ตลาดเครื่องดื่มไทยปี 2026–2028 มีแนวโน้มโต 1.8–2.8% ต่อปี เจาะ Functional Beverage ผ่านกรณี Her Boost เมื่อ Consumer Insight เชื่อมนวัตกรรมและความยั่งยืน
“Functional Beverage” หนึ่งในพื้นที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ของอุตสาหกรรม ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตเครื่องดื่มของไทยช่วงปี 2026–2028 จะขยายตัวเฉลี่ย 1.8–2.8% ต่อปี โจทย์ใหม่จึงอยู่ที่ว่า ธุรกิจจะเปลี่ยน Consumer Insight ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ตอบทั้งตลาด สังคม และความยั่งยืนได้อย่างไร
Functional Beverage หนึ่งในแรงขับตลาดเครื่องดื่มไทย
Krungsri Research ประเมินแนวโน้มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยช่วงปี 2026–2028 ว่า ปริมาณการผลิตโดยรวมมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยประมาณ 1.8–2.8% ต่อปี โดยมีแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ การลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตและเทคโนโลยี ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะ Functional Drinks หรือเครื่องดื่มที่ออกแบบให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม เส้นทางการเติบโตไม่ได้ปราศจากแรงกดดัน โดยเฉพาะกำลังซื้อในประเทศ รวมถึงต้นทุนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ไม่สามารถอาศัยเพียงกระแสสุขภาพ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ผู้บริโภคจริงและมีความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ
Functional Beverage โดยทั่วไปหมายถึงเครื่องดื่มที่ถูกพัฒนาให้มี “คุณประโยชน์” หรือคุณลักษณะเพิ่มเติมนอกเหนือจากการดับกระหาย จึงเป็นตลาดที่ Consumer Insight, การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
ภาพดังกล่าวทำให้การสร้างบุคลากรที่เข้าใจทั้งตลาด นวัตกรรม และ Sustainability กลายเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของการแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
จาก Consumer Pain Point สู่ Prototype เครื่องดื่มแห่งอนาคต
กรณีหนึ่งที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวคือ THE KBS HACKATHON 2026 (Season 3: The Entrepreneurial Innovator) ซึ่งคณะบริหารธุรกิจ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KBS-KMITL) ร่วมกับกลุ่มธุรกิจ TCP และพันธมิตร จัดขึ้นภายใน KMITL EXPO 2026 ภายใต้โจทย์ “Beverages for a Sustainable Future”
กระบวนการแข่งขันวางโจทย์ให้เริ่มตั้งแต่การหาโอกาสทางธุรกิจ ทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย วิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค วางแผนธุรกิจและการตลาด ก่อนพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบหรือ Prototype นอกจากนี้ แนวคิดธุรกิจต้องมีโอกาสเติบโต และสามารถสร้างคุณค่าด้านความยั่งยืนต่อสังคม การเกษตร หรือการท่องเที่ยว ทำให้ Sustainability ไม่ได้ถูกวางเป็นกิจกรรมเสริมหลังการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโจทย์ตั้งแต่ต้น

สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP สะท้อนแนวคิดจากการแข่งขันว่า นักศึกษาจำเป็นต้องมองเครื่องดื่มกว้างกว่าตัวผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การเข้าใจความต้องการผู้บริโภค การค้นหา pain point และ solution ไปจนถึงการผลิตที่สร้างคุณค่าต่อสังคมและชุมชน รวมทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบ Sustainability ของ TCP ที่วางประเด็น Product Excellence ควบคู่กับ Low Carbon Economy, Circular Economy และ Water Sustainability โดยหนึ่งในแนวทางด้านผลิตภัณฑ์คือการตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคหรือ Unmet Needs และส่งเสริม Health & Wellness
“Her Boost” เมื่อปัญหาใกล้ตัวกลายเป็น Business Opportunity
ตัวอย่างที่เห็นชัดจากการแข่งขันครั้งนี้คือผลงาน “Her Boost” ของทีม “Dehui Family” จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ พร้อมเงินรางวัล 30,000 บาท และโล่รางวัลพระราชทาน
จุดเริ่มต้นของ Her Boost ไม่ได้มาจากการเลือกรสชาติหรือวัตถุดิบก่อน แต่เริ่มจากการต่อยอดผลิตภัณฑ์ “แมนซั่ม” ของ TCP แล้วสำรวจความต้องการเฉพาะของผู้หญิง โดยทีมมองไปยังช่วงมีประจำเดือน ซึ่งผู้หญิงบางส่วนต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกายและอารมณ์ ก่อนนำอินไซต์ดังกล่าวมาพัฒนาเป็นแนวคิดเครื่องดื่มจากดอกกระเจี๊ยบผสมดอกคำฝอย
ทีมยังออกแบบแนวทางการสื่อสารและกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการดูแลตัวเอง ทำให้ตัว Prototype ไม่ได้หยุดอยู่เพียงสูตรเครื่องดื่ม แต่เชื่อม Product Concept, Consumer Experience และ Communication เข้าด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม “Her Boost” ในบริบทนี้ยังเป็นผลงานต้นแบบจากการแข่งขัน ข้อมูลต้นฉบับไม่ได้ระบุผลการทดสอบประสิทธิผลทางสุขภาพ การผลิตเชิงพาณิชย์ หรือแผนนำสินค้าเข้าสู่ตลาด จึงควรมองเป็นกรณีศึกษาของการเปลี่ยน Consumer Insight ไปสู่แนวคิดผลิตภัณฑ์ มากกว่าการกล่าวอ้างคุณประโยชน์ทางสุขภาพของผลิตภัณฑ์
นอกจาก Her Boost แล้ว รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เป็นของทีม “กรุณากรอกแบบฟอร์ม” กับ “Functional Beverage Miang Up” เครื่องดื่มจากใบเมี่ยง ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 2 คือทีม “Mulry” กับเครื่องดื่มชามัลเบอร์รี่ “Mulry” โดยการแข่งขันมีเงินรางวัลรวมกว่า 60,000 บาท
Sustainable Innovation ต้องไปไกลกว่า Green Product
ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับภาคธุรกิจคือ Sustainable Beverage ไม่ควรถูกจำกัดความเพียงการใช้วัตถุดิบธรรมชาติหรือการสร้างภาพลักษณ์ “Green”
สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ความยั่งยืนสามารถครอบคลุมตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ การใช้น้ำและพลังงาน กระบวนการผลิต การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การออกแบบบรรจุภัณฑ์ เศรษฐกิจหมุนเวียน ไปจนถึงสุขภาวะของผู้บริโภคและผลกระทบต่อชุมชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า

กรณี TCP สะท้อนความเชื่อมโยงนี้ในระดับองค์กร โดยข้อมูลของบริษัทระบุว่าในปี 2024 บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์สามารถออกแบบให้รีไซเคิลได้ 100% มีการทดลองใช้ขวด rPET กับผลิตภัณฑ์ MANSOME Collagen Low Sugar ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 10% และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นมากกว่า 80% ขณะที่ด้านทรัพยากรน้ำ บริษัทระบุว่าสามารถลดการใช้น้ำในการผลิตลง 24% เทียบกับปี 2019
ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลการดำเนินงานที่ TCP เปิดเผยเอง จึงควรใช้เพื่อแสดงทิศทางและเป้าหมายขององค์กร ไม่ใช่ใช้เป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียวในการสรุปว่าบริษัทหรือผลิตภัณฑ์ทั้งหมด “ยั่งยืน”
Hackathon กับโจทย์ Talent Pipeline ของ Sustainable Business
อีกมิติหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้ตัวผลิตภัณฑ์คือ “คน” ผู้เข้าแข่งขัน THE KBS HACKATHON 2026 ต้องผ่านกระบวนการตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา ทำความเข้าใจผู้บริโภค วางแผนธุรกิจและการตลาด ทำงานเป็นทีม สร้าง Prototype และนำเสนอแนวคิดต่อผู้เชี่ยวชาญ

8 ทีมสุดท้ายยังได้ศึกษาดูงาน TCP Legacy Museum จังหวัดปราจีนบุรี และเยี่ยมชมสายการผลิต เพื่อเชื่อมการคิดผลิตภัณฑ์ในห้องเรียนเข้ากับกระบวนการผลิตและการดำเนินธุรกิจจริง
รศ. ดร.สิงหะ ฉวีสุข คณบดีคณะบริหารธุรกิจ สจล. ระบุว่า การนำโจทย์จริงจากภาคธุรกิจเข้ามาเชื่อมกับหลักสูตร ทำให้นักศึกษาได้วิเคราะห์ปัญหา ลงมือปฏิบัติ และพัฒนาแนวคิดไปสู่การใช้งานจริง ซึ่งเป็นประสบการณ์การเรียนรู้นอกเหนือจากตำรา
ด้านอันนา ผิวนวล นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการเป็นผู้ประกอบการระดับโลก (หลักสูตรนานาชาติ) และตัวแทนทีม Dehui Family ระบุว่า การแข่งขันทำให้ทีมเรียนรู้ทั้งการทำงานร่วมกัน การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการเปลี่ยนไอเดียให้เป็นผลงานที่จับต้องได้
ในมุม Sustainable Business สิ่งนี้สะท้อนโจทย์ที่กว้างกว่า Hackathon นั่นคือ การสร้าง Talent Pipeline ที่สามารถเชื่อม “ความต้องการของตลาด–นวัตกรรม–โมเดลธุรกิจ–ผลกระทบด้านความยั่งยืน” เข้าด้วยกัน

จาก Prototype ต้องพิสูจน์อะไรต่อ?
โจทย์หลังการแข่งขัน คือ Prototype เหล่านี้สามารถเดินทางต่อจากเวทีประกวดไปสู่ตลาดจริงได้หรือไม่
สำหรับผลิตภัณฑ์ประเภท Functional Beverage ขั้นต่อไปจำเป็นต้องพิจารณาหลายมิติ ทั้งการทดสอบ Product-Market Fit ความปลอดภัยและข้อกำหนดด้านอาหาร ความถูกต้องของการกล่าวอ้างคุณประโยชน์ ต้นทุนและความสามารถในการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ตลอดจนผลกระทบด้านวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ น้ำ พลังงาน คาร์บอน และของเสียตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์
นี่คือจุดที่ “Beverages for a Sustainable Future” จะต้องผ่านบทพิสูจน์ที่ยากกว่าเวที Hackathon เพราะนวัตกรรมที่ยั่งยืนในโลกธุรกิจไม่ได้วัดจากความใหม่ของไอเดียเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภค สร้างความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ และลดผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ในเวลาเดียวกัน




