“ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” ฉายภาพ Climate Change จากวิกฤตสิ่งแวดล้อมสู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เตือน Super El Niño 2026–27 ซ้ำเติมไทยทั้งภัยแล้ง น้ำต้นทุนลด อากาศร้อนจัด ไฟป่า PM2.5 เกษตร ประมง ท่องเที่ยว และระบบนิเวศทางทะเล ชี้ธุรกิจต้องเลิกมอง Climate Risk เป็นเพียงเรื่อง CSR หรือ Sustainability Report แต่ต้องวาง “Adaptation Plan” ตั้งแต่ระบบน้ำ พลังงาน Supply Chain ไปจนถึงการดูแลครอบครัวและชุมชน
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล และรองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดมุมมองต่อสถานการณ์ Climate Change ระบุว่า โลกกำลังเดินเข้าสู่ช่วงที่ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนไม่ได้เป็นเพียงโจทย์สิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของครอบครัวอย่างรวดเร็ว
ดร.ธรณ์ เล่าย้อนว่า เขาศึกษาและพูดถึงประเด็นโลกร้อนมาตั้งแต่ช่วงที่เรื่องดังกล่าวยังไม่เป็นกระแสหลัก ก่อนโลกจะผ่านกระบวนการเจรจาระหว่างประเทศตั้งแต่ Rio Earth Summit, Kyoto Protocol จนถึง Paris Agreement แต่สิ่งที่ต้องตั้งคำถามอย่างรุนแรงคือ แม้โลกจะประกาศเป้าหมายครั้งแล้วครั้งเล่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับยังไม่ลดลงเร็วพอที่จะทำให้เส้นทางอุณหภูมิโลกเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

จาก Paris Agreement ถึงโลกที่ใกล้ 1.5°C เร็วกว่าที่หลายคนคิด
ภายใต้ Paris Agreement ของ UNFCCC ที่ได้รับการรับรองในปี 2015 ประเทศต่าง ๆ ตกลงร่วมกันควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกให้อยู่ “ต่ำกว่า 2°C” เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นไว้ที่ 1.5°C (UNFCCC)
ดร.ธรณ์ มองว่า ช่องว่างระหว่าง “เป้าหมาย” กับ “การลงมือทำจริง” กำลังกว้างขึ้น และโลกอาจเผชิญระดับความร้อนที่เคยมองว่าเป็นเรื่องปลายศตวรรษเร็วกว่าที่สังคมเคยจินตนาการ
ข้อกังวลดังกล่าวสอดคล้องกับการประเมินของ Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC ซึ่งระบุว่า ในแบบจำลองส่วนใหญ่ ระดับโลกร้อน 1.5°C มีแนวโน้มถูกแตะในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 2030 และหากต้องการจำกัดภาวะโลกร้อนไว้ใกล้ 1.5°C การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโลกจำเป็นต้องลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง (IPCC)
อย่างไรก็ตาม การที่อุณหภูมิ “ปีใดปีหนึ่ง” สูงเกิน 1.5°C ไม่ได้หมายความว่าเป้าหมายระยะยาวของ Paris Agreement ถูกทำลายอย่างเป็นทางการ เนื่องจาก IPCC ใช้ค่าเฉลี่ยในระยะยาวในการประเมินระดับ Global Warming (IPCC)
ข้อมูลจาก World Meteorological Organization หรือ WMO ยืนยันว่า ปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์การตรวจวัด โดยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมประมาณ 1.55 ± 0.13°C ขณะที่ปี 2025 ยังคงเป็นหนึ่งในปีที่ร้อนที่สุด และช่วงปี 2015–2025 กลายเป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดที่เคยบันทึกมา (World Meteorological Organization)
นี่คือเหตุผลที่ ดร.ธรณ์มองว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องคิดจากวันนี้ไม่ใช่แค่ “จะลดคาร์บอนอย่างไร” แต่ต้องถามเพิ่มว่า ถ้าความร้อนและ Extreme Weather รุนแรงขึ้นแล้ว ธุรกิจจะอยู่รอดอย่างไร

Super El Niño 2026–27 ไม่ใช่สมมติฐาน NOAA ชี้โอกาส “Very Strong” เกิน 90%
หนึ่งในประเด็นที่ ดร.ธรณ์ ให้น้ำหนักมากที่สุดคือปรากฏการณ์ El Niño 2026–27 โดยอธิบายว่า El Niño เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก และมีศักยภาพส่งผลต่อรูปแบบฝน อุณหภูมิ ความแห้งแล้ง และสภาพอากาศในหลายภูมิภาค รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ข้อมูลล่าสุดจาก National Oceanic and Atmospheric Administration หรือ NOAA สนับสนุนสัญญาณเตือนดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ
NOAA Climate Prediction Center ประกาศเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2026 ว่า El Niño กำลังทวีความรุนแรงขึ้น และมีโอกาสมากกว่า 90% ที่จะพัฒนาเป็น Very Strong El Niño ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวของซีกโลกเหนือปี 2026–27 โดยเดือนกรกฎาคม ค่า Niño 3.4 อยู่ที่ +1.4°C ขณะที่บางพื้นที่ทางตะวันออกของแปซิฟิกมี Sea Surface Temperature Anomaly มากกว่า +2°C (Climate Prediction Center)
ที่สำคัญ NOAA ประเมินว่า ในช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2026 มีความน่าจะเป็นประมาณ 69% ที่เหตุการณ์ครั้งนี้จะมีค่าความแรงมากกว่าระดับของเหตุการณ์ El Niño ที่เคยเกิดขึ้นย้อนหลังตั้งแต่ปี 1950 หรือแตะค่า RONI ตั้งแต่ +2.5°C ขึ้นไป (Climate Prediction Center)
นั่นทำให้คำเตือนเรื่อง “Super El Niño” ในครั้งนี้มีน้ำหนักต่างจากการคาดการณ์ทั่วไป เพราะไม่ได้อยู่เพียงในระดับการตั้งสมมติฐาน แต่มีข้อมูลมหาสมุทรและบรรยากาศรองรับแล้ว
อย่างไรก็ตาม NOAA ย้ำว่า แม้ El Niño จะรุนแรงมาก แต่ ผลกระทบในแต่ละประเทศไม่ได้เกิดขึ้นแบบเดียวกันและไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดตรงตามรูปแบบในอดีต ดังนั้น การนำข้อมูลมาวางแผนธุรกิจควรใช้ทั้ง Forecast ระดับโลกและข้อมูลพยากรณ์ของประเทศไทยประกอบกัน

“ฝนอาจตกหนักเป็นจุด แต่ไม่ได้แปลว่าน้ำต้นทุนจะมาก” โจทย์ใหญ่ของไทยคือบริหารน้ำข้ามฤดู
ดร.ธรณ์ อธิบายว่า ความเข้าใจที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การเห็นข่าวน้ำท่วมในบางพื้นที่ไม่ได้หมายความว่าปริมาณน้ำต้นทุนรวมของประเทศจะอยู่ในระดับสูงเสมอไป
ภายใต้สถานการณ์ El Niño ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือช่วงฝนที่อาจสั้นลง ความแปรปรวนของฝนสูงขึ้น และระยะเวลาที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาน้ำสะสมจากฤดูฝนอาจยาวกว่าปกติ
ดร.ธรณ์ เสนอให้ธุรกิจคิดในรูปของ Water Resilience มากกว่ารอแก้ปัญหาเมื่อน้ำขาด โดยเฉพาะธุรกิจเกษตร อาหาร โรงแรม เกาะท่องเที่ยว โรงงาน และกิจการที่ใช้น้ำสูง ควรวาง Scenario ว่า หากต้องบริหารน้ำต่อเนื่องหลายเดือนโดยไม่มีน้ำเติมในระดับปกติ ธุรกิจจะจัดการอย่างไร
“คำถามไม่ใช่ว่าฝนจะตกหรือไม่ตก แต่คือเรามีน้ำต้นทุนพอใช้ไปอีกกี่เดือน”
สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว ความเสี่ยงดังกล่าวเห็นภาพได้ชัดในพื้นที่เกาะและรีสอร์ต ซึ่งฤดูท่องเที่ยวสำคัญของไทยมักอยู่ในช่วงฤดูแล้ง หากแหล่งน้ำมีปริมาณต่ำ โรงแรมที่ขายห้องพักราคาสูงก็อาจเผชิญข้อจำกัดตั้งแต่น้ำใช้ น้ำประปา ไปจนถึงต้นทุนการขนส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่
ร้อนขึ้น ไม่ได้กระทบแค่สุขภาพ แต่กระแทก “ต้นทุนค่าไฟ–Productivity–ต้นทุนดำเนินงาน”
ผลกระทบอีกด้านที่ธุรกิจมองข้ามไม่ได้คือ “ต้นทุนจากความร้อน”
ดร.ธรณ์ ยกตัวอย่างประสบการณ์จากผู้ประกอบการร้านกาแฟในช่วงอากาศร้อนจัด ซึ่งพบว่าค่าไฟฟ้าสำหรับระบบปรับอากาศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และตั้งคำถามว่า หากประเทศไทยเผชิญ Heat Index ระดับรุนแรงต่อเนื่อง ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงงาน สำนักงาน และ Work from Home จะรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างไร
ผลกระทบไม่ได้จบที่ค่าไฟ เพราะอุณหภูมิสูงยังสัมพันธ์กับ Productivity ของแรงงาน เวลาในการทำงานกลางแจ้ง ความปลอดภัยของพนักงาน การจัดตารางขนส่ง และความต้องการ Cooling ที่สูงขึ้นทั่วระบบเศรษฐกิจ
ในมุมของธุรกิจ Climate Adaptation จึงอาจต้องลงไปถึงการออกแบบอาคาร ระบบระบายความร้อน ประสิทธิภาพเครื่องปรับอากาศ พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึง Working Hour ในวันที่มีความร้อนสูงผิดปกติ

ไฟป่า–PM2.5–ฝุ่นข้ามแดน ความเสี่ยงที่ไม่มีเส้นแบ่งจังหวัดหรือประเทศ
นอกจากภัยแล้งและความร้อน ดร. ธรณ์ ยังชี้ไปที่ความเสี่ยงจากไฟป่า โดยเฉพาะเมื่อฝนทิ้งช่วง ความชื้นในป่าลดลง และเชื้อเพลิงธรรมชาติแห้งมากขึ้น
ภาคเหนือของประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ต้องเตรียมรับความเสี่ยงจากไฟป่าและ PM2.5 ขณะที่ภาคใต้ก็อาจได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดนจากอินโดนีเซียเมื่อเกิดไฟป่าขนาดใหญ่
ผลกระทบจึงไม่ใช่เพียงประเด็นคุณภาพอากาศ แต่เชื่อมโยงถึงการท่องเที่ยว โรงแรม สายการบิน การทำงานกลางแจ้ง สุขภาพแรงงาน และคุณภาพชีวิตของคนในเมือง
ดร.ธรณ์ยังสะท้อนในระดับครอบครัวว่า เมื่อ Extreme Weather รุนแรงขึ้น การวางแผนรับมือไม่ควรจำกัดอยู่เพียงในบริษัท แต่ต้องคิดไปถึงพ่อแม่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือสมาชิกครอบครัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงด้วย
Early Warning มีไว้ให้ “หนีทัน” ไม่ใช่รอภัยมาถึงแล้วค่อยขอความช่วยเหลือ
จุดประสงค์หลักของ Early Warning คือการเพิ่มเวลาสำหรับตัดสินใจ เคลื่อนย้าย และเตรียมพร้อม ไม่ใช่เพียงช่องทางแจ้งเหตุเพื่อให้ประชาชนรอหน่วยกู้ภัยเข้ามาช่วยหลังภัยพิบัติเกิดขึ้นแล้ว
แนวคิดเดียวกันถูกนำไปอธิบายถึงความสำคัญของป่าไม้ แม้ป่าจะไม่สามารถหยุดน้ำท่วมทุกกรณี แต่ระบบนิเวศที่สมบูรณ์สามารถช่วยลดความเร็วของน้ำ เพิ่มเวลาในการรับมือ และในสถานการณ์จริง “เวลาเพิ่มเพียง 2–3 ชั่วโมง” อาจหมายถึงโอกาสในการอพยพสมาชิกครอบครัวออกจากพื้นที่ได้ทัน
นี่คือมิติของ Climate Adaptation ที่ไม่สามารถวัดเพียงจำนวนไร่หรือจำนวนโครงการ แต่ต้องวัดด้วยความสามารถของระบบในการลดความสูญเสีย
ทะเลเดือด กระทบประมงก่อน เพราะ “ปลามีหางและย้ายหนีได้”
สำหรับระบบนิเวศทางทะเล ดร.ธรณ์ใช้คำอธิบายง่าย ๆ ว่า เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น สัตว์ทะเลที่เคลื่อนที่ได้สามารถย้ายพื้นที่เพื่อหาอุณหภูมิที่เหมาะสมกว่า
ปัญหาคือ ชาวประมงพื้นบ้านซึ่งใช้เรือขนาดเล็กและออกทำการประมงใกล้ชายฝั่ง ไม่สามารถเพิ่มระยะทางออกทะเลตามปลาได้อย่างไม่จำกัด เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงจะเพิ่มขึ้นจนกระทบความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น Climate Change จึงไม่ได้หมายถึงแค่ “ปลาน้อยลง” แต่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนและ Economics ของประมงพื้นบ้านโดยตรง

ปะการังเผชิญโจทย์ใหญ่ ต่อให้พื้นที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างดี
ดร.ธรณ์ ยกกรณีแนวปะการังที่ได้รับการดูแล ป้องกันการทอดสมอ และควบคุมกิจกรรมท่องเที่ยวมาหลายปี แต่ยังสามารถเกิดการฟอกขาวครั้งใหญ่ได้เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงเกินขีดจำกัด
นี่คือความแตกต่างระหว่าง Local Conservation กับ Global Climate Risk
การลดน้ำเสีย ลดการเหยียบปะการัง หรือควบคุมเรือยังมีความสำคัญ เพราะช่วยเพิ่ม Resilience ของระบบนิเวศ แต่ไม่สามารถแทนที่การลดภาวะโลกร้อนได้
UN Environment Programme หรือ UNEP ระบุว่า แม้จำกัดภาวะโลกร้อนไว้ที่ 1.5°C โลกก็อาจสูญเสียแนวปะการังได้ถึง 70–90% ภายในกลางศตวรรษ และที่ระดับ 2°C ความสูญเสียอาจสูงกว่า 99% (UNEP – UN Environment Programme)
ประเด็นดังกล่าวสนับสนุนคำเตือนของธรณ์ว่า “การอนุรักษ์อย่างเดียว” อาจไม่เพียงพอ หากอุณหภูมิโลกและอุณหภูมิมหาสมุทรยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
พะยูน–หญ้าทะเล สัญญาณ Biodiversity Crisis ที่ธุรกิจไม่ควรมองเป็นเรื่องไกลตัว
ดร.ธรณ์ยังกล่าวถึงสถานการณ์พะยูนและหญ้าทะเล ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของ Biodiversity ไทย โดยชี้ว่า การลดลงของแหล่งหญ้าทะเลทำให้สัตว์ที่พึ่งพาระบบนิเวศดังกล่าวได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว
ในฐานะผู้ทำงานด้านทรัพยากรทางทะเล เขามองว่าความยากของงานอนุรักษ์สัตว์ทะเลคือ มนุษย์ไม่สามารถเคลื่อนย้ายหรือควบคุมสัตว์ป่าได้ง่ายเหมือนการจัดการทรัพย์สินทางธุรกิจ การช่วยเหลือสัตว์ที่อยู่ภายใต้ความเครียดอาจมีความเสี่ยงสูง และการสร้างระบบรองรับต้องเกิดก่อนวิกฤต ไม่ใช่หลังจำนวนประชากรลดลงจนถึงระดับวิกฤตแล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเชื่อมโยงโดยตรงกับแนวคิด Nature Risk และ Biodiversity Risk ซึ่งกำลังกลายเป็นอีกโจทย์สำคัญของโลกธุรกิจควบคู่ Climate Risk
จาก “ทะเลเดือด” สู่การสร้างโอกาส นวัตกรรมต้องทำให้จับต้องได้
แม้ภาพที่ธรณ์นำเสนอจะรุนแรง แต่สิ่งที่เขาต้องการสื่อไม่ใช่ให้ภาคธุรกิจหยุดลงทุน ตรงกันข้าม เขามองว่าวิกฤตสามารถนำไปสู่ Innovation และ Business Opportunity หากผู้ประกอบการยอมรับความจริงก่อนและปรับตัวเร็ว
ตัวอย่างหนึ่งคือการทำงานร่วมกับ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ในโครงการด้านทะเลหลายโครงการ ซึ่งต่อยอดไปสู่การสร้างแหล่งเรียนรู้และโครงสร้างใต้น้ำ
ล่าสุด ปตท.สผ. ร่วมกับ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และภาควิชาการ พัฒนา “ลานประติมากรรมใต้ทะเล Ocean for Life” บริเวณเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นทั้งแหล่งปะการังเทียม จุดดำน้ำแห่งใหม่ แหล่งเรียนรู้ และเครื่องมือช่วยกระจายแรงกดดันจากนักดำน้ำออกจากแนวปะการังธรรมชาติ (กรมทรัพยากรทางทะเล)
โครงการดังกล่าวเริ่มเปิดให้นักดำน้ำเข้าชมตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นมา และเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนงานอนุรักษ์จาก “แนวคิดบนกระดาษ” ให้กลายเป็นพื้นที่จริงที่ประชาชน ธุรกิจ และนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสได้ (Onep)
ดร.ธรณ์ มองว่า นี่เป็นบทเรียนสำคัญขององค์กร เพราะโลกยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียง Proposal หรือรายงาน Sustainability ที่เต็มไปด้วยถ้อยคำ แต่ต้องการ Solution ที่พิสูจน์ได้ ทดลองได้ และสามารถสื่อสารให้สังคมเห็นผลได้จริง

Climate Change เปลี่ยนโจทย์ธุรกิจ จาก “ลดผลกระทบต่อโลก” เป็น “ทำอย่างไรให้องค์กรอยู่รอด”
สารสำคัญที่สุดจากการวิเคราะห์ของ ดร.ธรณ์ จึงไม่ได้อยู่ที่คำว่า “โลกจะร้อนกี่องศา” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนวิธีคิดของผู้บริหาร
ที่ผ่านมา Sustainability มักเริ่มต้นจากคำถามว่า บริษัทจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร
แต่โลกหลังจากนี้ต้องเพิ่มคำถามอีกชุดว่า สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจะกระทบบริษัทอย่างไร
- น้ำไม่พอ ธุรกิจเดินต่อได้หรือไม่
- อุณหภูมิสูงขึ้น ค่าไฟจะเพิ่มเท่าไร
- พนักงานกลางแจ้งจะทำงานอย่างไร
- ถนนหรือคลังสินค้าถูกน้ำท่วม Supply Chain มีเส้นทางสำรองหรือไม่
- โรงแรมบนเกาะไม่มีน้ำเพียงพอจะรักษารายได้อย่างไร
- ประมงจะอยู่รอดอย่างไรเมื่อปลาเปลี่ยนพื้นที่
- ธุรกิจท่องเที่ยทางทะเลจะทำอะไรเมื่อแนวปะการังต้องปิดเพื่อฟื้นตัว
- และหากพนักงานต้องกลับไปดูแลครอบครัวในพื้นที่ประสบภัย Business Continuity Plan รองรับเรื่องนี้แล้วหรือยัง
Climate Risk จึงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นในฝ่าย Sustainability แต่กำลังเชื่อมเข้าไปถึง Finance, Operations, Supply Chain, Human Resources, Insurance, Tourism, Agriculture, Energy และ Business Continuity พร้อมกัน
เมื่อ NOAA กำลังชี้ว่า El Niño 2026–27 มีโอกาสพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงมาก และ IPCC ยืนยันว่าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นทุกระดับของภาวะโลกร้อน สิ่งที่ธุรกิจไทยมีอยู่ไม่มากนักคือ “เวลา”
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่อีกต่อไปว่า Climate Change จะเกิดหรือไม่
แต่คือ เมื่อผลกระทบมาถึง ธุรกิจของคุณเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง

