ท่ามกลางวิกฤตอุทกภัยภาคใต้ปลายปี 2568 ที่ตัดขาดทั้งเส้นทางและการสื่อสาร ยังมี “ทีมงานด่านหน้า” ของทรูที่ไม่ยอมให้สัญญาณเงียบหาย พวกเขาลงพื้นที่ เสี่ยงภัย และทำงานแข่งกับเวลา เพื่อให้ผู้คนยังติดต่อ รับข่าวสาร และส่งความห่วงใยถึงกันได้ในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด
เบื้องหลังภารกิจเชื่อมสัญญาณ ในวันที่ภาคใต้เผชิญน้ำท่วมใหญ่
วิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและชีวิตผู้คน แต่ยังส่งผลให้ระบบสื่อสารในหลายพื้นที่หยุดชะงัก การตัดไฟฟ้า เส้นทางคมนาคมที่ถูกตัดขาด และระดับน้ำที่เพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการติดต่อสื่อสาร ซึ่งเป็นหัวใจของการเอาชีวิตรอดในยามวิกฤต
ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ทีมงานด่านหน้าของทรูยังคงยืนหยัดทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ไม่ใช่เพียงเพื่อดูแลโครงข่าย แต่เพื่อรักษา “การเชื่อมต่อของผู้คน” ให้ยังคงดำเนินต่อไป เรื่องราวของ เสกศักดิ์ ช่อปลอด, สนอง หยูมุ่ย และ สุวิกรม แก้วสองเมือง คือหนึ่งในภาพสะท้อนของพลังการทำงานด้วยหัวใจ ซึ่งได้รับการยกย่องในพิธีมอบรางวัล “โครงการซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง” ครั้งที่ 5 จากบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

จากผู้ประสบภัย สู่ผู้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือการสื่อสาร
เสกศักดิ์ ช่อปลอด Head of Regional Operation ผู้ดูแลโครงข่ายภาคใต้ของทรู คือหนึ่งในผู้ที่เผชิญภัยน้ำท่วมด้วยตนเอง เขาติดอยู่ในบ้านที่อำเภอหาดใหญ่เป็นเวลากว่า 6 วัน ตั้งแต่วันที่ 21–26 พฤศจิกายน 2568 ท่ามกลางน้ำที่ท่วมถึงหลังคา อาหารและไฟฟ้าที่ขาดแคลน และการสื่อสารที่ถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง
“พอไฟฟ้าถูกตัด การสื่อสารก็หายไป โทรหาญาติ ติดต่อใครไม่ได้เลย ตอนนั้นทำให้ผมรู้จริง ๆ ว่าการสื่อสารสำคัญแค่ไหน” เสกศักดิ์เล่าถึงช่วงเวลาวิกฤต

เมื่อฝนเริ่มซา เขาว่ายน้ำออกจากบ้านไปยังศูนย์พักพิงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งมีผู้ประสบภัยรวมตัวกันเกือบหนึ่งหมื่นคน หลายคนต้องการเพียงโทรศัพท์เครื่องเดียวเพื่อบอกคนที่รักว่าตนเองยังปลอดภัย
จากจุดนั้น เสกศักดิ์ตัดสินใจประสานงานกับบริษัท พร้อมรวบรวมพนักงานทรูในพื้นที่ จัดตั้ง “บูททรู” ให้บริการชาร์จแบต โทรฟรี ใช้เน็ตฟรี และแจกซิมสำหรับผู้ที่สูญหาย เพื่อให้การสื่อสารกลับมาอีกครั้ง
“ทุกคนที่นี่คือผู้ประสบภัยเหมือนกัน เราเข้าใจดีว่าการได้ติดต่อครอบครัวสำคัญแค่ไหน ในฐานะพนักงานทรู เราอยากช่วยประชาชนในด้านที่เราทำได้ดีที่สุด”

ทำงานแข่งกับเวลา เพื่อประคองสัญญาณไม่ให้ดับ
อีกฟากหนึ่งของภารกิจ คือการรักษาชุมสายสื่อสารในพื้นที่น้ำท่วมสูง ซึ่งต้องพึ่งพาเครื่องปั่นไฟหลังการตัดไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย
สนอง หยูมุ่ย Head of Regional Network Rollout and Operation เล่าย้อนถึงวันที่สถานการณ์ตึงเครียดที่สุด เมื่อระดับน้ำสูงจนไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ ขณะที่น้ำมันเชื้อเพลิงของเครื่องปั่นไฟใกล้หมด หากเครื่องดับ ระบบสื่อสารจะหยุดทำงานทันที

ทีมงานตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการรวบรวมน้ำมันจากทุกแหล่งที่หาได้ ทั้งจากเครื่องปั่นไฟสำรองและรถที่จอดอยู่ใกล้เคียง เพื่อประคองระบบให้เดินหน้าต่อ
“ทุกคนร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ยังมีสัญญาณและอินเทอร์เน็ตใช้งานได้ นี่คือความภูมิใจของทีมงานด่านหน้าทุกคน” สนองกล่าว

ภารกิจเสี่ยงชีวิต เพื่อรักษาสัญญาณและช่วยผู้คน
การเติมน้ำมันให้เครื่องปั่นไฟกลายเป็นหนึ่งในภารกิจที่ยากที่สุดของวิกฤตครั้งนี้ สุวิกรม แก้วสองเมือง วิศวกรจากหน่วยงาน Wire & Wireless ต้องร่วมมือกับหน่วยกู้ภัยและทหารฝ่ากระแสน้ำเชี่ยว ซากสิ่งกีดขวาง และความมืดในยามค่ำคืน เพื่อเข้าถึงชุมสาย
ระหว่างปฏิบัติภารกิจ เขายังพบผู้ประสบภัยที่ติดค้างอยู่กลางน้ำ และตัดสินใจช่วยเหลือทันที ทั้งผู้สูงอายุที่ลอยคออยู่ในน้ำ และผู้ที่ติดอยู่บนหลังคาบ้าน รวมแล้วกว่า 20 ชีวิต ก่อนกลับมาทำภารกิจหลักต่อ
“ผมคิดแค่ว่า ยังมีอีกหลายปลายสายที่รอคอยใครสักคน เราเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ความห่วงใยของทุกคนเชื่อมต่อถึงกันได้”

มากกว่างาน คือพลังความดีในวันที่สังคมต้องการ
แม้ภารกิจรักษาชุมสายจะสำเร็จ แต่การทำงานของทีมด่านหน้าทรูก็ยังไม่หยุด พวกเขายังคงออกไปสนับสนุนผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
เรื่องราวนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพของการทำงานในยามวิกฤต แต่คือบทพิสูจน์ของ “พลังความดี” จากหัวใจของพนักงาน ที่เลือกยืนเคียงข้างสังคม ในวันที่ผู้คนต้องการการเชื่อมต่อมากที่สุด

