สวทช.-จังหวัดนครสวรรค์-SOS ผนึกกำลังยกระดับ “Nakhon Sawan Food Bank” จากการแก้ปัญหา Food Waste ในระดับพื้นที่ สู่ต้นแบบ “ระบบบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน” ของประเทศ หลังขยายเครือข่ายอาสาสมัครจาก 42 คนเป็น 292 คน ครอบคลุมครบ 15 อำเภอ กอบกู้อาหารสะสมกว่า 51.9 ตัน เปลี่ยนเป็นกว่า 218,000 มื้อ ลดก๊าซเรือนกระจก 131 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมเดินหน้าดิจิทัลแพลตฟอร์ม ความปลอดภัยอาหาร Carbon Credit และผลักดันนโยบายภาษี สร้างแรงจูงใจภาคธุรกิจบริจาคอาหารแทนการทำลาย
ปัญหา Food Waste หรือขยะอาหาร กำลังถูกยกระดับจากโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่โอกาสในการสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” เมื่อจังหวัดนครสวรรค์จับมือกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (Scholars of Sustenance Foundation: SOS) เดินหน้ายกระดับ “Nakhon Sawan Food Bank” ให้เป็นระบบบริหารจัดการอาหารส่วนเกินระดับจังหวัดที่มีทั้งมาตรฐานความปลอดภัย การตรวจสอบย้อนกลับ เทคโนโลยี และเครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่
ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ทั้ง 3 หน่วยงานได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อขยายผลโครงการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน ลดขยะอาหาร และสร้างความมั่นคงทางอาหารในจังหวัดนครสวรรค์ โดยตั้งเป้าทำให้อาหารที่ยังมีคุณค่าและปลอดภัยสามารถถูกส่งต่อไปถึงประชาชนและกลุ่มเปราะบางอย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะกลายเป็นขยะและสร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อม

จากอาสาสมัคร 42 สู่ 292 คน ปั้น Food Bank ครบ 15 อำเภอ
หนึ่งในตัวเลขที่สะท้อนความสำเร็จของ “นครสวรรค์โมเดล” คือการขยายเครือข่ายอาสาสมัครรักษ์อาหาร จากเดิมเพียง 42 คน เพิ่มขึ้นเป็น 292 คน และสามารถกระจายการทำงานครอบคลุมครบทั้ง 15 อำเภอของจังหวัดนครสวรรค์
ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าชุดโครงการพัฒนาเครื่องมือสำหรับบริหารจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อลดปัญหาขยะอาหาร กล่าวว่า ผลจากการขยายเครือข่ายทำให้ศักยภาพการกอบกู้อาหารส่วนเกินเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากประมาณ 3,000 กิโลกรัมต่อเดือน เป็นมากกว่า 12,000 กิโลกรัมต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า

หากนับผลการดำเนินงานสะสม 2 ปี ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2569 จังหวัดนครสวรรค์สามารถกอบกู้อาหารส่วนเกินได้แล้วกว่า 51,900 กิโลกรัม หรือกว่า 51 ตัน คิดเป็นอาหารมากกว่า 218,000 มื้อ พร้อมลดการเกิดขยะอาหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 131 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนอาหารที่ถูกส่งต่อ แต่กำลังชี้ให้เห็นโมเดลที่เชื่อม “Social Impact” เข้ากับ “Environmental Impact” ผ่านการจัดการทรัพยากรอาหารอย่างเป็นระบบ
ตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด ดัน “อาหารส่วนเกิน” สู่ความมั่นคงทางอาหาร
เศวต เพชรนุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า จังหวัดนครสวรรค์จัดตั้ง คณะกรรมการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินของจังหวัดนครสวรรค์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครสวรรค์ หรือ พมจ. เป็นฝ่ายเลขานุการ
กลไกดังกล่าวมีบทบาทขับเคลื่อนการดำเนินงานครอบคลุมทั้ง 15 อำเภอ เปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้กลายเป็นทรัพยากรสำหรับสร้างความมั่นคงทางอาหาร และวางนครสวรรค์ให้เป็นจังหวัดต้นแบบสำหรับพื้นที่อื่น
หัวใจสำคัญคือการบูรณาการระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และอาสาสมัคร เพื่อสร้างระบบนิเวศอาหารที่มั่นคง และนำอาหารที่ปลอดภัยไปถึงกลุ่มเปราะบางได้ตรงจุด

กลไกท้องถิ่นยังมีความสำคัญอย่างมาก เพราะหน่วยงานและอาสาสมัครที่อยู่ใกล้ชิดชุมชนสามารถระบุกลุ่มเป้าหมายและเข้าถึงครัวเรือนที่ต้องการความช่วยเหลือได้โดยตรง ขณะที่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)
มีฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางสำหรับเชื่อมต่อการให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ
สวทช. วางเป้าใหญ่ ไม่ใช่เพิ่ม Food Bank แต่สร้าง “ระบบอาหารส่วนเกินของประเทศ”
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ระบุว่า เป้าหมายของ สวทช. ไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มจำนวน Food Bank แต่ต้องการสร้าง “ระบบบริหารจัดการอาหารส่วนเกินของประเทศ” โจทย์สำคัญคือ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตอาหารสำคัญ แต่ในแต่ละวันยังมีอาหารที่มีคุณภาพและสามารถบริโภคได้เหลือจากกระบวนการผลิตและจำหน่าย ขณะเดียวกันยังมีประชาชนและกลุ่มเปราะบางจำนวนหนึ่งที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงอาหาร
การแก้ปัญหาจึงต้องสร้าง “ระบบเชื่อมต่อ” ระหว่างฝั่งที่มีอาหารส่วนเกินกับฝั่งที่ต้องการอาหาร โดยนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาช่วยทำให้การเชื่อมต่อดังกล่าวมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสามารถขยายผลได้
สวทช. จึงนำองค์ความรู้จากศูนย์แห่งชาติต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้ง BIOTEC ในด้านความปลอดภัยอาหารและแนวปฏิบัติ, NECTEC กับ Thailand’s Food Bank Digital Platform สำหรับติดตามข้อมูลและตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจน MTEC ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในการประเมินมิติด้านคาร์บอน
เป้าหมายคือทำให้ระบบสามารถตอบคำถามสำคัญได้ตั้งแต่ อาหารประเภทใดสามารถเก็บรักษาได้นานเท่าใด ควรถนอมอาหารอย่างไร เมื่อผ่านการแช่แข็งแล้วควรนำกลับมาปรุงอย่างไรเพื่อรักษาคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงควรส่งอาหารที่มีอายุสั้นหรือยาวไปยังพื้นที่ใดเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Thailand’s Food Bank Digital Platform ปูทางระบบตรวจสอบย้อนกลับ
นอกจากนี้ ยังมีการนำ Digital Platform เข้ามาบริหารจัดการข้อมูลอาหารส่วนเกิน เพื่อให้ทราบว่าแต่ละพื้นที่มีอาหารจำนวนเท่าใด อยู่ที่ไหน ถูกส่งต่อไปที่ใด และมีผู้รับกลุ่มใด หากสามารถขยายการใช้งานในระดับประเทศ ข้อมูลดังกล่าวมีศักยภาพพัฒนาเป็นฐานข้อมูลกลางหรือ Dashboard สำหรับบริหารจัดการอาหารส่วนเกินของไทย ช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ระบบดิจิทัลและการบันทึกข้อมูลยังมีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการและภาครัฐ เพราะสามารถใช้ตรวจสอบย้อนกลับว่าการบริจาคอาหารเกิดขึ้นจริง ลดความเสี่ยงในการนำระบบบริจาคไปใช้เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงภาษี และอาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญหากไทยเดินหน้าปรับมาตรการทางภาษีในอนาคต
ดันแนวคิด “บริจาคไม่ควรเสียเปรียบการทำลาย” ปลดล็อกภาษีดึงเอกชน
หนึ่งในโจทย์เชิงนโยบายที่ สวทช. ต้องการผลักดัน คือการทำให้ภาคธุรกิจ ไม่เสียประโยชน์จากการบริจาคอาหารส่วนเกิน ซึ่งปัจจุบันยังมีข้อจำกัดและขั้นตอนบางประการเกี่ยวกับการนำอาหารออกจาก Inventory และการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ทำให้ในบางกรณีการนำสินค้าไปทำลายอาจมีความสะดวกหรือมีเหตุผลทางธุรกิจมากกว่าการนำไปบริจาค

แนวคิดสำคัญจึงอยู่บนหลักว่า “การบริจาคไม่ควรเสียเปรียบการทำลาย” โดยต้องหากลไกที่สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเลือกส่งต่ออาหารที่ยังมีคุณภาพเข้าสู่ระบบ Food Bank มากขึ้น พร้อมมีระบบข้อมูลที่ภาครัฐสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นการบริจาคจริง
ปลดล็อกข้อจำกัดด้านภาษีและการตัดอาหารบริจาคออกจากบัญชีสินค้าคงคลัง (Inventory) เพื่อลดความยุ่งยากและสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเลือกบริจาคอาหารส่วนเกินแทนการทำลาย
ทิศทางดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวสำคัญ เพราะหากสามารถปลดล็อกเงื่อนไขด้านภาษีและ Inventory ได้สำเร็จ จะช่วยเปลี่ยน Food Waste จากต้นทุนในการกำจัดของภาคธุรกิจ ไปสู่ทรัพยากรที่สร้างคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
Carbon Credit อาจกลายเป็น “น้ำมันหล่อลื่น” ระบบ Food Bank
อีกมิติที่น่าจับตาคือ Carbon Credit เนื่องจากการนำอาหารส่วนเกินกลับมาใช้ประโยชน์แทนการปล่อยให้กลายเป็นขยะ สามารถช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นตลอดวงจรของอาหาร
ในอนาคต หากสามารถพัฒนากลไกการคำนวณและรับรองผลการลดคาร์บอนได้อย่างเหมาะสม รายได้จาก Carbon Credit อาจถูกนำกลับมาช่วยสนับสนุนต้นทุนของระบบ เช่น ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งปัจจุบันเป็นภาระสำคัญของอาสาสมัคร
นั่นหมายความว่า Food Bank ในอนาคตอาจไม่ได้พึ่งพาการบริจาคและจิตอาสาเพียงอย่างเดียว แต่มีโอกาสสร้างกลไกทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยให้ระบบสามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น
นครสวรรค์มีกลุ่มเปราะบางในระบบราว 32,000 คน
ตัวแทน พมจ.นครสวรรค์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีกลุ่มเปราะบางที่อยู่ในระบบของกระทรวงประมาณ 32,000 คน และยังอาจมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งที่ตกหล่นและยังไม่ได้เข้าสู่ระบบ
สถานการณ์เศรษฐกิจหลังโควิดยังส่งผลให้ประชาชนบางส่วนเผชิญความยากลำบากมากขึ้น มีทั้งการว่างงาน สมาชิกครอบครัวกลับมาอาศัยอยู่กับพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย รวมถึงเด็กเกิดใหม่ในครอบครัวเปราะบาง ทำให้ความต้องการความช่วยเหลือด้านอาหารยังมีอยู่มาก
Food Bank จึงไม่ได้หมายถึงการทำให้ผู้รับ “อิ่มท้อง” เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบางได้เข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ ซึ่งในบางกรณีอาจเป็นอาหารที่พวกเขาไม่สามารถซื้อได้ตามปกติ
จากอาหารพร้อมทานถึงเบเกอรี่ กู้วันละ 150–200 กิโลกรัม
นพนันต์ ทับทิม ผู้ประสานงานเครือข่าย SOS จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า อาสาสมัครทำหน้าที่เสมือน “สะพานบุญ” กอบกู้และส่งต่ออาหารส่วนเกินหลายประเภท ตั้งแต่อาหารพร้อมทาน ผัก ผลไม้ ขนมปัง ไปจนถึงอาหารปรุงสุก

อาหารส่วนหนึ่งมาจากผู้บริจาคภาคเอกชนรายใหญ่ในเมืองนครสวรรค์ อาทิ บิ๊กซี เซเว่นอีเลฟเว่น แม็คโคร และเอสแอนด์พี โดยสามารถกอบกู้อาหารได้เฉลี่ย 150–200 กิโลกรัมต่อวัน
อย่างไรก็ตาม การส่งต่ออาหารไม่ได้หมายถึงการนำอาหารที่เหลือมาส่งต่อทันที เพราะอาสาสมัครต้องทำงานภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จาก SOS และนักวิจัยโครงการ Foodbank ของ สวทช. รวมถึงมีชุดตรวจอย่างง่ายสำหรับตรวจสอบคุณภาพอาหารระหว่างการขนส่ง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าอาหารมีความสะอาดและปลอดภัยก่อนถึงมือผู้รับ
โรงแรม-ฟาร์มท้องถิ่น อีกแหล่ง Food Rescue ที่เตรียมขยาย
ความร่วมมือยังมีโอกาสขยายจากร้านค้าปลีกไปยัง โรงแรม ฟาร์มไข่ ผู้ผลิต และผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยเฉพาะนครสวรรค์ซึ่งเป็นเมืองทางผ่านและมีช่วงที่โรงแรมมีอัตราเข้าพักสูง
สำหรับภาคโรงแรม อาหารเป้าหมายไม่ใช่อาหารที่แขกรับประทานเหลือ แต่เป็น อาหารบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรมเตรียมเผื่อจำนวนแขกและยังไม่ได้ถูกนำไปรับประทาน ซึ่งหากผ่านเกณฑ์ด้านความปลอดภัยก็สามารถนำเข้าสู่กระบวนการส่งต่อได้
เครือข่ายอาสาสมัครยังมีการรายงานผลการแจกจ่ายผ่านกลุ่ม LINE พร้อมภาพประกอบ ทำให้สามารถติดตามการทำงานในระดับพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง
SOS เป็น “ตัวเชื่อม” รัฐ-เอกชน-อาสาสมัคร
ด้าน มูลนิธิ Scholars of Sustenance Foundation (SOS) ทำหน้าที่สำคัญในฐานะตัวกลางเชื่อมจุดแข็งของแต่ละภาคส่วน ตั้งแต่ความต้องการของภาคเอกชน ศักยภาพของอาสาสมัคร ไปจนถึงทรัพยากรและกลไกสนับสนุนของภาครัฐ

ทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) กล่าวว่า การลงนาม MOU จะช่วยเชื่อมโยงผู้บริจาค อาสาสมัคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประสานการทำงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน MOU ยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แบรนด์และผู้ประกอบการว่าโครงการไม่ได้ขับเคลื่อนโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่มีทั้งจังหวัด สวทช.SOS และภาคีต่าง ๆ ร่วมสนับสนุน ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจเปิดกว้างต่อแนวคิดการส่งต่ออาหารส่วนเกินมากขึ้น
SOS เชื่อว่าบทเรียนจาก “นครสวรรค์โมเดล” สามารถเป็นต้นแบบในการขยายระบบบริหารจัดการอาหารส่วนเกินไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศได้ในอนาคต
ปักหมุด กรุงเทพฯ-เชียงใหม่-ภูเก็ต-ขอนแก่น เป็นฐานขยายเครือข่าย
สำหรับแนวทางการขยายผลในระดับประเทศ SOS มองการเติบโตผ่านจังหวัดที่มีเครือข่ายขององค์กรอยู่แล้ว โดยใช้พื้นที่ที่มีความพร้อมทำหน้าที่เสมือน “พี่เลี้ยง” ให้จังหวัดใกล้เคียง
แนวทางเบื้องต้นคือ กรุงเทพฯ เชื่อมโยงพื้นที่ภาคกลางและนครสวรรค์ ขณะที่ภาคเหนือมี เชียงใหม่ เป็นฐาน ภาคใต้มี ภูเก็ต และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี ขอนแก่น ก่อนค่อย ๆ ขยายเครือข่ายออกไปยังจังหวัดรอบข้าง

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับภารกิจของ SOS ซึ่งดำเนินงานด้าน Food Rescue ในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2559 โดยกอบกู้อาหารส่วนเกินคุณภาพดีจากธุรกิจอาหาร โรงแรม ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และผู้ผลิต ก่อนส่งต่อให้ชุมชนเปราะบาง
จับตา “ครัวกลาง” ต่อยอด Food Bank เพิ่มมูลค่าอาหารส่วนเกิน
อีกหนึ่งแนวคิดที่จังหวัดนครสวรรค์ต้องการต่อยอดคือการพัฒนา “ครัวกลาง” เพื่อเพิ่มศักยภาพในการนำวัตถุดิบและอาหารส่วนเกินมาบริหารจัดการอย่างเหมาะสม
หากพัฒนาได้เต็มรูปแบบ ครัวกลางจะช่วยยกระดับ Food Bank จากการรับและส่งต่ออาหาร ไปสู่การแปรรูปหรือปรุงอาหารอย่างเป็นระบบ โดยใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหารเข้ามาช่วยรักษาคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายอาหารไปยังกลุ่มเป้าหมาย
ในระยะยาว เมื่อมีวัตถุดิบในระบบมากขึ้น ยังมีโอกาสพัฒนาสูตรอาหารและกระบวนการปรุงที่เหมาะสม เพื่อผลิตอาหารคุณภาพในต้นทุนที่ต่ำลงและกระจายสู่ประชาชนได้มากขึ้น
จาก “Food Waste” สู่ “Food Value” โมเดล ESG ที่ธุรกิจมีส่วนร่วมได้
ความน่าสนใจของ Nakhon Sawan Food Bank จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขอาหาร 51 ตัน หรือกว่า 218,000 มื้อเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง Ecosystem ที่นำ ภาครัฐ-วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี-ภาคธุรกิจ-องค์กรสังคม-ท้องถิ่น-อาสาสมัคร มาเชื่อมโยงอยู่ในระบบเดียวกัน
สำหรับภาคธุรกิจ นี่อาจเป็นอีกโมเดลหนึ่งของการขับเคลื่อน ESG และ Sustainability ที่สร้างผลลัพธ์ได้พร้อมกันหลายมิติ ตั้งแต่การลด Food Waste ลดต้นทุนและผลกระทบจากการกำจัดอาหาร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สร้าง Social Impact ไปจนถึงช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้กับประชาชน

โจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “จะกอบกู้อาหารได้อีกกี่ตัน” แต่คือประเทศไทยจะสามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี Digital Platform กลไกภาษี Carbon Credit และเครือข่ายท้องถิ่นมาประกอบกันจนเกิด National Food Bank Ecosystem ที่สามารถขยายตัวได้อย่างยั่งยืนเพียงใด
หากทำได้สำเร็จ “นครสวรรค์โมเดล” อาจไม่ได้เป็นเพียงต้นแบบ Food Bank ของจังหวัด แต่สามารถกลายเป็นต้นแบบของการเปลี่ยน “อาหารส่วนเกิน” จากขยะและต้นทุนทางธุรกิจ ให้เป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่สร้างคุณค่ากลับคืนสู่ประเทศได้อีกครั้ง

