อแบรนด์แฟชั่นเลือกลงทุนกับ “การศึกษา” มากกว่าการเก็บขยะ
โครงการ Sustain Our Oceans (SOO) เริ่มต้นจากแคมเปญ JOIN: The Power of Clothing ในช่วงปี 2022-2023 โดยบริษัทนำเงินจากการจำหน่ายสินค้ากลุ่มรีไซเคิลมอบให้ UNESCO รวมมูลค่า 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ตัวเลขเงินสนับสนุน แต่คือแนวคิดเบื้องหลังโครงการ แทนที่จะมุ่งเน้นกิจกรรมเก็บขยะทะเล เอโกะ บอกว่า บริษัทเลือกใช้แนวทาง Education for Sustainable Development (ESD) หรือการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ประเทศไทยถูกเลือกเป็นหนึ่งใน 4 ประเทศนำร่อง ร่วมกับญี่ปุ่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย และไทยเลือกจังหวัดระนองเป็นจังหวัดที่ดำเนินโครงการ เพราะเป็นพื้นที่ที่มี Biosphere Reserve ของ UNESCO และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งระบบนิเวศทางทะเล ป่าชายเลน ภาคเกษตร และชุมชนท้องถิ่น
โครงการในประเทศไทยประกอบด้วย Andaman Sea Diving Library, เกมการศึกษา Ocean Challenge, ชุดเครื่องมือศึกษาสิ่งแวดล้อมสำหรับเยาวชน, เทคโนโลยี VR และ AR และการขยายสื่อการเรียนรู้สู่โรงเรียนรัฐบาลกว่า 30,000 แห่ง
กลยุทธ์ความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนบทบาทแบรนด์แฟชั่น
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจจากการสัมภาษณ์คือมุมมองของผู้บริหาร ที่มองเรื่องความยั่งยืนไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามมาตรฐาน ESG
เอโกะ UNIQLO ยอมรับว่าธุรกิจของตนพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาล ทั้งฝ้าย ขนสัตว์ และวัตถุดิบจากธรรมชาติอื่นๆ นั่นจึงทำให้ประเด็นด้าน Net Zero, Nature Positive, Biodiversity กลายเป็นเรื่องของ “ความอยู่รอดทางธุรกิจ” มากกว่ากิจกรรมเพื่อภาพลักษณ์องค์กร

เอโกะ ย้ำว่า การดำเนินงานด้าน Sustainability เพื่อรับมือกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในรูปแบบที่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของแต่ละภูมิภาค ตัวอย่างเช่น ในภูมิภาคอาเซียน เราร่วมมือกับ UNESCO ในโครงการ “Sustaining Our Oceans” ซึ่งผสานการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลเข้ากับการศึกษา
ในด้าน Sustainability ระดับโลก โครงการสำคัญที่เราให้ความสำคัญ ได้แก่ โครงการเสื้อยืดการกุศล “PEACE FOR ALL” โครงการ “The Heart of LifeWear” ที่มีเป้าหมายส่งมอบผลิตภัณฑ์ HEATTECH จำนวน 1 ล้านชิ้นให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ และการส่งเสริม “RE.UNIQLO” ซึ่งสนับสนุนสังคมหมุนเวียนผ่านแนวคิด Reduce, Reuse และ Recycleอ
ผู้บริโภคกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจ
ในอดีต ผู้บริโภคมีบทบาทเพียงซื้อและใช้งานสินค้า แต่ในโมเดล Circular Economy ผู้บริโภคต้องมีส่วนร่วมในหลายขั้นตอน เช่น ใช้งานเสื้อผ้าให้นานขึ้น ซ่อมแซมเสื้อผ้าแทนการทิ้ง ส่งคืนสินค้าเข้าสู่ระบบรีไซเคิล รวมทั้งการซื้อสินค้ามือสอง
ความสำเร็จของระบบจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับบริษัทเพียงฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วย
RE.UNIQLO Studio และตลาดเสื้อผ้ามือสอง คือสนามแข่งขันใหม่
RE.UNIQLO Studio และ การนำเสื้อผ้ามือสองมาขาย ปัจจุบันยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แม้ UNIQLO จะพูดถึง Circular Economy อย่างจริงจัง แต่บริการ RE.UNIQLO Studio ยังมีเพียง 67 แห่งทั่วโลก และมีเพียง 1 แห่งในประเทศไทย ขณะที่ตลาดเสื้อผ้ามือสองของแบรนด์ยังอยู่ในช่วงทดลองในญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม ผลตอบรับจากผู้บริโภคถูกประเมินว่าอยู่ในระดับที่ดี โดยเฉพาะการนำสินค้ารุ่นเก่ากลับมาสร้างมูลค่าใหม่ในรูปแบบ Vintage
เรายังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงการต่างๆ อาทิ การจำหน่ายเสื้อผ้ามือสอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการส่งเสริมสังคมหมุนเวียน รวมถึงการสนับสนุน “Displacement Film Fund” ซึ่งเป็นโครงการใหม่ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ลี้ภัย
กองทุนดังกล่าวสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์ที่นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและการพลัดถิ่นโดยไม่สมัครใจ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจผ่านการผลิตและการเผยแพร่ภาพยนตร์เหล่านี้ เนื่องในโอกาสวันผู้ลี้ภัยโลก (World Refugee Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 20 มิถุนายน โครงการนี้จึงเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่เรากำลังผลักดัน
ความท้าทายอยู่ที่เทคโนโลยีรีไซเคิล
ที่ผ่านมา UNIQLO ประเมินการดำเนินงานด้านความยั่งยิน ผ่านการสำรวจแบรนด์ ข้อคิดเห็นที่ได้รับผ่านศูนย์บริการลูกค้า ตลอดจนการมีส่วนร่วมของลูกค้าผ่านร้านค้าและช่องทางดิจิทัลต่างๆ ของเรา ข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจะถูกนำมาใช้ในการพัฒนาการสื่อสารและปรับปรุงโครงการต่างๆ ของเราอย่างต่อเนื่อง
ผู้บริหารยอมรับว่า การนำเส้นใยสิ่งทอกลับมาแยกและรีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นเสื้อผ้าชิ้นใหม่ยังมีความซับซ้อนสูง เทคโนโลยีการรีไซเคิลเส้นใยจึงกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยชี้ขาดว่าระบบ Circular Economy ของอุตสาหกรรมแฟชั่นจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ภายในทศวรรษหน้า
เป้าหมายใหญ่ไม่ใช่ลดคาร์บอน แต่คือการเปลี่ยนระบบแฟชั่นทั้งอุตสาหกรรม
แม้ UNIQLO จะมีความคืบหน้าอย่างมากในการลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานของตนเอง แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่ซัพพลายเออร์ โรงงาน ผู้ค้าปลีก ไปจนถึงผู้บริโภค
คำกล่าวของ เอโกะ เชอร์บะ สะท้อนประเด็นนี้ได้ชัดเจนว่า
“ความยั่งยืนไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำตลอดชีวิต”
สำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก การแข่งขันในอนาคตอาจไม่ได้วัดกันเพียงยอดขายหรือจำนวนสาขาอีกต่อไป แต่รวมถึงความสามารถในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ลดของเสีย และสร้างระบบ Circular Economy ที่สามารถดำเนินธุรกิจและสร้างผลกำไรควบคู่กับคุณค่าต่อสังคมได้อย่างยั่งยืน

