EPR กำลังขยับจากแนวคิดสู่กฎหมายไทยภายในปี 2570 ท่ามกลางบทเรียนจากสหภาพยุโรป เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ ที่ใช้ EPR เป็นเครื่องมือจัดการขยะและบรรจุภัณฑ์อย่างได้ผล บทบาทของผู้ผลิตกำลังเปลี่ยนจากปลายทางสู่ต้นทาง ขณะที่ภาคธุรกิจไทยเริ่มขยับตัวรับกติกาใหม่ บทความนี้พาเจาะลึกความคืบหน้ากฎหมาย EPR ประโยชน์ที่มากกว่าการลดขยะ และเหตุใด EPR จึงอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย
หลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) หรือ หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาขยะและทรัพยากรของหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในประเด็นบรรจุภัณฑ์และพลาสติกใช้ครั้งเดียว ซึ่งประเทศไทยเองกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการผลักดันหลักการนี้สู่การบังคับใช้ในระดับกฎหมาย

ความคืบหน้า EPR ในประเทศไทย
ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างการยกร่าง พระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการนำหลักการ EPR มาปรับใช้เป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าจะประกาศใช้ภายในปี พ.ศ. 2570 ครอบคลุมผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ที่ใช้บรรจุภัณฑ์เป็นหลัก เพื่อให้ร่วมรับผิดชอบต่อการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนได้เริ่มขับเคลื่อนล่วงหน้าผ่านความร่วมมือของ PRO Thailand Network ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และองค์กรสมาชิกกว่า 149 แห่ง ในการพัฒนากลไก EPR เชิงสมัครใจ ทั้งการรวบรวมบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว การสร้างระบบติดตามขยะ และการทดสอบโมเดลค่าธรรมเนียมที่สะท้อนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจริง

ประโยชน์ของกฎหมาย EPR: มากกว่าการจัดการขยะ
การบังคับใช้กฎหมาย EPR คาดว่าจะสร้างประโยชน์ในหลายมิติ
- ด้านสิ่งแวดล้อม
กฎหมาย EPR จะช่วยเพิ่มอัตราการรีไซเคิล ลดปริมาณขยะฝังกลบ และลดการรั่วไหลของขยะพลาสติกสู่สิ่งแวดล้อม รวมถึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตวัตถุดิบใหม่
- ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
EPR เป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ง่าย (Design for Recycle) และเพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิล เช่น เม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าธรรมเนียมในระบบ EPR และกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมรีไซเคิลภายในประเทศ

- ด้านระบบจัดการและความรับผิดชอบ
กฎหมายจะช่วยสร้างระบบการจัดการขยะที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมมากขึ้น โดยเปลี่ยนบทบาทของผู้ผลิตจาก “ผู้ก่อขยะ” เป็น “ผู้ร่วมรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์”
บทเรียนจากประเทศที่บังคับใช้ EPR แล้ว
- สหภาพยุโรป (EU)
EU นำ EPR มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน ผ่าน Waste Framework Directive ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการของเสียจากบรรจุภัณฑ์ของตนเอง และตั้งเป้าหมายให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดสามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ภายในปี 2030 ส่งผลให้อัตราการรีไซเคิลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศสมาชิก
- สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้)
เกาหลีใต้เริ่มใช้ EPR ตั้งแต่ปี 2003 โดยผสานเข้ากับนโยบายการประหยัดทรัพยากรและการรีไซเคิล ส่งผลให้ผู้ผลิตปรับลดการใช้บรรจุภัณฑ์เกินจำเป็น และช่วยลดการใช้ผลิตภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่างเป็นรูปธรรม
- ฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์ประกาศใช้กฎหมาย EPR สำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติกในปี 2022 กำหนดให้องค์กรขนาดใหญ่ต้องนำขยะบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่อย่างน้อย 80% ภายในกรอบเวลาที่กำหนด นับเป็นตัวอย่างของประเทศในอาเซียนที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเร่งการจัดการขยะอย่างจริงจัง

- สหรัฐอเมริกา
หลายรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนียและโคโลราโด ได้ออกกฎหมาย EPR สำหรับบรรจุภัณฑ์ โดยกำหนดให้ผู้ผลิตต้องรายงานข้อมูลบรรจุภัณฑ์และจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อสนับสนุนระบบรีไซเคิลในระดับรัฐ
EPR กับทิศทางอนาคตของไทย
การผลักดันกฎหมาย EPR ในประเทศไทย ไม่เพียงเป็นการยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานสู่ เศรษฐกิจหมุนเวียน และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคธุรกิจและผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอ

