เจาะเวที Nature Positive Finance เมื่อธรรมชาติกลายเป็นทุนเศรษฐกิจ CFNT-World Bank-แบงก์ชาติ-KBank ชี้ Physical Risk, Transition Risk, Biodiversity และ Natural Capital กำลังเปลี่ยนเกมการเงินไทย
โลกการเงินกำลังเผชิญโจทย์ใหม่ เมื่อ “ธรรมชาติ” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือ CSR แต่กำลังกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับ GDP ความสามารถในการแข่งขัน ความเสี่ยงของภาคธุรกิจ ตลอดจนคุณภาพสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน ขณะที่แนวคิด Nature Positive กำลังผลักดันให้โลกการเงินขยับจากการวัดเพียง “เงินลงทุนไปเท่าไร” ไปสู่คำถามสำคัญกว่า คือ เงินที่ลงไปสามารถสร้าง “ผลลัพธ์ต่อธรรมชาติ” ได้จริงหรือไม่
หนึ่งในเวทีที่ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างชัดเจน คือ Nature Positive Finance: ทุนธรรมชาติ รากฐานใหม่ของการเงินเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน ภายในงาน MFLF Sustainability Forum 2026 จัดโดย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้แนวคิด “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่”
เวทีดังกล่าวรวบรวมมุมมองจาก ขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโส World Bank ผู้รับผิดชออบประเทศไทย, ชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย, พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย (มหาชน) และสฤณี อาชวานันทกุล กรรมการบริหาร เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (Climate Finance Network Thailand : CFNT)
สาระสำคัญที่ถูกโยนขึ้นมาบนโต๊ะ ไม่ใช่เพียงคำถามว่า “เราจะหาเงินมารักษาธรรมชาติได้อย่างไร” แต่กำลังไปไกลถึงคำถามว่า ระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินจะเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง “มูลค่า” อย่างไร เมื่อธรรมชาติเป็นสินทรัพย์ที่เศรษฐกิจขาดไม่ได้

Nature Positive ต้องเริ่มจากวัดผลกระทบ ก่อนคิดสร้างผลบวก
สฤณี อาชวานันทกุล เสนอว่า การพูดถึง Nature Positive จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยน Mindset ระหว่าง “การเงิน” กับ “ธรรมชาติ”
คำว่า Positive หมายถึงผลลัพธ์ที่มากกว่าศูนย์ นั่นหมายความว่า ก่อนจะบอกได้ว่าธรรมชาติดีขึ้น จำเป็นต้องมี Baseline หรือฐานข้อมูลที่ทำให้ทราบก่อนว่า จุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน และสิ่งที่ลงทุนลงไปสร้างผลลัพธ์อย่างไร
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือ มนุษย์ไม่สามารถคำนวณมูลค่าของธรรมชาติหรือประโยชน์ทั้งหมดที่ธรรมชาติมีต่อระบบเศรษฐกิจออกมาเป็นตัวเงินได้อย่างสมบูรณ์
แม้แนวคิด Ecosystem Services หรือบริการทางระบบนิเวศ จะพยายามแปลงประโยชน์ของธรรมชาติให้สามารถประเมินได้ แต่ตัวเลขเหล่านั้นควรถูกมองในฐานะ “Proxy” หรือค่าแทน มากกว่าจะเป็นมูลค่าที่แท้จริงทั้งหมดของธรรมชาติ

เหตุผลที่โลกการเงินยังต้องการตัวเลข เพราะ “ตัวเลข” มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจและสามารถขับเคลื่อนเงินลงทุนได้
ตัวอย่างหนึ่งคือ Internal Carbon Price หรือราคาคาร์บอนภายในองค์กร ซึ่งหลายบริษัทเริ่มนำมาใช้ แม้ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการพัฒนากลไกด้านคาร์บอนภาคบังคับ แนวคิดดังกล่าวช่วยเปลี่ยนต้นทุนจากภาวะโลกร้อนให้กลายเป็นตัวแปรทางธุรกิจที่จับต้องได้ และช่วยให้บริษัทสามารถเปรียบเทียบหรือตัดสินใจเลือกโครงการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าได้
แต่โจทย์เรื่อง “ธรรมชาติ” ซับซ้อนกว่า Climate Change อย่างมาก
กรณีการลดก๊าซเรือนกระจก หรือ Mitigation ยังสามารถใช้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในรูปคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าเป็นตัวชี้วัดหลัก แม้การคำนวณ Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 จะมีความซับซ้อน แต่ท้ายที่สุดยังสามารถสร้างมาตรฐานและแปลงออกมาเป็นตัวเลขได้
ต่างจาก “ธรรมชาติ” ที่ประกอบด้วยป่า น้ำ ดิน สัตว์ พืช และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งแต่ละพื้นที่มีลักษณะเฉพาะตัว
ดังนั้น จุดตั้งต้นสำคัญจึงต้องกลับมาที่คำว่า “Impact” หรือผลกระทบ
ธุรกิจต้องเริ่มมองให้เห็นก่อนว่า ตัวเองสร้างผลกระทบต่อธรรมชาติอย่างไร ก่อนพยายามฟื้นฟูให้กลับมาอย่างน้อยถึงระดับ “เท่าทุน” และจึงค่อยขยับไปสู่ Positive หรือทำให้ธรรมชาติดีกว่าจุดเริ่มต้น
Nature Positive ต้องไม่ใช่ “เราบวก 20 แต่คนอื่นติดลบ 100”
อีกหนึ่งกับดักสำคัญคือ การสร้างผลบวกให้กับพื้นที่หรือองค์กรหนึ่ง แต่กลับโยนผลกระทบเชิงลบไปยังอีกพื้นที่ สฤณี ยกตัวอย่างการลงทุนด้านการป้องกันน้ำท่วม หากโครงการสามารถลดความเสี่ยงให้ชุมชนต้นน้ำ แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงให้ชุมชนปลายน้ำ ก็อาจกลายเป็น Maladaptation หรือ “การปรับตัวที่ผิดพลาด”
ดังนั้น การลงทุนเพื่อรับมือ Climate Change หรือสร้าง Nature Positive จำเป็นต้องมองผลลัพธ์ในภาพรวม
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากสร้าง Positive ให้ตัวเอง 20 แต่สร้าง Negative Impact ให้คนอื่น 100 ย่อมไม่สามารถเรียกว่าเป็นผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติได้
ปัญหานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากผลกระทบทางธรรมชาติหลายอย่างไม่ได้เกิดขึ้นตรงจุดที่ธุรกิจดำเนินกิจการ แต่อาจเคลื่อนตัวไปตามต้นน้ำ-ปลายน้ำ ห่วงโซ่อุปทาน หรือพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลออกไป
เงิน Adaptation ไทยกว่า 2.8 แสนล้านบาท 80% มาจากภาครัฐ
อีกข้อมูลสำคัญจากการติดตามการลงทุนด้าน Climate Adaptation ของประเทศไทยในช่วงประมาณ 8 ปี พบว่า มีเงินลงทุนมากกว่า 280,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ประมาณ 4 ใน 5 หรือ 80% เป็นงบประมาณจากภาครัฐ และเมื่อพิจารณาประเภทของการลงทุน พบว่าประมาณ 75% เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ
ขณะที่การลงทุนของภาคธุรกิจในเรื่อง Adaptation เพิ่งเริ่มปรากฏชัดขึ้นในช่วงหลัง โดยหนึ่งในตัวอย่างคือ Water Recycling หรือการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่
เดิมหลายบริษัทอาจมอง Water Recycling ผ่านมิติของการประหยัดทรัพยากรหรือลดต้นทุน แต่เมื่อความเสี่ยงจากภัยแล้งและภาวะขาดแคลนน้ำเพิ่มขึ้น การลงทุนประเภทเดียวกันสามารถถูกมองใหม่ในฐานะ Climate Adaptation หรือการลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โจทย์ใหญ่จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ว่า “ลงทุนไปเท่าไร” แต่คือ เงินที่ใส่ลงไปช่วยลดผลกระทบและเพิ่มความสามารถในการปรับตัวได้จริงหรือไม่
Biodiversity ไม่เหมือน Carbon Credit เพราะ “ธรรมชาติเป็นเรื่อง Local”
ความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอีกขั้นเมื่อเข้าสู่เรื่อง Biodiversity หรือความหลากหลายทางชีวภาพ พืชและสัตว์ในแต่ละอำเภอ ตำบล หรือประเทศมีความเฉพาะถิ่น ดังนั้นการสร้างกลไกแบบ “Biodiversity Credit” จึงไม่สามารถคิดแบบเดียวกับ Carbon Credit ได้โดยง่าย
ปัญหา Climate Change มีลักษณะเป็น Global Problem การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอีกพื้นที่หนึ่งจึงสามารถมีส่วนต่อเป้าหมาย Net Zero ในภาพรวมได้
แต่ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศเป็น Local Problem
หากระบบนิเวศในพื้นที่หนึ่งถูกทำลาย การนำเงินไปฟื้นฟูธรรมชาติอีกพื้นที่หนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทดแทนความเสียหายเดิมได้โดยอัตโนมัติ
นี่คือหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของระบบการเงิน เพราะนักการเงินต้องการข้อมูลและตัวชี้วัดที่เข้าใจง่าย เพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจลงทุน แต่ในเวลาเดียวกัน ตัวชี้วัดก็ต้องไม่ถูกทำให้ง่ายจนลดทอนความซับซ้อนของธรรมชาติ และเปิดช่องให้เกิด Greenwashing
เปลี่ยน KPI จาก “ปลูกต้นไม้กี่ต้น” เป็น “ป่ากลับมาหรือไม่”
แนวคิดสำคัญอีกประการคือ การเปลี่ยนระบบวัดผลจาก Output ไปสู่ Outcome
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ “การปลูกป่า” หากใช้ Output เป็น KPI สิ่งที่วัดง่ายที่สุดคือ จำนวนต้นไม้ที่ปลูก หรือพื้นที่ที่ปลูกป่า แต่เป้าหมายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่จำนวนต้นไม้
สิ่งที่ต้องการคือ “ป่าฟื้นคืนกลับมา”

ผลลัพธ์ดังกล่าวอาจใช้เวลา 10-20 ปี และต้องติดตามทั้งความอยู่รอดของต้นไม้ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ
เทคโนโลยี เช่น Remote Sensing, GPS, AI และ eDNA จึงสามารถเข้ามาช่วยในการวัดและติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศได้
อย่างไรก็ตาม การวัด Outcome จำเป็นต้องทำต่อเนื่อง ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงอาจต้องมี Intermediate Outcome เพื่อให้ระบบการเงินสามารถติดตามความคืบหน้าของการลงทุนได้
“เงิน” ยิ่งไกลยิ่งต้อง Discount แต่ “ธรรมชาติ” ยิ่งฟื้นนาน มูลค่ายิ่งเพิ่ม
หนึ่งในแนวคิดที่สะท้อนความแตกต่างระหว่างตรรกะทางการเงินกับธรรมชาติ คือเรื่อง “เวลา”
ในโลกการเงิน เงินวันนี้มีมูลค่าสูงกว่าเงินที่จะได้รับในอนาคต จึงเกิดหลักการ Discounting
แต่ธรรมชาติอาจทำงานในทิศทางตรงกันข้าม
เมื่อระบบนิเวศได้รับการฟื้นฟูต่อเนื่อง ประโยชน์และมูลค่าทางธรรมชาติสามารถสะสมและเพิ่มขึ้นตามเวลา
นั่นทำให้การพยายามแปลงมูลค่าธรรมชาติทั้งหมดให้อยู่ในตัวเลขทางการเงินแบบง่ายๆ อาจสร้างความเสี่ยงที่จะนำตรรกะ Discounting ไปใช้กับสิ่งที่มีธรรมชาติของมูลค่าต่างกันโดยสิ้นเชิง
World Bank ชี้ “สิ่งแวดล้อม” คือ Economic Infrastructure
ด้าน ขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ จาก World Bank ฉายภาพว่า ระบบเศรษฐกิจจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีมองการเติบโต เพราะการดู GDP เพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อน “ความมั่งคั่งที่แท้จริง”
เปรียบเหมือนบริษัทที่มีกำไร แต่ไม่ได้หักค่าเสื่อมของเครื่องจักร
หากประเทศสร้าง GDP เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ต้องแลกกับการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ป่า น้ำ ดิน และสิ่งแวดล้อม คำถามคือ ประเทศร่ำรวยขึ้นจริงหรือไม่
ดังนั้น ธรรมชาติจึงควรถูกมองเป็น Economic Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
ธุรกิจจำนวนมากพึ่งพาน้ำ ดิน ป่า และบริการจากระบบนิเวศโดยตรง การรักษาทรัพยากรเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเงื่อนไขต่อการดำเนินธุรกิจและการเติบโตของเศรษฐกิจ
ข่าวดีคือ โลกเริ่มเห็นสัญญาณ Decoupling หรือการแยกการเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากการเพิ่มขึ้นของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดย Carbon Intensity มีแนวโน้มลดลงในบางภาคการผลิต
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีทำให้ข้อจำกัดเรื่อง “วัดไม่ได้” ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ไม่ว่าจะเป็น eDNA, AI, Remote Sensing หรือ GPS ล้วนสามารถช่วยวัดปริมาณและความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ก่อนเชื่อมข้อมูลดังกล่าวไปสู่การประเมินความเสี่ยงและการตัดสินใจลงทุน
แบงก์ชาติเตือน “Physical Risk–Transition Risk” กำลังส่งตรงถึงงบดุลธนาคาร
ด้าน ชนานันท์ สุภาดุลย์ จากธนาคารแห่งประเทศไทย อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ เศรษฐกิจ และระบบสถาบันการเงิน ผ่านกรอบของ NGFS – Network for Greening the Financial System
ความเสี่ยงสามารถส่งผ่านมายังระบบเศรษฐกิจและสถาบันการเงินอย่างน้อย 2 ช่องทางสำคัญ ได้แก่
Physical Risk — ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำหรือดินที่แย่ลง ภัยธรรมชาติ หรือผลกระทบทางกายภาพที่ทำให้การผลิตและรายได้ของธุรกิจได้รับผลกระทบ

และ Transition Risk — ความเสี่ยงจากกฎ กติกา มาตรฐาน และการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ตัวอย่างสำคัญคือ EUDR หรือ EU Deforestation Regulation ซึ่งกำหนดเงื่อนไขกับสินค้าเกษตรที่เข้าสู่ตลาดยุโรปให้สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เชื่อมโยงกับการทำลายป่า
ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ “ผู้ส่งออก”
แต่สามารถไหลย้อนลงไปตลอดทั้ง Supply Chain จนถึงเกษตรกร เนื่องจากทุกฝ่ายต้องรับต้นทุนด้านการตรวจสอบและการปรับตัวต่อมาตรฐานใหม่
และเมื่อ “ลูกค้าธนาคาร” ปรับตัวไม่ทัน ความเสี่ยงก็จะส่งต่อกลับมาที่สถาบันการเงิน

เพราะหากลูกค้าไม่รอด ธนาคารก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
KBank ชี้ “ระบบการเงิน” คือผู้กำหนด Direction การพัฒนาโลก
พิพิธ เอนกนิธิ จากธนาคารกสิกรไทย ชี้ให้เห็นพลังของระบบการเงินโลกว่า เงินทุนสามารถเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว และตลาดทุนมีประสิทธิภาพสูงในการจัดสรร Capital ไปยังสินทรัพย์หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
นั่นหมายความว่า ธนาคารพาณิชย์และระบบทุนโลกมีบทบาทอย่างมากในการกำหนด Direction ของการพัฒนา

โจทย์สำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ “โลกการเงิน” กับ “โลกกายภาพ” ที่ประกอบด้วยภูเขา แม่น้ำ ทะเล ป่า และระบบนิเวศ เชื่อมเข้าหากันได้มากขึ้น
แม้ปัจจุบันทั้งสองโลกยังไม่ได้หลอมรวมกันทั้งหมด แต่การเปลี่ยนผ่านกำลังเกิดขึ้นผ่าน Risk Management, Disclosure และเครื่องมือทางการเงิน
หนึ่งในแนวทางคือ ไม่จำเป็นต้องรอจนตลาด Nature Positive พัฒนาไปถึงระดับ Mature Market ก่อนจึงค่อยลงมือ
ภาคธุรกิจและสถาบันการเงินสามารถเริ่มต้นจาก การเปิดเผยข้อมูลให้มีมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงการบูรณาการข้อมูลด้านความยั่งยืนเข้าสู่รายงานของบริษัทและระบบบริหารความเสี่ยง
ในประเทศไทย แนวทางด้าน Sustainability Disclosure และการรายงานความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเริ่มถูกผลักดันมากขึ้น ทั้งจากหน่วยงานกำกับดูแลและภาคธุรกิจ
ขณะเดียวกัน ธนาคารกสิกรไทยยังยกตัวอย่างการทำงานระดับ Ecosystem เช่น Nan Sandbox เพื่อเชื่อมโจทย์ทางการเงินเข้ากับการฟื้นฟูป่าและการพัฒนาพื้นที่

จาก CSR สู่ “Structural Issue” เงินเพื่อความยั่งยืนต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกตั้งคำถามอย่างเข้มข้น คือ โมเดลการทำความดีแบบเดิม
ที่ผ่านมา CSR จำนวนไม่น้อยอาจอยู่ในรูปกิจกรรมเฉพาะครั้ง เช่น การปล่อยปลา ปล่อยเต่า หรือกิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ
แต่โจทย์ที่ใหญ่กว่าคือ ทำอย่างไรให้เงินทุนถูกนำไปจัดการ Structural Issue หรือปัญหาเชิงโครงสร้าง
ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายมิติ ตั้งแต่ระบบการศึกษา ความสามารถในการแข่งขัน ไปจนถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
หากสามารถสร้างกติกาและกลไกที่ทำให้ Private Capital เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยไม่ทำให้ภาคธุรกิจมองว่าเป็นเพียง “ภาระ” ก็จะสามารถขยาย Impact ได้มากกว่าการทำ CSR แบบกระจัดกระจาย
ระบบบริจาคไทยกระจัดกระจาย เปิดโจทย์ Governance–Incentive–Measurement
อีกประเด็นคือโครงสร้างการ “ให้” หรือ Giving ของประเทศไทยที่ยังมีลักษณะ Fragmented
ข้อมูลที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบนเวทีสะท้อนว่า Individual Giving หรือการบริจาคของบุคคลมีบทบาทสูงเมื่อเทียบกับการให้ผ่านองค์กร

โจทย์จึงอยู่ที่การสร้างระบบ Governance หรือธรรมาภิบาล ของการบริจาคและการจัดการเงินทุนให้มีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น
พร้อมกันนั้น ต้องสร้าง Incentive เพื่อจูงใจให้เงินทุนเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่ประเทศต้องการ และพัฒนาระบบ Quantification เพื่อทำให้ผลลัพธ์สามารถถูกวัด ติดตาม และเปรียบเทียบได้
การมีมาตรฐานที่เชื่อมโยงกับระดับสากลจะช่วยให้การลงทุนของประเทศไทยไม่จบอยู่เฉพาะภายในประเทศ แต่สามารถเชื่อมโยงกับการค้าและเงินทุนของโลกได้
“Blended Finance” ทางเลือกดึงเงินเอกชนเข้าสู่การฟื้นฟูธรรมชาติ
หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกเสนอคือ Blended Finance แนวคิดสำคัญคือ การนำเงินทุนจากแหล่งต่างๆ ที่มีเป้าหมายและระดับการรับความเสี่ยงแตกต่างกันมาผสมผสาน เพื่อทำให้โครงการที่เดิมอาจมีความเสี่ยงสูงเกินไปสำหรับนักลงทุนเชิงพาณิชย์ สามารถเกิดขึ้นได้
โดยเฉพาะโครงการด้าน Restoration หรือการฟื้นฟูธรรมชาติ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลตอบแทน
Blended Finance จึงสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเงินเพื่อสังคม เงินภาครัฐ เงินจากองค์กรพัฒนา และ Private Capital เพื่อเพิ่มขนาดของเงินทุนสำหรับ Nature Positive
Nature Positive ต้องมองไกลกว่ารั้วบริษัท
อีกโจทย์ที่ สฤณี เน้นย้ำ คือ บริษัทไม่สามารถประเมินผลกระทบเพียงภายในขอบเขตของตัวเอง
แม้องค์กรหนึ่งอาจรายงานว่าธรรมชาติในพื้นที่ของตนดีขึ้น แต่หากกิจกรรมเดียวกันสร้าง Negative Impact ในพื้นที่อื่น เช่น ต้นน้ำดีขึ้นแต่ปลายน้ำเสียหาย การวัดผลก็ยังไม่สะท้อนภาพจริง

ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องมองไปถึง Stakeholders และผลกระทบตลอดห่วงโซ่
พร้อมกันนั้น ภาครัฐและองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศต้องมีบทบาทในการสร้างมาตรฐานระดับประเทศ เช่น Natural Capital Accounting เพื่อเชื่อมข้อมูลจากระดับพื้นที่เข้ากับการตัดสินใจเชิงนโยบายและเศรษฐกิจ
อีกองค์ประกอบที่สำคัญคือ การเปิดพื้นที่ให้ชุมชนและผู้ได้รับผลกระทบสามารถสะท้อนปัญหาได้ เพราะคนที่อยู่กับธรรมชาติในพื้นที่มักเป็นกลุ่มที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้เร็วที่สุด แต่ในหลายกรณีกลับเป็นกลุ่มที่มีเสียงน้อยที่สุด
การคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมของ Stakeholders จึงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับคุณภาพของระบบติดตามผลกระทบด้านธรรมชาติ
จาก Green Finance สู่ Nature Finance — ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์
แม้ Nature Finance จะเป็นแนวคิดที่ยังใหม่ แต่ภาคการเงินไม่จำเป็นต้องสร้างระบบทั้งหมดขึ้นใหม่
เพราะโลกมีพื้นฐานจาก Sustainable Finance และ Green Finance อยู่แล้ว
สิ่งที่ต้องทำต่อคือขยายกรอบจากการจัดการ Climate Risk และ Carbon ไปสู่ Natural Capital, Biodiversity และ Ecosystem Risk พร้อมเชื่อมข้อมูลเหล่านี้เข้าสู่ระบบประเมินความเสี่ยง การเปิดเผยข้อมูล และการจัดสรรเงินทุน
จุดเปลี่ยนสำคัญจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างผลิตภัณฑ์การเงินชื่อใหม่ขึ้นมาเท่านั้น
แต่อยู่ที่การทำให้ “ธรรมชาติ” เข้าไปอยู่ในระบบตัดสินใจของเงินทุน
เพราะท้ายที่สุด หากน้ำขาด ป่าเสื่อม ดินเสีย ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง หรือกฎการค้าโลกเปลี่ยน ธุรกิจย่อมได้รับผลกระทบ และเมื่อธุรกิจได้รับผลกระทบ ความเสี่ยงก็จะไหลกลับเข้าสู่ธนาคาร นักลงทุน และเศรษฐกิจทั้งระบบ
นี่ทำให้ Nature Positive ไม่ใช่เพียง Agenda ด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป
แต่กำลังกลายเป็น “โจทย์เศรษฐกิจ การเงิน และความสามารถในการแข่งขัน” ที่ประเทศไทยไม่สามารถแยกออกจากกันได้อีกแล้ว

