GULF สานต่อยุทธศาสตร์ความยั่งยืนด้าน Social ภายใต้กรอบ ESG ผ่านการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศกว่า 18 แห่ง ครอบคลุมประชากรมากกว่า 10,000 คน พร้อมขยายโครงการ Green Energy Green Network for THAIs สู่ปีที่ 3 ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน สะท้อนบทบาทภาคธุรกิจพลังงานในการลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงไฟฟ้า สาธารณสุข และเทคโนโลยีดิจิทัลของชุมชนชายขอบ
ในช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการประเมินผลการดำเนินงานด้าน ESG มากขึ้น โครงการที่สร้างผลลัพธ์เชิงสังคมอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถวัดผลได้ เช่น จำนวนชุมชนที่เข้าถึงไฟฟ้า จำนวนประชากรที่ได้รับประโยชน์ หรือการเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณสุข อาจกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สะท้อนคุณภาพการเติบโตอย่างยั่งยืน ของบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ในอนาคต
GULF จึงเดินหน้าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนห่างไกลทั่วประเทศต่อเนื่อง โดยล่าสุดขยายโครงการ Green Energy Green Network for THAIs เข้าสู่ปีที่ 3 พร้อมเลือกจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่ดำเนินงานแห่งแรกของปี 2569
ความพยายามขยายโครงการ GULF มีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าระดับชุมชน เพราะสะท้อนทิศทางใหม่ของภาคธุรกิจพลังงานที่เริ่มเชื่อมโยง “การเข้าถึงพลังงาน” เข้ากับ “การเข้าถึงบริการพื้นฐาน” ทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งยังเป็นช่องว่างสำคัญในหลายพื้นที่ของประเทศ

ลุยติดตั้งโซลาร์เซลล์กว่า 18 พื้นที่ ครอบคลุมประชากรกว่า 10,000 คน
ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ ธีรตีพิศา เตวิชพศุตม์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานว่า สนับสนุนและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงแล้วกว่า 18 แห่งทั่วประเทศ มีกำลังการผลิตรวม 102.9 กิโลวัตต์ ครอบคลุมประชากรมากกว่า 10,000 คน
- โครงการ GULF Sparks, Life Starts เติมพลังไฟให้ชีวิต ดำเนินการใน 5 พื้นที่ กำลังผลิตรวม 38.5 กิโลวัตต์ ครอบคลุมประชากรราว 2,000 คน
- โครงการ Green Energy Green Network for THAIs ใน 12 พื้นที่ กำลังผลิตรวม 55.12 กิโลวัตต์ ครอบคลุมประชากรกว่า 8,000 คน
- โครงการจัดการน้ำและเกษตรปลอดภัย บ้านโคกล่าม–บ้านแสงอร่าม จังหวัดอุดรธานี กำลังผลิต 9.28 กิโลวัตต์ สนับสนุนการทำเกษตรของกว่า 20 ครัวเรือน
แม้กำลังการผลิตรวมจะยังอยู่ในระดับขนาดเล็กเมื่อเทียบกับระบบไฟฟ้าหลักของประเทศ แต่ในเชิงสังคม โครงการลักษณะนี้มีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน

แม่ฮ่องสอน จุดเริ่มต้นปี 3 Green Energy Green Network for THAIs
โครงการ Green Energy Green Network for THAIs พื้นที่แรกของปี 2569 คือ สถานบริการสาธารณสุขชุมชน (สสช.) บ้านแม่แพใหญ่ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อการให้บริการด้านสาธารณสุข ส่งผลต่อการใช้งานอุปกรณ์ทางการแพทย์และการเก็บรักษายา
GULF จึงสนับสนุน ระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ตู้เย็นสำหรับเก็บยาและเวชภัณฑ์ เครื่องวัดออกซิเจนในเลือดชนิดตั้งโต๊ะ อุปกรณ์สนับสนุนการป้องกันไฟป่า และตู้แช่แข็งสำหรับโรงเรียนในชุมชน
นอกจากนี้ ระบบไฟฟ้ายังถูกเชื่อมต่อไปยังโบสถ์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน เพื่อรองรับกิจกรรมชุมชนและพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การตีมีด การทอผ้า และงานจักสาน

ปัญหาไฟฟ้ากับการเข้าถึงสาธารณสุข ความท้าทายที่ยังมีอยู่
ข้อมูลจากพื้นที่ สะท้อนภาพชัดเจนถึงผลกระทบของการขาดแคลนไฟฟ้า ทนง งอกงาม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านอุมโล๊ะ กล่าวว่า สสช.บ้านแม่แพใหญ่ให้บริการประชาชนประมาณ 500 คน จาก 126 ครัวเรือน แต่ที่ผ่านมาไม่สามารถใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์บางประเภทได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากไฟฟ้าไม่เพียงพอ
ในกรณีฉุกเฉิน ชาวบ้านต้องเดินทางไปยัง รพ.สต.บ้านอุมโล๊ะ ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 8 กิโลเมตร และในช่วงฤดูฝนบางช่วงจำเป็นต้องอ้อมเส้นทางที่มีระยะทางมากกว่า 22 กิโลเมตรเพื่อความปลอดภัย
การมีไฟฟ้าที่เสถียรมากขึ้นจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความสะดวก แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุนการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

เมื่อพลังงานสะอาดกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม
1. เทรนด์ ESG ของธุรกิจพลังงานกำลังเปลี่ยนจาก “บริจาค” สู่ “สร้างโครงสร้างพื้นฐาน”
ที่ผ่านมา กิจกรรมด้านสังคมของภาคธุรกิจจำนวนมากมักอยู่ในรูปแบบการบริจาคหรือกิจกรรมระยะสั้น
แต่แนวทางของ GULF สะท้อนการใช้ความเชี่ยวชาญหลักขององค์กร (Core Competency) มาสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้าง โดยนำเทคโนโลยีพลังงานที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญไปแก้ปัญหาการเข้าถึงไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล
แนวโน้มนี้สอดคล้องกับทิศทาง ESG ยุคใหม่ที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่วัดผลได้มากกว่ากิจกรรมเชิงภาพลักษณ์
2. พลังงานและดิจิทัลกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานคู่ขนาน
ความร่วมมือระหว่าง GULF และ AIS สะท้อนภาพการบูรณาการระหว่างพลังงานสะอาดและเครือข่ายดิจิทัล
ในพื้นที่ชนบท การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้ามักเป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกันโดยตรง การมีไฟฟ้าที่เพียงพอช่วยให้สามารถขยายการศึกษาออนไลน์ บริการสาธารณสุขทางไกล (Telemedicine) และการพัฒนาทักษะอาชีพผ่านช่องทางดิจิทัลได้มากขึ้น

3. โมเดลพลังงานกระจายศูนย์มีบทบาทเพิ่มขึ้น
กรณีของแม่ฮ่องสอนสะท้อนศักยภาพของระบบผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy System) ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดของพื้นที่ที่การขยายสายส่งไฟฟ้าหลักทำได้ยากหรือมีต้นทุนสูง
แนวคิดดังกล่าวกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขา เกาะ และชุมชนชายแดน
ธีรตีพิศา ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นการนำองค์ความรู้ด้านพลังงานสะอาดของบริษัทไปสนับสนุนชุมชนที่ยังเข้าไม่ถึงไฟฟ้า พร้อมต่อยอดสู่การเข้าถึงบริการสาธารณสุข การศึกษา และโอกาสทางอาชีพในระยะยาว
บริษัทตั้งเป้าสานต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในพื้นที่ห่างไกล เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

กรณีศึกษาของ GULF สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในระดับชุมชนไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะด้านไฟฟ้า แต่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การเข้าถึงบริการสุขภาพ การศึกษา และเศรษฐกิจฐานรากได้พร้อมกัน
ในระยะยาว โมเดลลักษณะนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ และเป็นตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีพลังงานเพื่อสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่จับต้องได้มากกว่าการเพิ่มกำลังผลิตเพียงอย่างเดียว

