OPEN HOUSE จับมือ Loopers จัด “Open Market: USE LOOP REPEAT: DESIGNED BY HER” เป็นปีที่ 3 ชวนผู้บริโภคค้นหาคุณค่าที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสินค้า เปิดพื้นที่กว่า 30 แบรนด์ยั่งยืน ขณะที่ Loopers เผยตลาดเสื้อผ้ามือสองไทยกำลังถูก Normalize มากขึ้น ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 40,000 คน สินค้าในระบบกว่า 10,000 SKU และยอดเข้าชมแพลตฟอร์มราว 300,000 ครั้งต่อเดือน ตั้งเป้าขยายฐานผู้ใช้แตะ 1 ล้านคนภายใน 5 ปี
จากเสื้อผ้าหนึ่งตัวที่ถูกส่งต่อจากคนวัยทำงานไปถึง First Jobber หรือ Gen Z ไปจนถึงพลาสติกและวัสดุเหลือใช้ที่ได้รับการออกแบบใหม่ สิ่งของที่ดูเหมือนหมดหน้าที่อาจไม่ได้หมด “คุณค่า” ไปพร้อมกัน หากสามารถนำกลับเข้าสู่ระบบหมุนเวียนและสร้างประโยชน์ให้กับเจ้าของคนต่อไปได้
แนวคิดนี้กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงในโลกแฟชั่นและพฤติกรรมผู้บริโภค และเป็นหัวใจสำคัญของงาน “Open Market: USE LOOP REPEAT: DESIGNED BY HER” ซึ่ง OPEN HOUSE ร่วมกับ Loopers แพลตฟอร์มส่งต่อเสื้อผ้ามือสองคัดคุณภาพ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 3–23 สิงหาคม 2569 ณ OPEN HOUSE ชั้น 6 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี
ปีนี้ USE LOOP REPEAT มาในธีม “DESIGNED BY HER: Discover stories made to matter.” โดยไม่ได้ตีความเพียงว่าสิ่งต่าง ๆ ต้องถูกสร้างขึ้นโดยผู้หญิง แต่ต้องการสะท้อนถึงความประณีต ความใส่ใจ และพลังที่อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ พร้อมชวนคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย กลับมามองคุณค่าของตัวเองและสิ่งของรอบตัว ผ่าน Talk, Workshop และ Market ที่จัดต่อเนื่องตลอดงาน

เบื้องหลังการจัดงาน สะท้อนภาพของธุรกิจ Sustainability ที่กำลังพยายามขยับจากเรื่องเฉพาะกลุ่มให้เข้าใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยคุณเกด – พิชามาศ ชัยงาม ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม Loopers อธิบายว่า จุดเริ่มต้นของงานเกิดขึ้นหลังจาก Loopers ซึ่งทำแพลตฟอร์มส่งต่อเสื้อผ้ามือสอง ได้พบกับผู้ประกอบการและแบรนด์ที่ทำเรื่อง Sustainability ในมิติต่าง ๆ มากขึ้น จึงเกิดแนวคิดนำแบรนด์เหล่านี้มาอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียว
จากปีแรกที่จัดงานเพียง 5 วัน ก่อนขยายระยะเวลาจัดงานเป็น 1 เดือนในปีที่ 2 และต่อเนื่องมาถึงปีที่ 3 คุณเกดมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงจำนวนวันจัดงานที่เพิ่มขึ้น แต่คือการเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคต่อ Sustainability จากภาพเดิมที่อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ เป็นสินค้าชุมชน หรือมีราคาสูง ไปสู่การมองเห็นว่าสินค้ายั่งยืนสามารถออกแบบให้สวย ใช้งานจริง และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้

Sustainability ต้อง “ขายได้และมีกำไร” จึงจะไปต่อได้
การทำให้ “ความยั่งยืน” สามารถอยู่ร่วมกับความเป็นจริงทางธุรกิจได้ คุณเกด มองว่า การทำสินค้าที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ลูกค้าจนสามารถขายได้เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน ความท้าทายยิ่งเพิ่มขึ้น การมีพื้นที่ที่ผู้ประกอบการสามารถพบปะ แลกเปลี่ยน Pain Point และเห็นว่ามีคนอื่นกำลังพยายามทำสิ่งเดียวกัน จึงช่วยสร้างทั้งกำลังใจและความหวังให้กับธุรกิจเหล่านี้
ที่สำคัญ Sustainability ในมุมของ Loopers ไม่ควรหมายถึงการทำธุรกิจโดยละเลยผลประกอบการ แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่าง Planet, People และ Profit
“สินค้าเหล่านี้ต้องสวยด้วย ขายได้ด้วย และได้กำไรด้วย” คือแนวคิดที่คุณเกดย้ำ พร้อมมองว่ากำไรยังเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะหาก Planet ผู้คน และ Profit ไม่สามารถเดินไปด้วยกัน ธุรกิจก็ยากที่จะดำเนินต่อในระยะยาว

แนวคิดดังกล่าวทำให้ USE LOOP REPEAT พยายามหลีกเลี่ยงการสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมในลักษณะของการตำหนิหรือบังคับว่าผู้บริโภค “ต้อง” ทำอะไร แต่เปลี่ยนมาเป็นการเสนอทางเลือกที่สามารถเริ่มต้นได้ตามข้อจำกัดของแต่ละคน เพราะความยั่งยืนอาจเริ่มจากการเลือกของที่ใช้ได้นานขึ้น การกลับมาเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ หรือส่งต่อสิ่งของให้คนอื่นนำไปใช้ต่อ
จาก Community เล็ก ๆ สู่กว่า 30 แบรนด์ยั่งยืน
แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาแปลงเป็นพื้นที่ “Stories Behind the Brand(s)” ซึ่งปีนี้รวบรวมร้านค้าและแบรนด์หมุนเวียนมากกว่า 30 แบรนด์ โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาด Small ถึง Medium ที่พยายามนำ Sustainability เข้าไปอยู่ในสินค้าที่ผู้บริโภคสามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ตัวอย่างเช่น Wastic แว่นกันแดดดีไซน์ทันสมัยแต่คลาสสิกที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล, Onest ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้านที่ผสานพลังจากธรรมชาติเข้ากับประสิทธิภาพด้านความสะอาด และ La Joie แบรนด์น้ำหอมไทยจากสองสาวเพื่อนสนิทที่มาพร้อมบรรจุภัณฑ์แบบรียูส รวมถึง no plastic shop, Dare & Bare, VARY MUCH และแบรนด์อื่น ๆ
ความหลากหลายของผู้เข้าร่วมงานยังช่วยเปิดโอกาสให้แบรนด์ไทยด้าน Sustainability เข้าถึงผู้บริโภคหลายกลุ่ม ตั้งแต่นักศึกษา คนทำงาน ไปจนถึงชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้พื้นที่ OPEN HOUSE

Loopers โตจาก Pain Point “เสื้อผ้าที่เราไม่ใช้แล้วจะไปไหน”
สำหรับ Loopers จุดเริ่มต้นของธุรกิจมาจากคำถามง่าย ๆ ว่า เสื้อผ้าที่เราไม่ใช้แล้วจะไปไหนต่อ
คุณเกด เล่าว่า จากเดิมที่เป็นคนชอบแต่งตัวและแลกเสื้อผ้ากับเพื่อน ทำให้เริ่มตั้งคำถามว่า หากนำเสื้อผ้าที่ไม่ใช้ไปบริจาค แต่ผู้รับไม่ได้ใช้จริง เสื้อผ้าเหล่านั้นอาจกลายเป็นเพียงการ “เปลี่ยนที่ทิ้งขยะ” ขณะที่โมเดลธุรกิจลักษณะนี้ในต่างประเทศมีตลาดขนาดใหญ่ แต่ในประเทศไทยยังต้องใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจ เนื่องจากมีทั้งข้อกังวลด้านความสะอาดและความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ของมือสอง
Loopers จึงพัฒนาแพลตฟอร์มโดยใช้โมเดล Consignment หรือการฝากขาย ผู้ฝากสินค้าไม่มีค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการนำสินค้ามาฝาก แต่แพลตฟอร์มจะหักส่วนแบ่งยอดขาย หรือ GP เมื่อสินค้าขายได้ โดย GP เริ่มต้นประมาณ 35% ขึ้นไปตามระดับราคาที่ตั้งไว้
ปัจจุบัน Loopers เปิดให้ใช้งานผ่านแอปพลิเคชันทั้ง iOS และ Android มีเสื้อผ้าในระบบประมาณ 10,000 SKU พร้อมขยายจากเสื้อผ้าไปสู่ Accessories รองเท้า และกระเป๋า โดยจัดหมวดหมู่ให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกสินค้าได้คล้ายการซื้อสินค้ามือหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นชุดทำงาน ชุดไปทะเล งานแต่ง ปาร์ตี้ หรือคอนเสิร์ต

สมาชิก 40,000 คน Traffic 3 แสนครั้งต่อเดือน
ตัวเลขของ Loopers ยังสะท้อนให้เห็นว่า Secondhand Fashion เริ่มขยับออกจากตลาดเฉพาะกลุ่ม โดยปัจจุบันแพลตฟอร์มมีสมาชิกประมาณ 40,000 คน ครอบคลุมทั้งผู้ซื้อและผู้ขายที่อยู่ในระบบ Circular เดียวกัน และมียอดเข้าชมแพลตฟอร์มประมาณ 300,000 ครั้งต่อเดือน
หนึ่งในกลุ่มที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงนี้คือ Gen Z ซึ่งต้องการแต่งตัวเพื่อแสดงตัวตนและไม่ได้ยึดติดว่าของที่ใช้ต้องเป็นสินค้าใหม่เสมอไป ขณะเดียวกันการหมุนเวียนของเทรนด์แฟชั่นยังทำให้เสื้อผ้าคุณภาพดีจากคนรุ่นก่อนสามารถกลับมามีคุณค่าในสายตาของคนรุ่นใหม่อีกครั้ง
คุณเกด ยกตัวอย่างเสื้อเบลเซอร์ที่ผู้บริหารวัยใกล้เกษียณส่งต่อเข้ามาในระบบ ซึ่งสำหรับเจ้าของเดิมอาจเป็นเสื้อที่สะท้อนความพยายามในช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงาน แต่เมื่อถูกส่งต่อ First Jobber หรือ Gen Z ก็สามารถเข้าถึงเสื้อผ้าคุณภาพดีในราคาหลักร้อย แทนการซื้อสินค้าใหม่ราคาหลักหมื่น กลายเป็นการเชื่อมคนต่างเจเนอเรชันเข้าหากันผ่านเสื้อผ้า
ยิ่งไปกว่านั้น เสื้อผ้าบางตัวในระบบยังถูกส่งต่อเปลี่ยนเจ้าของมากกว่า 5 ครั้ง และยังคงอยู่ในสภาพดี สะท้อนให้เห็นว่าหากเจ้าของแต่ละคนดูแลทรัพยากรที่มีอยู่ให้ดี อายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์สามารถยืดออกไปได้อีกมาก

“ของดีไม่จำเป็นต้องเป็นของใหม่” เปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง Circular Fashion
สิ่งที่ Loopers ต้องการผลักดันจึงไม่ใช่เพียงการขายเสื้อผ้ามือสอง แต่เป็นการเปลี่ยนความคิดว่า “ของดีไม่จำเป็นต้องเป็นของใหม่เสมอไป”
นอกจากช่องทางออนไลน์ Loopers ยังใช้กิจกรรมออฟไลน์ในการสื่อสารเรื่อง Mix and Match การใส่เสื้อผ้าซ้ำ และการดูแลเสื้อผ้าเดิมให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น เพราะการยืดอายุสิ่งที่มีอยู่ช่วยลดความจำเป็นในการสร้างสินค้าใหม่ ขณะที่ภายในแอปพลิเคชันยังมีข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบด้าน Sustainability ของเสื้อผ้าแต่ละชิ้น เช่น การลดการใช้น้ำหรือพลังงาน
คุณเกด ยังมองว่า ตลาดมือสองในประเทศไทยกำลังถูก Normalize หรือกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น สะท้อนจากตลาดวินเทจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการที่ผู้บริโภคเริ่มกล้าพูดถึงการใส่เสื้อผ้ามือสองและการใส่เสื้อผ้าซ้ำมากขึ้น
เป้าหมายระยะต่อไปของ Loopers คือการขยายสินค้าให้ครอบคลุมขนาด 3XL–5XL มากขึ้น รวมถึงขยายกลุ่มสินค้าสำหรับผู้ชาย พร้อมกับเดินหน้าสร้างความรู้เรื่อง Fast Fashion ผ่าน Workshop และกิจกรรมร่วมกับองค์กรต่าง ๆ
ในมุมธุรกิจ คุณเกดตั้งเป้าหมายให้ Loopers มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคนภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี และต้องการให้แพลตฟอร์มกลายเป็นแอปพลิเคชันแรกที่ผู้บริโภคนึกถึงเมื่อต้องการซื้อเสื้อผ้า ก่อนตัดสินใจไปหาสินค้าใหม่จากช่องทางอื่น

USE LOOP REPEAT เชื่อความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก 100%
แนวคิดทางธุรกิจของ Loopers ถูกนำกลับมาเชื่อมกับ USE LOOP REPEAT ผ่านวิธีสื่อสารที่พยายามทำให้ Sustainability ไม่กลายเป็นภาระหรือการตัดสินคนที่ยังไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ทั้งหมด
คุณเกด มองว่า การสื่อสารเรื่อง Climate Change และ Sustainability ควรมี Empathy และเข้าใจข้อจำกัดที่แตกต่างกันของแต่ละคน เพราะบางคนอาจยังไม่พร้อมเปลี่ยนพฤติกรรม 100% แต่สามารถเริ่มจาก 1% ในชีวิตประจำวันได้ และเมื่อการสื่อสารเป็นมิตรมากขึ้น ผู้บริโภคก็มีแนวโน้มเปิดใจมากขึ้นเช่นกัน
แนวคิดนี้จึงถูกถ่ายทอดผ่านกิจกรรมภายในงาน โดยในวันที่ 6 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเปิดงานอย่างเป็นทางการ มีวงสนทนา “Stories That Inspire Meaningful Choices” หนึ่งในนั้นคือ “Choosing What Matters” ถ่ายทอดมุมมองเรื่องการยืนหยัดในคุณค่าของตัวเองโดย แพนเค้ก–เขมนิจ จามิกรณ์ นักแสดงที่อยู่ในวงการมานานกว่า 20 ปี
อีกหัวข้อคือ “Small Stories. Big Change” ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนที่สามารถเริ่มจากการเลือกเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน โดย สมิชฌน์ เพ็ชร์ดี ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความยั่งยืน บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด และ เอม–ภูมิภัทร ถาวรศิริ นักแสดงและศิลปินรุ่นใหม่ผู้ขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมในหลากหลายมิติ
ขณะที่พื้นที่ “Stories Made By You” เปิดให้ผู้ร่วมงานลงมือสร้างคุณค่าใหม่ด้วยตัวเอง ผ่านกิจกรรม “Reborn Stories – ชุบชีวิตขยะให้มีเรื่องราว” โดย บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งนำซองวิบวับและฝาขวดมาเปลี่ยนเป็นพวงกุญแจ และ “From Earth to Art – ถักทอเรื่องราวจากผืนดิน สู่ศิลปะในมือคุณ” โดย UncleReeThink ที่นำเศษขยะชีวภาพมาออกแบบใหม่เป็นผลงานศิลปะที่สามารถใช้งานได้จริง

ทั้งหมดทำให้ USE LOOP REPEAT ครั้งที่ 3 ไม่ได้พูดถึง Sustainability ผ่านมิติของ “การรักษ์โลก” เพียงด้านเดียว แต่พยายามเชื่อม สิ่งแวดล้อม ผู้คน ไลฟ์สไตล์ และความอยู่รอดของธุรกิจ เข้าด้วยกัน โดยมีการเลือกและการใช้ทรัพยากรในชีวิตประจำวันเป็นจุดเริ่มต้น
เพราะในท้ายที่สุด การขับเคลื่อน Circular Economy อาจไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนทุกอย่างในวันเดียว แต่อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ก่อนซื้อของชิ้นต่อไปว่า ของที่มีอยู่ยังใช้ต่อได้หรือไม่ ของมือสองตอบโจทย์หรือเปล่า และสิ่งที่เราไม่ใช้แล้วสามารถกลายเป็นทรัพยากรของคนอื่นได้หรือไม่
งาน “Open Market: USE LOOP REPEAT: DESIGNED BY HER” เปิดให้เข้าร่วมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 3–23 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–21.00 น. ณ OPEN HOUSE ชั้น 6 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เดินทางด้วย BTS สถานีเพลินจิต ทางออก 5

