จากลอดช่อง ที่เติบโตด้วยการบอกต่อในตลาดมหาชัย สู่คาเฟ่ขนมไทยฟิวชั่นบนถนนบรรทัดทอง JADE’s คือความพยายามของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ในการต่อยอดชื่อเสียงของลอดช่องวัดเจษฯ ให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ด้วยรสชาติดั้งเดิมที่เป็นหัวใจของแบรนด์ พร้อมเผชิญโจทย์สำคัญของธุรกิจคาเฟ่ ตั้งแต่การสร้างลูกค้าประจำ การบริหารวัตถุดิบ ไปจนถึงการทำให้ร้านเติบโตได้หลังหมดกระแสการตลาด
จากหาบเร่ในมหาชัย สู่แบรนด์ขนมไทยที่ส่งต่อกันมากว่า 70 ปี
“จุดเริ่มต้นของลอดช่องวัดเจษฯ ย้อนกลับไปถึงปี 1954 หรือ พ.ศ. 2497 โดยเรื่องราวของแบรนด์เริ่มจากคุณยายของครอบครัว บูม – พงศ์ปณต กิ่งเกษม ซึ่งทำลอดช่องขายด้วยการหาบเร่บริเวณถนนเจษฎาวิถี หน้าวัดเจษฎาราม ในพื้นที่มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ก่อนที่ชื่อของขนมจะเป็นที่รู้จักในชื่อ “ลอดช่องวัดเจษ””
พัตเตอร์ – ปุญญพัฒน์ ว่องไวถยา และ บีเอ็ม – ปิยะบุตร เลิศธรรมจินดา ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เจด แอนด์ โค จำกัด ที่ทำงานกับ บูม – พงศ์ปณต กิ่งเกษม อีกหนึ่งผู้ร่วมก่อตั้ง ร่วมเล่าถึงที่มาที่ไปของการเปิด คาเฟ่ขนมไทยฟิวชั่น JADE’s
เมื่อความนิยมเพิ่มขึ้น กิจการจึงขยับจากการขายแบบหาบเร่ไปสู่การมีหน้าร้านและโรงงาน โดยผู้ร่วมก่อตั้ง JADE’s อธิบายว่าสาขาดั้งเดิมอยู่ที่ย่านนาดี ปัจจุบันบริเวณดังกล่าวมีทั้งพื้นที่ผลิตและหน้าร้าน

สิ่งที่ทำให้ลอดช่องวัดเจษฯ แตกต่างในมุมมองของผู้ร่วมก่อตั้ง คือเส้นที่เหนียวนุ่ม กลิ่นหอมใบเตย และรสชาติของกะทิ ขณะที่อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือการเลือกใช้น้ำตาลโตนดจากแหล่งที่ครอบครัวกำหนดไว้
ผู้ร่วมก่อตั้งระบุว่า การรักษารสชาติเดิมเป็นข้อจำกัดสำคัญของการเพิ่มกำลังผลิต เพราะการหาวัตถุดิบมาทดแทนไม่ได้หมายความว่าจะได้กลิ่นและรสชาติแบบเดียวกันเสมอไป
“สูตรนี่แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย” – พัตเตอร์และบีเอ็ม ย้ำ
ในช่วงก่อนหน้านี้ การเติบโตของลอดช่องวัดเจษฯ อาศัยการขายส่งให้พ่อค้าแม่ค้าที่นำสินค้าไปจำหน่ายต่อในตลาด และการบอกต่อจากผู้บริโภค มากกว่าการทำการตลาดอย่างเป็นระบบตามที่ผู้ร่วมก่อตั้งเล่าไว้

JADE เปลี่ยนวิธีนำเสนอ โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์
การเข้ามาของ JADE’s เกิดจากมุมมองของผู้ร่วมก่อตั้งรุ่นใหม่ ที่มองเห็นโอกาสในการนำขนมซึ่งมีชื่อเสียงอยู่แล้ว มาพัฒนาเป็นคาเฟ่ที่มีรูปแบบการนำเสนอร่วมสมัยมากขึ้น
พัตเตอร์ เล่าว่า ความทรงจำในวัยเด็กที่มีอาม่าซื้อลอดช่องจากตลาดมาให้รับประทาน ประกอบกับโอกาสในการใช้พื้นที่อาคารเดิมของครอบครัวบนถนนบรรทัดทอง ทำให้เกิดแนวคิดในการต่อยอดธุรกิจ ทั้ง พัตเตอร์และบีเอ็ม เรียนจบจากคณะนวัตกรรมบูรณาการ (BASCII) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรู้จัก บูม ซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม
ทั้งสามคนแบ่งหน้าที่กันตามความถนัด โดย บูม รับผิดชอบการพัฒนาเมนูเป็นหลัก ส่วน พัตเตอร์และบีเอ็ม ดูแลการดำเนินงานของร้าน ระบบจัดส่ง และการบริหารช่องทางขาย
สำหรับชื่อ JADE’s ผู้ร่วมก่อตั้งอธิบายว่าเลือกจากความหมายภาษาอังกฤษที่แปลว่า “หยก” ซึ่งมีสีเขียวเชื่อมโยงกับสีของเส้นลอดช่อง ขณะเดียวกันก็ต้องการชื่อที่จดจำง่ายและเหมาะกับแบรนด์คาเฟ่

ด้านเมนู ร้านนำลอดช่องมาพัฒนาเป็นรูปแบบต่าง ๆ เช่น ลอดช่องเชค เจลาโต้ลอดช่องมหาชัย ซึ่งร่วมพัฒนากับร้าน L’Ananas รวมถึงเจลาโต้รสชาติอื่น เผือกทอดเคลือบซอสน้ำตาลมะพร้าว และบิงซู โดยจะมีการพัฒนาเมนูใหม่ๆ ต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้ผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่การคิดเมนูใหม่ แต่ยังรวมถึงการรักษามาตรฐานของแบรนด์ดั้งเดิมด้วย ผู้ร่วมก่อตั้งระบุว่าเมนูใหม่ต้องผ่านการทดลองชิมจากครอบครัวของบูมก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าการต่อยอดจะไม่กระทบต่อคุณภาพที่ผู้บริโภคคุ้นเคย
จากกระแสอินฟลูเอนเซอร์ สู่โจทย์สร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ
แม้ JADE’s จะมีจุดเริ่มต้นจากแบรนด์ที่ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งรู้จักอยู่แล้ว แต่การเปลี่ยนมาเป็นธุรกิจคาเฟ่ทำให้ต้องเผชิญโจทย์ใหม่ ทั้งการวางตำแหน่งแบรนด์ การทำความเข้าใจลูกค้า และการจัดการต้นทุน
บีเอ็ม เล่าว่า ช่วงแรกตั้งใจเจาะกลุ่มนิสิตนักศึกษาและวัยรุ่น แต่ลูกค้าที่เข้ามาจริงกลับมีครอบครัวและผู้บริโภคกลุ่มเดิมที่ผูกพันกับลอดช่องวัดเจษฯ อยู่ด้วย จึงต้องปรับแนวทางการสื่อสารให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ผ่าน TikTok, Instagram และการสร้างบุคลิกของผู้ก่อตั้งให้เป็นกันเองมากขึ้น

อีกบทเรียนคือการพึ่งพากระแสการตลาดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ พัตเตอร์ ระบุว่าในช่วงแรกที่อินฟลูเอนเซอร์เข้ามา ร้านมีลูกค้าต่อคิวจำนวนมาก แต่เมื่อกระแสลดลง จำนวนลูกค้าก็ลดลงตามไปด้วย
นอกจากนี้ ร้านยังเผชิญความผันผวนของจำนวนคนเดินบนถนนบรรทัดทองในช่วงหน้าฝน และช่วงหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจีนลดลง โดยผู้ร่วมก่อตั้งระบุว่าสัดส่วนลูกค้าในช่วงที่ให้สัมภาษณ์อยู่ที่คนไทย 80% และนักท่องเที่ยว 20% พร้อมใช้ช่องทางอย่าง Red Note หรือ Xiaohongshu และ TripAdvisor ในการประชาสัมพันธ์
ด้านการบริหารหลังบ้าน ทั้งสองคนนำแนวคิดการทำงานแบบ User-first และการใช้ข้อมูลมาปรับใช้กับการจัดการสต็อกสินค้า แก้ว และการวางแผนสั่งลอดช่องให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละช่วง โดยเฉพาะวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ เพื่อลดโอกาสเกิดของเสีย
เป้าหมายในระยะต่อไป คือทำให้สาขาบรรทัดทองสามารถทำกำไรได้ด้วยตัวเอง ก่อนนำประสบการณ์ไปพิจารณาขยายสู่คีออสในห้างสรรพสินค้าและรับงานออกบูธหรือจัดเลี้ยงนอกสถานที่ อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมก่อตั้งย้ำว่าธุรกิจไม่ได้มุ่งขยายสาขาเป็นจำนวนมาก เพราะยังมีข้อจำกัดด้านปริมาณวัตถุดิบดั้งเดิม

สำหรับพัตเตอร์และบีเอ็ม ความสำเร็จของ JADE’s ในตอนนี้ยังไม่ถึงระดับ 5 จาก 10 เป้าหมายจึงไม่ได้มีเพียงการทำให้คนรู้จักชื่อ JADE มากขึ้น แต่ยังรวมถึงการทำให้ผู้บริโภคชาวต่างชาติรู้จักขนมไทยมากขึ้นด้วย
เรื่องราวของ JADE’s จึงเป็นกรณีศึกษาของการต่อยอดธุรกิจอาหารที่มีประวัติยาวนาน โดยความท้าทายไม่ได้จบลงเมื่อแบรนด์เป็นที่รู้จัก แต่ยังอยู่ที่การรักษาคุณภาพเดิม พร้อมพัฒนารูปแบบธุรกิจให้ตอบโจทย์ลูกค้าและดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว

