ท่ามกลางกระแส Sustainability ที่หลายองค์กรพูดถึง แต่ยังไม่สามารถลงมือทำได้อย่างเป็นรูปธรรม “Nextopia” จึงถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ หากแต่เป็น พื้นที่ทดลอง (Living Lab) ที่ต้องพิสูจน์ได้จริงว่า ความยั่งยืนสามารถอยู่ร่วมกับธุรกิจได้
รศ.ดร. สิงห์ อินทรชูโต ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และหัวหน้าศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะผู้ดูแลโครงการ Nextopia เล่าว่า พื้นที่แห่งนี้ได้รับการจัดสรรขนาด 15,000 ตารางเมตร จากพื้นที่รวมกว่า 500,000 ตารางเมตร เพื่อใช้เป็นสนามทดลองแนวคิด Zero Waste และนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
“ถ้าพื้นที่ทดลองนี้ทำได้จริง เราถึงจะขยายผลไปทั้งโครงการ เพราะ Sustainability ต้องพิสูจน์ได้ ไม่ใช่แค่ไอเดียสวยงาม”

คัดผู้เช่าเข้ม เพราะความยั่งยืนต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง
หนึ่งในหัวใจของ Nextopia คือ การคัดกรองผู้เช่าอย่างเข้มงวด โดยมีเกณฑ์มากถึง 6–7 ข้อ ตั้งแต่การใช้วัตถุดิบท้องถิ่น การเลือกสินค้าปลอดสารพิษ การประหยัดน้ำ ไปจนถึงแนวคิดแฟร์เทรดในซัพพลายเชน

รศ.ดร. สิงห์ อธิบายว่า หากร้านใดใช้วัตถุดิบนำเข้าโดยไม่จำเป็น เช่น ชีสจากยุโรป โครงการจะตั้งคำถามทันทีว่าสามารถปรับมาใช้วัตถุดิบในประเทศ เช่น จากเชียงราย ได้หรือไม่ เพื่อช่วยลดคาร์บอนตั้งแต่ต้นทาง
“เราไม่ได้ตั้งเงื่อนไขเพื่อทำให้ผู้เช่าลำบาก แต่เราคุยกันตรง ๆ ว่าจะช่วยกันบริหารต้นทุนอย่างไร เช่น แนะนำอุปกรณ์ที่ราคาไม่สูงขึ้น แต่ช่วยประหยัดทรัพยากรได้จริง”

แม้ค่าเช่าพื้นที่ Nextopia จะสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป แต่โครงการยังต้องการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กหรือธุรกิจที่เชื่อในแนวคิดนี้สามารถเข้าถึงได้
บริหารด้วยข้อมูล ไม่ใช่แค่ความตั้งใจ
ความแตกต่างสำคัญของ Nextopia คือ การวัดผลอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านขยะ พลังงาน และคาร์บอน โดยมีทีมดูแล 2 ส่วน คือทีมของสยามพิวรรธน์ และทีม Nextopia ที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ในแต่ละวัน ขยะอาหารจะถูกชั่งน้ำหนักจริง หากพบว่ามี Food Waste สูง จะย้อนกลับไปดูตั้งแต่ขนาด Portion ไปจนถึงรูปแบบ Packaging เพื่อปรับแก้เชิงปฏิบัติ
“เราไม่ได้บอกว่าเขาผิด แต่เราคุยกันด้วยข้อมูล ว่าจะลดขยะได้อย่างไร โดยไม่กระทบธุรกิจ”
ขณะเดียวกัน Nextopia ยังเป็นพื้นที่ที่มีการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ เชื่อมโยงข้อมูลกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ซึ่งในอนาคตจะช่วยให้ผู้จัดอีเวนต์สามารถเคลมการลดคาร์บอนได้ตั้งแต่ระดับสถานที่

ออกแบบอาคารให้ “ใช้จริง” ไม่ใช่แค่ดูเขียว
ด้านการออกแบบอาคาร Nextopia เลือกลงทุนในโครงสร้างที่ช่วยลดพลังงานในระยะยาว ตั้งแต่การใช้พลังงานสะอาด 30% ระบบทำความเย็นจากพื้น ไปจนถึงการออกแบบบันไดเลื่อนที่กระตุ้นให้คน “เดิน” มากกว่ากดลิฟต์
นอกจากนี้ ยังมีการจัดพื้นที่ “สวนแมลง” เพื่อสร้างระบบนิเวศขนาดย่อม และเป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน
“เด็กไม่กลัวแมลงเหมือนผู้ใหญ่ ถ้าเราออกแบบสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ธรรมชาติจะอยู่กับเมืองได้”

สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ เพราะเขาคืออนาคตของ Sustainability
กลุ่มเป้าหมายหลักของ Nextopia คือ Gen Y และ Gen Z ซึ่ง รศ.ดร. สิงห์ มองว่าเป็น “New Face of Sustainability” โครงการจึงเลือกสื่อสารแบบโปร่งใส เข้าใจง่าย และเปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นห้องเรียน ผ่าน Ambassador จากหลากหลายสาขา ที่พานักเรียนและนักศึกษาเข้ามาเรียนรู้จริงในพื้นที่ ตั้งแต่ม.ปลายจนถึงมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ
จากพื้นที่ทดลอง สู่โมเดลธุรกิจแห่งอนาคต
ในระยะต่อไป Nextopia ไม่ได้มองตัวเองแค่โครงการเดียว แต่มีเป้าหมายขยายบทบาทสู่การเป็น โมเดลต้นแบบ สำหรับการออกแบบและบริหารพื้นที่ยั่งยืนให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ พร้อมตั้งเป้าประเมินผลชัดเจนในช่วง 2 ปีแรก

“ความยากที่สุดวันนี้คือเรื่อง Data โดยเฉพาะข้อมูลคาร์บอน แต่ถ้าเราไม่เริ่มทำ วันนี้ เราจะไม่มีวันมีข้อมูลพรุ่งนี้”
สำหรับ รศ.ดร. สิงห์ ความสำเร็จของ Nextopia ไม่ได้วัดจากภาพลักษณ์สีเขียว แต่คือการทำให้ความยั่งยืน “ทำได้จริง อยู่ได้จริง และขยายผลได้จริง” ในโลกธุรกิจ

