บ้านปูเผยพัฒนาการ 15 ปี “Banpu Champions for Change” จากโครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการเพื่อสังคม สู่บทบาท Springboard เชื่อมองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ เครือข่าย พันธมิตร และโอกาสทางธุรกิจ สนับสนุนกิจการเพื่อสังคมแล้วกว่า 130 กิจการ ผลประเมิน Social Impact Assessment สะท้อนผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนกว่า 1.3 ล้านชีวิต ตอกย้ำแนวทางสร้างความยั่งยืนผ่านการพัฒนาศักยภาพ “คน” ให้สามารถสร้างโอกาสและส่งต่อการเปลี่ยนแปลงสู่สังคม
การขับเคลื่อนความยั่งยืนของภาคธุรกิจอาจไม่ได้วัดจากเม็ดเงินที่ลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความสามารถในการทำให้ “คน” เติบโตจนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อไปได้ด้วยตัวเอง
หนึ่งในแนวทางที่ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ใช้ขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าว คือ “โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” (Banpu Champions for Change: BC4C) ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องมาเป็นเวลา 15 ปี และปัจจุบันสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมไปแล้วมากกว่า 130 กิจการ
ผลการประเมินผลกระทบทางสังคมของโครงการ หรือ Social Impact Assessment (SIA) สะท้อนว่า การลงทุนกับผู้ประกอบการภายใต้โครงการได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนมากกว่า 1.3 ล้านชีวิต
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนผลลัพธ์อีกด้านของการขับเคลื่อนความยั่งยืน ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสนับสนุนผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่ขยายผลไปสู่ผู้คนและชุมชนผ่านกิจการเพื่อสังคมที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพตลอดช่วงที่ผ่านมา

15 ปี BC4C จาก “บ่มเพาะธุรกิจ” สู่การสร้างระบบนิเวศให้ Social Enterprise เติบโต
รัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดวิสัยทัศน์และบทเรียนจากการดำเนินโครงการบนเวที The Business of Sustainability ภายในงาน Sustrends 2027 ว่า
“การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการลงทุนกับ ‘คน’ เพราะเมื่อผู้คนมีศักยภาพ พวกเขาจะกลับไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้ด้วยตัวเอง”
แนวคิดดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของพัฒนาการ BC4C ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา จากจุดเริ่มต้นในช่วงที่คำว่า Social Enterprise หรือกิจการเพื่อสังคม ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย และบทบาทของภาคธุรกิจยังถูกมองว่ามีหน้าที่หลักในการสร้างผลกำไร ขณะที่การแก้ปัญหาสังคมเป็นหน้าที่ของภาครัฐหรือองค์กรไม่แสวงหากำไร
บ้านปูจึงตั้งคำถามสำคัญว่า “ธุรกิจจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสังคมได้หรือไม่ และจะทำอย่างไรให้การสร้างการเปลี่ยนแปลงดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว”
คำถามดังกล่าวนำไปสู่การก่อตั้ง โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม หรือ Banpu Champions for Change (BC4C) ในปี 2554 ร่วมกับ ChangeFusion เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่ใช้กลไกทางธุรกิจสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม
แนวคิดตั้งต้นคือ หากผู้ประกอบการมีศักยภาพและสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน พวกเขาจะสามารถกลับไปสร้างโอกาสให้แก่ผู้คน ชุมชน และประเทศได้
แต่เมื่อระบบนิเวศผู้ประกอบการและบริบททางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป บทบาทของ BC4C ก็พัฒนาตาม จากเดิมที่มุ่งเน้นการบ่มเพาะผู้ประกอบการระยะเริ่มต้น หรือ Incubation สู่การเป็น Springboard ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ เครือข่าย พันธมิตร และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อผลักดันให้กิจการเพื่อสังคมสามารถขยายผล เข้าถึงตลาด และเติบโตได้อย่างยั่งยืน
พัฒนาการดังกล่าวอยู่บนความเชื่อของบ้านปูที่ว่า
“เงินทุนอาจช่วยให้ธุรกิจเกิด แต่โอกาสและระบบนิเวศที่แข็งแรง คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโต”
จากกว่า 130 กิจการ บ้านปูถอด 3 บทเรียนการสร้างธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมสังคม
ประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับกิจการเพื่อสังคมมากกว่า 130 แห่ง ทำให้บ้านปูสรุปออกมาเป็น 3 บทเรียนสำคัญ ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะ Social Enterprise แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้
1. ความได้เปรียบที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียง “นวัตกรรม” แต่คือ “คุณค่า” ที่สร้างให้ผู้คน
เมื่อเทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่าย ความรู้หาได้จากทุกที่ และนวัตกรรมสามารถถูกลอกเลียนได้อย่างรวดเร็ว การเป็นผู้คิดค้นรายแรกจึงอาจไม่ใช่ความได้เปรียบที่ยั่งยืนอีกต่อไป
คำถามที่สำคัญกว่าคือ ธุรกิจกำลังสร้างคุณค่าอะไร และคุณค่านั้นมีความหมายต่อผู้คนมากเพียงใด
BC4C จึงไม่ได้มองหาเพียงกิจการที่มีแนวคิดแปลกใหม่ แต่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการค้นหา Value Proposition ที่เชื่อมโยงคุณค่าทางธุรกิจกับคุณค่าทางสังคม เพื่อให้กิจการสามารถเติบโตโดยไม่ทิ้งเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

ภูคราม (BC4C#11) เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนแนวคิดนี้ จากกิจการที่นำงานปักผ้าฝ้ายพื้นถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย จนได้รับการยอมรับและมีผู้ผลิตรายอื่นนำแนวคิดไปต่อยอด
เมื่อช่างฝีมือในเครือข่ายมีทักษะสูงขึ้น บางคนเริ่มรับงานจากแบรนด์อื่นหรือเปิดกิจการของตัวเอง สิ่งที่ดูเหมือนเป็นความท้าทายกลับนำไปสู่คำถามใหม่ของผู้ก่อตั้งว่า เป้าหมายของธุรกิจคือการเพิ่มยอดขาย หรือการทำให้ผู้คนในเครือข่ายมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ภูครามจึงเปลี่ยนจากการมุ่งขยายจำนวนช่างฝีมือ มาเป็นการดูแลคนในเครือข่าย ผ่านการกระจายงานอย่างเป็นธรรม การสร้างรายได้ที่เพียงพอ และการพัฒนาช่างฝีมือให้ได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปิน” ไม่ใช่เพียงผู้รับจ้างผลิต
กรณีของภูครามจึงสะท้อนให้เห็นว่า “คุณค่า” ของกิจการเพื่อสังคมสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งในมิติธุรกิจและการพัฒนาคน
2. “ความเข้าใจปัญหา” คือความได้เปรียบที่ AI ยังทดแทนไม่ได้
ท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยี AI ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล เทคโนโลยี และเครื่องมือทางธุรกิจได้ใกล้เคียงกันมากขึ้น แต่สิ่งที่ยังไม่สามารถคัดลอกมาใช้ได้ทันทีคือ ความเข้าใจเชิงลึก หรือ Insight ซึ่งเกิดจากการลงพื้นที่ ทำงานร่วมกับผู้คน และสัมผัสปัญหาจริง
กิจการเพื่อสังคมที่มีความได้เปรียบจึงไม่จำเป็นต้องเป็นกิจการที่มีข้อมูลมากที่สุด แต่อยู่ที่ความสามารถในการเข้าใจบริบทของปัญหาอย่างลึกซึ้ง และนำความเข้าใจนั้นมาออกแบบทางออกที่ตอบโจทย์ชีวิตของผู้คนจริง
คีรีฟาร์ม (BC4C#12) เป็นตัวอย่างของการมองปัญหาลึกกว่าสิ่งที่ปรากฏบนพื้นผิว

แทนที่จะมองว่าการเผาฟางหลังฤดูเก็บเกี่ยวเกิดจากการขาดความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ก่อตั้งกลับพบว่า ต้นตอของปัญหาคือเกษตรกรยังไม่เห็นคุณค่าทางเศรษฐกิจของเศษวัสดุเหลือทิ้งอย่างฟางข้าว
คีรีฟาร์มจึงพัฒนาโมเดลรับซื้อฟางข้าวที่เคยถูกเผาทิ้ง นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการเพาะเห็ดฟาง เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งให้กลายเป็นรายได้ ก่อนต่อยอดเป็นธุรกิจชุมชนที่สร้าง รายได้หลักแสนบาทต่อเดือน
เมื่อแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเปลี่ยน พฤติกรรมของผู้คนก็เปลี่ยนตาม กลายเป็นการนำกลไกตลาดมาใช้แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเรียกร้องให้ผู้คนเสียสละ
3. ธุรกิจผ่านวิกฤตได้ เมื่อ “ทีม” พร้อมเรียนรู้และปรับตัว
บทเรียนอีกด้านจากการทำงานกับผู้ประกอบการคือ ไม่มีผู้ประกอบการคนใดประสบความสำเร็จตั้งแต่วันแรก ทุกกิจการต้องเผชิญความผิดพลาด ความไม่แน่นอน และโจทย์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
BC4C จึงไม่ได้ทำหน้าที่กำหนดว่าผู้ประกอบการควรเดินไปในทิศทางใด แต่ทำหน้าที่เสมือน “กระจก” ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นศักยภาพ จุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสของตัวเองชัดขึ้น
โครงการสามารถช่วยเปิดประตู เติมองค์ความรู้ และเชื่อมโยงเครือข่าย แต่ท้ายที่สุดผู้ประกอบการต้องเป็นผู้ตัดสินใจและก้าวผ่านประตูนั้นด้วยตัวเอง
เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการสร้างธุรกิจให้เติบโตในระยะสั้น แต่คือการสร้างผู้ประกอบการที่สามารถ เรียนรู้ ปรับตัว และเติบโตต่อได้ แม้ไม่ได้อยู่ภายใต้การบ่มเพาะของโครงการแล้ว

กรณีของ Local Alike (BC4C#2) สะท้อนพลังของทีมและเครือข่ายได้อย่างชัดเจน เมื่อวิกฤตโควิด-19 ทำให้การเดินทางหยุดชะงัก และรายได้จากการท่องเที่ยวของชุมชนหายไปเกือบทั้งหมด
แทนที่จะรอให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ทีมพัฒนา Local Alot แพลตฟอร์มจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชนทั่วประเทศ และต่อยอดเป็น Local Aroi เพื่อนำผลิตภัณฑ์อาหารและวัตถุดิบจากชุมชนเข้าสู่ตลาดออนไลน์
สิ่งที่ทำให้ Local Alike สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วจึงไม่ใช่เพียงไอเดียธุรกิจใหม่ แต่คือความไว้วางใจที่สั่งสมมายาวนานระหว่างทีม ชุมชน และเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ
บทเรียนนี้สะท้อนว่า ความสำเร็จไม่ได้หมายถึงการไม่เคยเผชิญวิกฤต แต่คือความสามารถของผู้คนในการเรียนรู้ ปรับตัว และมองเห็นโอกาสใหม่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
จาก “130 กิจการ” สู่ “1.3 ล้านโอกาส” ผลลัพธ์ที่บ้านปูมองไกลกว่าตัวเลข
หลังดำเนินโครงการต่อเนื่อง 15 ปี BC4C สนับสนุนกิจการเพื่อสังคมมากกว่า 130 กิจการ ขณะที่ผลการประเมิน Social Impact Assessment (SIA) ระบุว่า การลงทุนกับผู้ประกอบการเหล่านี้ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนมากกว่า 1.3 ล้านชีวิต
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของบ้านปู จำนวนกิจการที่ได้รับการสนับสนุนไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จทั้งหมด เพราะสิ่งที่มีความหมายกว่าคือ ผลกระทบที่ผู้ประกอบการสามารถส่งต่อกลับไปยังผู้คนและชุมชน
ตัวเลข 1.3 ล้านชีวิต จึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ แต่คือ “1.3 ล้านโอกาส” ที่เกิดขึ้นจากคนธรรมดาซึ่งลุกขึ้นมาแก้ปัญหาในชุมชนของตนเอง
รัฐพล กล่าวว่า สำหรับบ้านปู โครงการนี้มีความหมายในการลงทุนกับคน ที่ไม่เพียงพัฒนาศักยภาพของเขาให้ประสบความสำเร็จ แต่ทำให้คนหนึ่งเติบโตมากพอที่จะกลับไปสร้างโอกาสให้กับคนอื่นต่อไป
หากมองผ่านเส้นทางตลอด 15 ปีของ Banpu Champions for Change ผลลัพธ์ของโครงการจึงไม่ได้อยู่เพียงจำนวนกิจการที่ผ่านการสนับสนุน แต่ยังอยู่ที่พัฒนาการจากการ “บ่มเพาะ” ผู้ประกอบการ ไปสู่การสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมคน ความรู้ เครือข่าย พันธมิตร ตลาด และโอกาสทางธุรกิจเข้าด้วยกัน
ขณะเดียวกัน กรณีของภูคราม คีรีฟาร์ม และ Local Alike ยังสะท้อนให้เห็นผลลัพธ์ของแนวคิดในระดับกิจการ ตั้งแต่การพัฒนาคนและสร้างรายได้ การใช้กลไกธุรกิจเข้าไปแก้โจทย์สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายที่ช่วยให้ธุรกิจและชุมชนสามารถปรับตัวเมื่อเผชิญวิกฤต
ทั้งหมดจึงกลับมาสู่แนวคิดสำคัญที่บ้านปูนำเสนอผ่านเวที Sustrends 2027 ว่า การสร้างความยั่งยืนไม่อาจอาศัยเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างศักยภาพให้ “คน” สามารถเติบโต ยืนได้ด้วยตัวเอง และส่งต่อโอกาสไปสู่คนอื่น
และนั่นอาจเป็นผลตอบแทนของการลงทุนด้านความยั่งยืนที่ไม่ได้วัดจากผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนผ่าน “ผู้คนที่เติบโตไปพร้อมกับเรา”

