เมืองทองธานีเดินหน้าสู่ Smart City เต็มรูปแบบ หลัง depa รับรองโครงการ “เมืองทองธานี เมืองอัจฉริยะมีชีวิต” เป็น “เขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ” ชูพื้นที่กว่า 4,000 ไร่ ประชากรกว่า 300,000 คน และผู้มาเยือนกว่า 5.4 ล้านคนต่อปี เดินหน้า 30 โครงการ ครอบคลุม 7 มิติ ตั้งแต่สิ่งแวดล้อม พลังงาน การเดินทาง คุณภาพชีวิต ไปจนถึงเศรษฐกิจ หวังยกระดับพื้นที่สู่เมืองที่ “น่าอยู่ น่าเที่ยว และน่าลงทุน” ภายใต้แนวคิด Live-Work-Play-Learn
อีกก้าวสำคัญของการพัฒนา “เมืองทองธานี” จากศูนย์กลางการจัดแสดงสินค้า การประชุม และอีเวนต์ขนาดใหญ่ สู่การเป็นเมืองที่เชื่อมโยงการอยู่อาศัย การทำงาน การเดินทาง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ประกาศรับรองโครงการ “เมืองทองธานี เมืองอัจฉริยะมีชีวิต” ให้เป็น “เขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ” อย่างเป็นทางการ
การได้รับสถานะดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายของการนำเทคโนโลยี นวัตกรรมดิจิทัล และแนวคิดการบริหารจัดการเมืองอย่างยั่งยืนเข้ามายกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นภายในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

พอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการเมืองทองธานี กล่าวว่า เมืองทองธานีถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดการเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถทำงาน อยู่อาศัย และใช้ชีวิตได้อย่างครบวงจร
ปัจจุบันผู้ที่เข้ามาในเมืองทองธานีสามารถมีหลายบทบาทและทำกิจกรรมหลายรูปแบบภายในพื้นที่เดียวกัน ตั้งแต่การติดต่องาน ประชุม เลือกซื้อสินค้า รับประทานอาหาร เข้าร่วมกิจกรรม ไปจนถึงการอยู่อาศัย
ทิศทางการพัฒนาในระยะต่อไปจึงให้ความสำคัญกับการยกระดับ Customer Journey หรือประสบการณ์ในทุกเส้นทางของผู้เข้ามาใช้บริการ ให้มีความสะดวก ปลอดภัย และสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น
เป้าหมายคือการขับเคลื่อนเมืองทองธานีสู่การเป็น “เมืองที่น่าอยู่ น่าเที่ยว และน่าลงทุน” ภายใต้แนวคิด Live-Work-Play-Learn เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ผู้คน ชุมชน และประเทศไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว
จากเมืองศูนย์กลาง MICE สู่ “Smart City”
หนึ่งในกลไกสำคัญที่จะนำเมืองทองธานีไปสู่เป้าหมายดังกล่าว คือการพัฒนาพื้นที่สู่การเป็น เมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมืองและยกระดับคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ความมุ่งมั่นดังกล่าวนำไปสู่การที่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ประกาศรับรองโครงการ “เมืองทองธานี เมืองอัจฉริยะมีชีวิต” เป็น “เขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ” อย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม หลังจากมีการยื่นข้อเสนอแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
การเข้าสู่กระบวนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะยังสะท้อนทิศทางการเปลี่ยนผ่านของเมืองทองธานี จากพื้นที่ซึ่งคนส่วนใหญ่คุ้นเคยในฐานะจุดหมายของงานแสดงสินค้า การประชุม และคอนเสิร์ต ไปสู่การเป็นพื้นที่เมืองแบบผสมผสาน หรือ Mixed-use Urban District ที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตเกิดขึ้นตลอดทั้งปี

4,000 ไร่ คนกว่า 300,000 คน ผู้เยือน 5.4 ล้านคนต่อปี
ความน่าสนใจของโครงการ “เมืองทองธานี เมืองอัจฉริยะมีชีวิต” อยู่ที่ขนาดและความหลากหลายของพื้นที่ โดยโครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่ และมีการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสมผสาน ครอบคลุมทั้งที่อยู่อาศัย โรงแรม สำนักงาน สถานศึกษา หน่วยงานราชการ ตลอดจนศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม
ปัจจุบันมีประชากรในพื้นที่มากกว่า 300,000 คน ขณะเดียวกันยังมีผู้เข้ามาเยือนกว่า 5.4 ล้านคนต่อปี จากกิจกรรมการจัดแสดงสินค้าและการประชุมที่เกิดขึ้นภายใน ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง “Population Flow” หรือการหมุนเวียนของผู้คนจำนวนมาก ซึ่งเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการเมือง ตั้งแต่ระบบจราจร ที่จอดรถ พลังงาน ความปลอดภัย คุณภาพอากาศ ไปจนถึงบริการดิจิทัลสำหรับผู้พักอาศัยและผู้มาเยือน
เปิด 30 โครงการ ขับเคลื่อน Smart City ครบ 7 มิติ
ภายใต้โครงการ “เมืองทองธานี เมืองอัจฉริยะมีชีวิต” มีแผนพัฒนาเมืองตามกรอบตัวชี้วัดเมืองอัจฉริยะของ depa ครอบคลุม 7 มิติ รวม 30 โครงการ ซึ่งเชื่อมโยงตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
1. สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment)
ครอบคลุมโครงการจัดการขยะอัจฉริยะ อาคารสีเขียว การก่อสร้างสีเขียว และโครงการอีเวนต์สีเขียว เพื่อผลักดันการบริหารจัดการพื้นที่ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
2. พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy)
นำระบบบริหารจัดการพลังงานและระบบบริหารจัดการความเย็นเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของเมืองขนาดใหญ่ที่มีอาคารและกิจกรรมหลากหลายประเภท
3. การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)
นำระบบดิจิทัลเข้ามาสนับสนุนการให้บริการ อาทิ ระบบใบกำกับภาษีและใบรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Tax Service, โครงการ Smarty Application รวมถึงบริการดูแลผู้พักอาศัยภายในชุมชน
4. การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility)
ครอบคลุมโครงการบริหารจัดการที่จอดรถอัจฉริยะ และการพัฒนาระบบบริหารจัดการจราจรอัจฉริยะ เพื่อรองรับการเดินทางของประชากร ผู้ประกอบการ และผู้มาเยือนจำนวนมากในแต่ละวัน
5. พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People)
มุ่งสร้างคนให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเมือง ผ่านโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และโครงการผู้คนสร้างสรรค์
6. การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living)
นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต เช่น โครงการเสาไฟอัจฉริยะ และระบบติดตามคุณภาพอากาศ

7. เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy)
ผลักดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ตั้งแต่โครงการสังคมไร้เงินสด โครงการ “ร้านเด็ดเมืองทอง” การส่งเสริมสินค้า GI ไปจนถึงโครงการจ้างงาน MICE อัจฉริยะ เพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมภายในเมืองเข้ากับผู้ประกอบการ ชุมชน และตลาดแรงงาน
Smart City ไม่ได้มีแค่ “เทคโนโลยี” แต่ต้องสร้างเศรษฐกิจให้เมือง
อีกมิติที่น่าจับตาของการพัฒนาเมืองทองธานี คือการนำแนวคิด Smart City มาเชื่อมต่อกับฐานเศรษฐกิจเดิมของพื้นที่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม MICE — Meetings, Incentives, Conferences and Exhibitions ตลอดจนธุรกิจโรงแรม ที่อยู่อาศัย ค้าปลีก ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ
การพัฒนาระบบจราจรอัจฉริยะ ที่จอดรถ ระบบชำระเงินดิจิทัล การจัดการพลังงาน ตลอดจนบริการสำหรับผู้พักอาศัย จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มความสะดวก แต่ยังสามารถเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการหมุนเวียนของผู้คนภายในเมือง
โดยเฉพาะเมื่อเมืองทองธานีมีทั้งประชากรประจำและผู้เดินทางเข้าพื้นที่จากกิจกรรมขนาดใหญ่ การเชื่อมต่อข้อมูล เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และบริการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการยกระดับประสบการณ์ของทั้งผู้อยู่อาศัย นักท่องเที่ยว ผู้จัดงาน ผู้ประกอบการ และนักลงทุน
พอลล์ ระบุว่า ปัจจุบันเมืองทองธานีไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับจัดแสดงสินค้า คอนเสิร์ต หรือการประชุมระดับโลกเท่านั้น แต่กำลังก้าวไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางการใช้ชีวิตที่ครบวงจร” และพร้อมเดินหน้าสู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของประเทศ
เป้าหมายคือการสร้างพื้นที่ซึ่งสามารถผสาน การทำงาน การดำเนินชีวิต ความบันเทิง การเรียนรู้ และโอกาสทางธุรกิจ เข้าไว้ในจุดหมายเดียว เพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ผู้อยู่อาศัย ชุมชน และระบบเศรษฐกิจโดยรวม

