AssetWise จับมือ GMB ดัน “ยิปซั่มรักษ์โลก” นำร่อง 7 คอนโด Low Carbon ชูโมเดลอสังหาฯ ยุคใหม่ ใส่ใจ ESG และสิ่งแวดล้อม ยกระดับมาตรฐานอสังหาริมทรัพย์สู่แนวทาง “Low Carbon Living” ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตและความยั่งยืน
วุฒิ วิพันธ์พงษ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารความยั่งยืนทางธุรกิจและสิ่งแวดล้อม บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW กล่าวว่า บริษัทฯ จับมือ GMB ผู้ผลิตและติดตั้งผลิตภัณฑ์ TOA GypsuM เดินหน้าโครงการ “Building a Green Future” นำนวัตกรรม “ยิปซั่มรักษ์โลก” มาใช้ในคอนโดมิเนียม 7 โครงการ ทั้งในกรุงเทพฯ พื้นที่ EEC และเมืองท่องเที่ยว
ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกวัสดุก่อสร้างใหม่ แต่คือการยกระดับมาตรฐานการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สู่แนวทาง “Low Carbon Living” ที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนในระยะยาว

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ TOA GypsuM ที่ได้รับ “ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (ฉลากทอง)” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สะท้อนถึงกระบวนการผลิตที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
วุฒิ กล่าวว่า แนวคิด GrowGreen ของแอสเซทไวส์ คือการพัฒนาโครงการที่เติบโตควบคู่กับสิ่งแวดล้อม ผ่านการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ และนวัตกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ปัจจุบัน แอสเซทไวส์ และบริษัทในเครืออย่าง ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ (TITLE) ได้นำร่องใช้นวัตกรรมดังกล่าวในพื้นที่รวมกว่า 177,350 ตารางเมตร ครอบคลุม 7 โครงการ ได้แก่ Modiz Vault Kaset-Sripatum, KAVALON, ATMOZ Palacio Ladprao Wanghin, Aquarous Jomtien Pattaya, ATMOZ Canvas Rayong, THE TITLE Serenity Naiyang และ THE TITLE Heritage Bangtao
นอกจากกรุงเทพฯ ยังขยายไปยังชลบุรี ระยอง และภูเก็ต ซึ่งถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

อีกหนึ่งจุดน่าสนใจ คือความร่วมมือจากพันธมิตรด้านก่อสร้าง ทั้ง เวลเกรด เอ็นจิเนียริ่ง, วิศวภัทร์ และจีระธนา ก่อสร้าง ที่เข้ามาช่วยผลักดันมาตรฐาน “งานก่อสร้างคาร์บอนต่ำ” ให้เกิดขึ้นจริงในภาคอสังหาฯ ไทย
ด้าน ศุภชัย หิรัญญนิธิวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิปมั่นเทค จำกัด ในนาม GMB กล่าวว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างยุคใหม่ไม่ได้มองแค่เรื่องความแข็งแรงของวัสดุอีกต่อไป แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้อยู่อาศัยควบคู่กัน
TOA จึงพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ยิปซั่มรักษ์โลก ทั้งรุ่นมาตรฐานและรุ่นทนชื้น เพื่อรองรับงานก่อสร้างที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับผลลัพธ์จากการใช้นวัตกรรมดังกล่าวในทั้ง 7 โครงการ สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 63.74 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (TonCO2e) หรือเทียบเท่าการปลูกต้นสักกว่า 36.21 ไร่ต่อปี
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ESG” ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ขององค์กรอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในมาตรฐานใหม่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน


