โครงการ KFC Harvest ของมูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย เดินหน้าขยายการดำเนินงาน โดยตั้งเป้าเพิ่มสาขาที่เข้าร่วมจากกว่า 500 สาขา เป็น 600 สาขาภายในปี 2570 ท่ามกลางแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจอาหารทั่วโลกกำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการบริหาร “อาหารส่วนเกิน” ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
การจัดการขยะอาหาร (Food Waste) ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน (ESG) ที่มีผลต่อทั้งต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม ภาพลักษณ์องค์กร และความสัมพันธ์กับชุมชนในระยะยาว
Food Waste ความท้าทายที่ธุรกิจอาหารทั่วโลกต้องรับมือ
หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือปัญหาขยะอาหาร หรือ Food Waste ซึ่งเกิดจากอาหารที่ยังสามารถบริโภคได้แต่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์จนต้องถูกกำจัดทิ้ง
ในอีกด้านหนึ่ง หลายชุมชนยังเผชิญปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร (Food Insecurity) หรือการเข้าถึงอาหารที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้แนวคิดการนำอาหารส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบเพื่อสร้างประโยชน์ทางสังคมได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรไม่แสวงหากำไร

สำหรับ KFC Harvest โครงการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “ไม่ทิ้ง…ให้ใครต้องหิว” โดยนำไก่ทอดที่ยังมีคุณภาพและปลอดภัยต่อการบริโภค แต่เกินระยะเวลาจำหน่ายตามมาตรฐานร้านอาหาร เข้าสู่กระบวนการจัดเก็บและแช่แข็งอย่างเหมาะสม ก่อนนำไปประกอบอาหารเพื่อส่งมอบแก่ชุมชนและกลุ่มผู้ขาดแคลน
ตลอดการดำเนิน โครงการ KFC Harvest กว่า 6 ปี สามารถส่งมอบอาหารให้ชุมชนมากกว่า 2 ล้านมื้อ ลดการสูญเสียอาหารจากระบบร้านอาหาร ลดการปล่อยคาร์บอนในระดับที่เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 15,000 ต้น ขณะนี้ มี KFC ที่เข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 500 สาขา และตั้งเป้าขยายสู่ 600 สาขาภายในปี 2570
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการอาหารส่วนเกินสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมลดปริมาณอาหารที่ต้องเข้าสู่กระบวนการกำจัดของเสีย

โมเดล “อาหารส่วนเกิน” กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของธุรกิจร้านอาหาร
จากต้นทุนที่สูญเปล่า สู่การสร้างคุณค่าร่วม
ในอดีต อาหารที่ไม่สามารถจำหน่ายได้ตามมาตรฐานมักถูกจัดเป็นต้นทุนที่ต้องตัดทิ้ง แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มมองว่าอาหารส่วนเกินสามารถถูกนำกลับมาสร้างคุณค่าทางสังคมได้ หากมีระบบบริหารจัดการที่เหมาะสม
โมเดลลักษณะนี้สอดคล้องกับแนวคิด Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่มุ่งใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อนเข้าสู่กระบวนการกำจัด

ESG กลายเป็นปัจจัยการแข่งขัน
การดำเนินโครงการด้าน Food Waste ยังสอดรับกับแนวโน้ม ESG (Environmental, Social and Governance) ที่นักลงทุน ผู้บริโภค และพันธมิตรทางธุรกิจให้ความสำคัญมากขึ้น
สำหรับธุรกิจร้านอาหาร การมีระบบจัดการอาหารส่วนเกินที่เป็นรูปธรรมสามารถช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ในระยะยาว
The Impact: ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและผู้บริโภค
1. กดดันให้ผู้เล่นรายอื่นเร่งพัฒนาโครงการ Food Recovery
เมื่อผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มสร้างระบบบริหารอาหารส่วนเกินอย่างจริงจัง อาจส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารรายอื่นต้องพัฒนาแนวทางจัดการ Food Waste ของตนเองมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภคและมาตรฐานด้านความยั่งยืน
2. ยกระดับบทบาทองค์กรอาหารในประเด็นความมั่นคงทางอาหาร
แนวทางดังกล่าวช่วยเชื่อมโยงปัญหา Food Waste เข้ากับการแก้ปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นประเด็นสังคมที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญ
3. สร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วน
ความสำเร็จของโครงการไม่ได้เกิดจากผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Franchise Partners, มูลนิธิ SOS (Scholars of Sustenance Foundation), ชุมชนท้องถิ่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การดำเนินงาน

โมเดลลักษณะนี้สะท้อนแนวโน้มที่องค์กรต่าง ๆ ต้องอาศัยความร่วมมือเชิงระบบมากขึ้นในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน
KFC Harvest เป็นตัวอย่างของการนำแนวคิดบริหารอาหารส่วนเกินมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจร้านอาหารอย่างเป็นระบบ โดยเปลี่ยนอาหารที่ไม่สามารถจำหน่ายได้ตามมาตรฐานให้กลับมาสร้างคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
ในมุมธุรกิจ โครงการนี้สะท้อนทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารที่กำลังขยับจากการมุ่งลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบ ESG และ Circular Economy ซึ่งมีแนวโน้มจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการแข่งขันในอนาคต

