เปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วและของเสียเคมีจากภาคอุตสาหกรรมให้กลับมาเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่า ใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลและการกลั่นซ้ำ เป็นกลไกสร้างโอกาสทางธุรกิจในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เปลี่ยนภาระต้นทุนการกำจัดของเสีย สู่โอกาสสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย
น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วที่เกิดขึ้นจากรถยนต์ เครื่องจักร และสายการผลิต อาจไม่ใช่เพียงของเสียที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อกำจัดอีกต่อไป หากผ่านกระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน ก็สามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตน้ำมันหล่อลื่นได้อีกครั้ง โอกาสนี้กำลังได้รับความสำคัญมากขึ้น เมื่อภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและรับมือกับข้อกำหนดด้านคาร์บอนที่เข้มข้นขึ้น
น้ำมันใช้แล้วทั่วโลก 21.5 ล้านตัน แต่ถูกกลั่นซ้ำไม่ถึงหนึ่งในสาม
เสกสรร ครองพาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP กล่าวว่า การจัดการของเสียเคมีและน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วกำลังมีบทบาทมากกว่าการควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะทรัพยากรที่ผ่านการใช้งานแล้วอาจกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ หากมีระบบรวบรวม เทคโนโลยีรีไซเคิล และมาตรฐานควบคุมคุณภาพที่เหมาะสม
ข้อมูลจาก Kline ที่ระบุในข้อมูลต้นฉบับชี้ว่า ในปี 2567 โลกมีการใช้น้ำมันหล่อลื่นประมาณ 39.2 ล้านตัน และเกิดน้ำมันใช้แล้วราว 21.5 ล้านตัน แต่มีเพียงประมาณ 6.5 ล้านตันที่ถูกนำกลับไปกลั่นซ้ำเป็นน้ำมันพื้นฐาน หรือไม่ถึงหนึ่งในสามของน้ำมันใช้แล้วทั้งหมด
สำหรับประเทศไทย มีการใช้น้ำมันหล่อลื่นประมาณ 682 ล้านลิตรต่อปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงโอกาสในการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ แต่การเปลี่ยนโอกาสให้เกิดผลจริงยังต้องอาศัยระบบรวบรวมน้ำมันใช้แล้วที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงกระบวนการจัดการที่สามารถรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของวัตถุดิบที่นำกลับมาใช้ใหม่

หากน้ำมันใช้แล้วได้รับการจัดการไม่เหมาะสม อาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่การนำกลับมารีไซเคิลอย่างได้มาตรฐานช่วยเปิดทางให้ทรัพยากรดังกล่าวกลับเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม แทนที่จะสิ้นสุดวงจรด้วยการกำจัดเพียงอย่างเดียว
กฎคาร์บอนเพิ่มแรงกดดัน ผู้ผลิตต้องมองไกลกว่าต้นทุนการผลิต
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกำลังทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะธุรกิจที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีทั้งร่างกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ซึ่งมีแนวทางเกี่ยวกับกลไกราคาคาร์บอน เช่น ภาษีคาร์บอนและระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ตลอดจนร่างกฎหมายด้านการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด และมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ CBAM
มาตรการเหล่านี้มีรายละเอียดและเงื่อนไขแตกต่างกัน แต่ทิศทางโดยรวมทำให้ผู้ประกอบการต้องประเมินการปล่อยคาร์บอนและประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน การนำราคาคาร์บอนที่จ่ายจริงในประเทศต้นทางมาพิจารณาหักลบภาระ CBAM ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่สิทธิที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติสำหรับผู้ส่งออกทุกราย
แม้การใช้วัตถุดิบรีไซเคิลจะยังไม่ได้เป็นข้อบังคับทั่วไปสำหรับผู้ผลิตไทย แต่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบด้านคาร์บอนอาจช่วยให้ธุรกิจเตรียมพร้อมรับความต้องการของลูกค้าในตลาดโลกได้ดีขึ้น ผู้ผลิตที่ปรับตัวไม่ทันอาจเสี่ยงต่อการเสียโอกาสในห่วงโซ่อุปทานที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ

PSP ต่อยอดธุรกิจผ่าน RE สู่การจัดการทรัพยากรหลังการใช้งาน
บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP ขยายขอบเขตธุรกิจจากผลิตภัณฑ์หล่อลื่นและเคมีภัณฑ์ไปสู่การบริหารจัดการของเสียเคมี ผ่านการลงทุนในบริษัท รีไซเคิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (RE) ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการรีไซเคิลสารเคมีและการจัดการของเสียอุตสาหกรรมมากกว่า 30 ปี ตามข้อมูลที่บริษัทระบุ
ข้อมูลต้นฉบับระบุว่า PSP เข้าซื้อหุ้น RE ทั้งหมด 100% ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 630 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ปีที่เกิดรายการลงทุนยังต้องตรวจสอบยืนยันก่อนเผยแพร่ เนื่องจากปีที่ปรากฏในต้นฉบับไม่สอดคล้องกับลำดับเหตุการณ์
บริการของ RE ครอบคลุมการรีไซเคิลสารเคมี ตัวทำละลาย และน้ำมันใช้แล้ว การกำจัดของเสียที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ตลอดจนการล้างบรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรม เช่น ถังเหล็กขนาด 200 ลิตรและถัง IBC ตามมาตรฐาน UN
ข้อมูลที่ PSP เปิดเผยตามต้นฉบับระบุว่า การนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ช่วยลดงบประมาณจัดซื้อได้เฉลี่ย 40–50% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 80% เมื่อเทียบกับการใช้บรรจุภัณฑ์ใหม่ ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลที่บริษัทระบุ ซึ่งควรพิจารณาร่วมกับขอบเขตการคำนวณและเงื่อนไขการเปรียบเทียบก่อนนำไปใช้เป็นข้อสรุปทั่วไป
การลงทุนใน RE จึงเป็นส่วนหนึ่งของการขยายธุรกิจไปสู่การจัดการทรัพยากรหลังการใช้งาน โดยมุ่งนำของเสียบางประเภทกลับมาใช้ประโยชน์ในระบบอุตสาหกรรม พร้อมกับจัดการของเสียที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ตามกระบวนการที่เหมาะสม
RRBO เปลี่ยนน้ำมันใช้แล้วกลับเป็นน้ำมันพื้นฐาน
หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของแนวทาง Waste to Value คือ Re-Refined Base Oil (RRBO) หรือน้ำมันพื้นฐานที่ผลิตจากการกลั่นน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วซ้ำ เพื่อให้สามารถนำกลับไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันหล่อลื่นได้อีกครั้ง
กระบวนการผลิตโดยทั่วไปประกอบด้วยการกำจัดน้ำและสิ่งปนเปื้อน การกลั่นภายใต้สุญญากาศ และการปรับปรุงคุณภาพด้วยไฮโดรเจน เพื่อกำจัดสารปนเปื้อนและองค์ประกอบที่เสื่อมสภาพจากการใช้งาน ทั้งนี้ คุณภาพของ RRBO ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี กระบวนการผลิต และมาตรฐานควบคุมคุณภาพของแต่ละโรงงาน
เทคโนโลยีการกลั่นซ้ำในปัจจุบันสามารถผลิตน้ำมันพื้นฐานได้ถึงระดับ Group II และ II+ และมีบางโรงงานที่ผลิตได้ถึงระดับ Group III ตามข้อมูลต้นฉบับ การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยขยายศักยภาพการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ แต่การเลือกใช้จริงยังต้องพิจารณาคุณสมบัติของน้ำมันพื้นฐานและข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ปลายทาง

ในด้านสิ่งแวดล้อม ประมาณการของ Chevron Oronite ที่อ้างถึงในต้นฉบับระบุว่า RRBO มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำกว่าน้ำมันพื้นฐานทั่วไปประมาณ 50% และอาจสูงถึง 80% อย่างไรก็ตาม ผลการเปรียบเทียบอาจแตกต่างกันตามแหล่งวัตถุดิบ เทคโนโลยี พลังงานที่ใช้ และขอบเขตการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ จึงควรตรวจสอบรายงานต้นทางก่อนนำตัวเลขไปอ้างอิงในเชิงเปรียบเทียบ
ข้อมูลประมาณการจาก Kline และ Chevron Oronite ระบุว่า ในปี 2565 โลกมีกำลังการผลิต RRBO ราว 5.1 ล้านตัน โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีกำลังการผลิตประมาณ 1.9 ล้านตัน และมีจีน อินเดีย และออสเตรเลียเป็นตลาดหลัก ขณะที่ตลาด RRBO ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 6% ต่อปีในช่วงปี 2566–2571 ตัวเลขดังกล่าวเป็นประมาณการที่จัดทำขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ใช่ผลการเติบโตที่เกิดขึ้นจริงซึ่งได้รับการยืนยันแล้ว
สำหรับ PSP การพัฒนาโครงการ RRBO โดยต่อยอดความเชี่ยวชาญของ RE เป็นส่วนหนึ่งของแผนสร้าง New Growth Engine โดยวางเป้าหมายให้ RE เป็น Green Platform หลักของกลุ่ม และพัฒนาสู่ศูนย์กลางการรีไซเคิลสารเคมีในภูมิภาคอาเซียนตามทิศทางที่บริษัทระบุ
เทคโนโลยีต้องเดินคู่ระบบรวบรวมและมาตรฐาน
ตัวอย่างจากต่างประเทศสะท้อนว่า การขยายการรีไซเคิลน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วให้เกิดผลในระดับอุตสาหกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบรวบรวมของเสียที่มีประสิทธิภาพ มาตรฐานการผลิต และกลไกสนับสนุนที่เหมาะสม
ข้อมูลต้นฉบับระบุว่า สเปนกำหนดให้น้ำมันใช้แล้วอย่างน้อย 65% ต้องถูกนำกลับไปผลิตเป็นน้ำมันพื้นฐาน ขณะที่เยอรมนีและอิตาลีเป็นตลาดสำคัญด้านการกลั่นซ้ำ ส่วนสหรัฐฯ รวบรวมน้ำมันใช้แล้วได้ประมาณ 72% และนำราว 60% ของปริมาณที่รวบรวมได้ไปกลั่นซ้ำ
สำหรับอินเดีย ต้นฉบับระบุว่าเริ่มบังคับใช้เป้าหมายน้ำมันรีไซเคิลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2567 โดยกำหนดเป้าหมาย 5% ของน้ำมันพื้นฐานหรือน้ำมันหล่อลื่นที่จำหน่าย และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50% ภายในปี 2573 ทั้งนี้ รายละเอียดขอบเขตผลิตภัณฑ์ วิธีคำนวณ และสถานะการบังคับใช้ควรตรวจสอบกับประกาศทางการก่อนเผยแพร่
กรณีเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดผลจริงต้องอาศัยองค์ประกอบหลายด้าน ตั้งแต่การเก็บรวบรวมของเสียอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการผลิตวัตถุดิบรีไซเคิลที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและปลอดภัยต่อการใช้งาน
โจทย์ของไทยคือทำให้ทรัพยากรกลับเข้าสู่ระบบได้จริง
ความท้าทายของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงการมีเทคโนโลยีรีไซเคิล แต่รวมถึงการรวบรวมน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วให้เข้าสู่ระบบ การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ การสร้างตลาดรองรับน้ำมันพื้นฐานรีไซเคิล และการพัฒนาข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบได้
สำหรับภาคอุตสาหกรรม การประเมินความคุ้มค่าของการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่จึงควรพิจารณาทั้งต้นทุนตลอดกระบวนการ คุณภาพของวัตถุดิบ ความสอดคล้องกับมาตรฐาน และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเมินด้วยหลักเกณฑ์เดียวกัน
ส่วนทิศทางธุรกิจของ PSP ผ่าน RE และการพัฒนา RRBO เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาของการเชื่อมโยงการผลิตเข้ากับการจัดการทรัพยากรหลังการใช้งาน ความสำเร็จในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน คุณภาพผลิตภัณฑ์ ความต้องการของตลาด และผลลัพธ์ที่สามารถตรวจสอบได้
ท้ายที่สุด การเปลี่ยนของเสียเคมีให้เป็นวัตถุดิบไม่ได้หมายถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นโจทย์ด้านระบบจัดการทรัพยากรของประเทศ หากสามารถเชื่อมโยงการรวบรวม เทคโนโลยี มาตรฐาน และตลาดเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วก็มีโอกาสกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต แทนที่จะเป็นเพียงภาระที่ต้องกำจัด




