SolarEdge สะท้อนยุทธศาสตร์การพัฒนาโซลูชัน End-to-End รับการเติบโตตลาด C&I ชูประเด็นใหม่ที่เริ่มได้รับความสนใจในอุตสาหกรรม Cybersecurity ของระบบโซลาร์ ซึ่งอาจกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของตลาดในอนาคต
ตลาดโซลาร์สำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม (C&I) ของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ หลังยอดติดตั้งทะลุระดับ 1 กิกะวัตต์ต่อปี จากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ง่ายขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันของผู้ผลิตอุปกรณ์เริ่มเปลี่ยนจากการแข่งขันด้าน “ราคาและประสิทธิภาพ” ไปสู่การสร้างความแตกต่างด้าน ความปลอดภัยของระบบ การป้องกันภัยไซเบอร์ และการบริหารจัดการพลังงานแบบครบวงจร
ตลาดโซลาร์ไทยเข้าสู่ยุคเติบโตแบบ “คุณภาพ” มากกว่าแข่งขันด้านราคา
วีรุจน์ เตชะสุวรรณา ผู้จัดการประเทศไทย บริษัท โซล่าร์เอจ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (SolarEdge) ระบุว่า ตลาดโซลาร์ภาคธุรกิจของไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดติดตั้งทะลุระดับ กิกะวัตต์ต่อปี ปัจจัยหลักมาจาก

มาตรการสนับสนุนการลงทุนของภาครัฐ
- สิทธิประโยชน์จาก BOI
- สถาบันการเงินอนุมัติสินเชื่อสำหรับโครงการพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น
- ระยะเวลาคืนทุนของโครงการลดลงเหลือ ไม่ถึง 5 ปี จากเดิมที่อาจใช้เวลากว่า 10 ปี
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการเริ่มพิจารณาปัจจัยใหม่ในการลงทุน นอกเหนือจากต้นทุนติดตั้ง เช่น ความเสถียรของระบบ อายุการใช้งาน และต้นทุนการบำรุงรักษาในระยะยาว
ระบบโซลาร์ไม่ได้แข่งขันแค่ “ผลิตไฟได้มาก” แต่ต้อง “ปลอดภัยกว่า”
หนึ่งในประเด็นที่ SolarEdge ให้ความสำคัญ คือการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทั้งด้านไฟฟ้าและระบบดิจิทัล ซึ่งสะท้อนแนวโน้มของอุตสาหกรรมพลังงานที่กำลังเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี IoT และระบบบริหารจัดการผ่านออนไลน์มากขึ้น

ความเสี่ยงไซเบอร์ กลายเป็นโจทย์ใหม่ของโรงงาน
แม้ประเทศไทยจะยังไม่พบเหตุการณ์โจมตีระบบโซลาร์เชิงพาณิชย์ครั้งใหญ่ แต่ในหลายประเทศเริ่มพบความพยายามโจมตีระบบควบคุมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการเรียกค่าไถ่ (Ransomware)
วีรุจน์ ระบุว่า บริษัทนำมาตรฐานด้านความปลอดภัยมาใช้กับระบบ ได้แก่
- ISO 27001 สำหรับการบริหารจัดการความปลอดภัยของข้อมูล
- ETSI EN 303 645 ซึ่งเป็นมาตรฐานด้าน Cybersecurity สำหรับอุปกรณ์ IoT
การลงทุนในระบบโซลาร์จึงไม่ได้พิจารณาเฉพาะประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า แต่รวมถึงความสามารถในการลดความเสี่ยงตลอดอายุการใช้งานที่อาจยาวนานถึง 25 ปี
ความปลอดภัยด้านไฟฟ้าเริ่มเป็นปัจจัยแข่งขัน
บริษัทนำเสนอระบบ SafeDC™ ซึ่งช่วยลดแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงให้อยู่ในระดับปลอดภัยเมื่อระบบหยุดทำงาน หรือเกิดเหตุฉุกเฉิน รวมถึงระบบ Rapid Shutdown ที่เป็นไปตามมาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.)
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้พัฒนาโครงการและโรงงานอุตสาหกรรมเริ่มให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่มีข้อกำหนดด้าน ESG และการบริหารความเสี่ยง

AI กำลังเปลี่ยนบทบาทงานติดตั้งโซลาร์
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือการนำ AI เข้ามาช่วยสนับสนุนผู้ติดตั้งและพันธมิตรธุรกิจแบบเรียลไทม์ วีรุจน์ ระบุว่า ผู้ช่วย AI ของบริษัทสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการติดตั้งและการแก้ไขปัญหาได้ตลอด 24 ชั่วโมง และปัจจุบันรองรับผู้ติดตั้งมากกว่า 93,000 คนทั่วโลก
ระบบดังกล่าวได้รับรางวัล Innovation in Applied AI ในหมวด AI Revolution – Applications in the Enterprise and Public Sector จากงาน IT Awards ของ People & Computers ประเทศอิสราเอล
การนำ AI เข้ามาใช้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมที่ไม่ได้แข่งขันเฉพาะฮาร์ดแวร์ แต่รวมถึงบริการหลังการขายและการสนับสนุนทางเทคนิค ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของผู้ติดตั้งและผู้ใช้งาน
โซลูชันที่นำเสนอในงาน ASEW 2026
SolarEdge นำเสนอระบบสำหรับตลาด C&I ที่ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การบริหารจัดการพลังงาน ไปจนถึงระบบกักเก็บพลังงาน ได้แก่
- อินเวอร์เตอร์สามเฟสพร้อมเทคโนโลยี Synergy
- รองรับ DC Oversizing สูงสุด 175%
- ระบบ Pre-commissioning ช่วยตรวจสอบก่อนติดตั้งจริง
- โครงสร้างแบบโมดูลาร์ ลดต้นทุนการบำรุงรักษา
- Power Optimizer S1500
- ประสิทธิภาพสูงถึง 99.5%
- ใช้เทคโนโลยี MPPT
- ลดผลกระทบจากเงาบัง ฝุ่น และคราบสกปรก
- ตรวจสอบสถานะแผงโซลาร์แบบเรียลไทม์ผ่านระบบออนไลน์
- ระบบกักเก็บพลังงาน CSS-OD 197
- รองรับการติดตั้งทั้งภายในและภายนอกอาคาร
- ตู้แบตเตอรี่ประกอบสำเร็จจากโรงงาน
- เชื่อมต่อกับระบบโซลาร์ได้โดยตรง
- สอดคล้องกับแนวทางส่งเสริมการลงทุนของ BOI
การแข่งขันกำลังเปลี่ยนจาก “ต้นทุน” สู่ “ระบบนิเวศพลังงาน”
การเคลื่อนไหวของ SolarEdge สะท้อนทิศทางสำคัญของตลาดโซลาร์ไทยใน 3 มิติ
1. ผู้ผลิตอุปกรณ์ต้องแข่งขันด้วย Ecosystem
ตลาดเริ่มเปลี่ยนจากการจำหน่ายอุปกรณ์รายชิ้น ไปสู่การนำเสนอระบบที่เชื่อมโยงตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง Monitoring ระบบกักเก็บพลังงาน และบริการหลังการขาย
ผู้ประกอบการที่สามารถให้บริการครบวงจรอาจมีความได้เปรียบมากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
2. Cybersecurity จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่
เมื่อระบบโซลาร์เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและระบบบริหารจัดการพลังงานมากขึ้น ความปลอดภัยทางไซเบอร์มีแนวโน้มกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญ โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมและองค์กรขนาดใหญ่ที่มีข้อกำหนดด้านความมั่นคงของข้อมูล

3. ระบบกักเก็บพลังงานจะเติบโตตามนโยบายรัฐ
มาตรการสนับสนุนของ BOI สำหรับโครงการที่ติดตั้งแบตเตอรี่ร่วมกับระบบโซลาร์ ช่วยลดต้นทุนการลงทุน และอาจเร่งให้ตลาด Energy Storage เติบโตควบคู่กับตลาดโซลาร์เซลล์ในช่วงหลายปีข้างหน้า
“ระยะเวลาคืนทุนของการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในภาคธุรกิจปัจจุบันลดลงเหลือไม่ถึง 5 ปี ดังนั้น สิ่งที่ผู้ลงทุนควรให้ความสำคัญคือความปลอดภัยตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งระบบโซลาร์จะอยู่กับธุรกิจนานถึง 25 ปี”
วีรุจน์ เตชะสุวรรณา ผู้จัดการประเทศไทย บริษัท โซล่าร์เอจ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด
การเติบโตของตลาดโซลาร์ไทย กำลังเข้าสู่ช่วงที่การแข่งขันไม่ได้ วัดกันเพียงกำลังผลิตหรือราคาของอุปกรณ์อีกต่อไป แต่ขยายไปสู่ความสามารถในการบริหารจัดการระบบทั้งวงจร ตั้งแต่ประสิทธิภาพการผลิต ความปลอดภัยด้านไฟฟ้า ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ไปจนถึงการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงานสู่ระบบพลังงานดิจิทัลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

