สวทช. ปั้น ‘Food Surplus Credit’ เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต ชูมาตรฐาน T-VER-S-METH-09-09 เปิดทางการนำมาคำนวณผลการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้ เปลี่ยน “อาหารเหลือ” จากภาระจัดการขยะ สู่ สินทรัพย์ ESG ที่สร้างคุณค่าทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ พร้อมเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมลด Food Waste และขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ตั้งเป้ากอบกู้ 20,000 ตัน ดันมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 3,000 ล้าน
จากอาหารส่วนเกินที่กำลังจะกลายเป็น “ขยะ” สู่สินทรัพย์ด้านสิ่งแวดล้อมที่สามารถวัดมูลค่าได้ เมื่อ สวทช. เดินหน้าโมเดล “Food Surplus Credit” เชื่อมการกอบกู้อาหารเข้ากับตลาดคาร์บอน ผ่านระเบียบวิธี T-VER-S-METH-09-09 พร้อมวางเป้าหมายขยายการกอบกู้อาหารส่วนเกินจากราว 2,000 ตัน สู่ 20,000 ตันต่อปีภายในปี 2571 ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี และกำลังต่อยอดโมเดลไทยสู่ระดับเอเชีย
ปัญหา “อาหารส่วนเกิน” หรือ Food Surplus กำลังถูกมองใหม่ ไม่ใช่เพียงอาหารที่เหลือจากระบบการผลิตและจำหน่าย แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์เศรษฐกิจสีเขียวที่เชื่อมโยงตั้งแต่ Food Waste, ความมั่นคงทางอาหาร, ESG, Carbon Credit ไปจนถึงเป้าหมาย Net Zero
ล่าสุด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เดินหน้าผลักดันแนวคิด “Food Surplus Credit” ภายใต้โครงการ Thailand’s Food Bank เพื่อสร้างกลไกที่ทำให้อาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพและปลอดภัยสามารถถูกกอบกู้และส่งต่อไปยังผู้ที่ต้องการ แทนที่จะกลายเป็นขยะและถูกนำไปกำจัด

จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การนำ “คาร์บอน” เข้ามาสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ทำให้การบริจาคอาหารไม่ได้สร้างเพียงคุณค่าทางสังคม แต่สามารถวัดผลด้านสิ่งแวดล้อมและต่อยอดเป็น คาร์บอนเครดิต ได้อย่างเป็นระบบ
จากอาหารส่วนเกิน 4 ล้านตัน สู่โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย
ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าโครงการ Thailand’s Food Bank และนักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. ระบุว่า ประเทศไทยมีอาหารส่วนเกินสูงถึงประมาณ 4 ล้านตันต่อปี ขณะที่ปริมาณอาหารที่สามารถกอบกู้และส่งต่อได้จริงในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2,000 ตันต่อปี
ช่องว่างมหาศาลระหว่างอาหารที่มีอยู่กับอาหารที่สามารถกอบกู้ได้ จึงนำไปสู่เป้าหมายของ Thailand’s Food Bank ที่ต้องการเพิ่มปริมาณการกอบกู้อาหารขึ้น 10 เท่า เป็นอย่างน้อย 20,000 ตันต่อปีภายในปี 2571
แม้ตัวเลข 20,000 ตันจะยังเป็นเพียงส่วนเล็กเมื่อเทียบกับอาหารส่วนเกินระดับล้านตัน แต่ สวทช. ประเมินว่า หากสามารถจัดการอาหารส่วนเกินได้ในระดับดังกล่าว จะสามารถสร้าง มูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี

การประเมินดังกล่าวคำนวณโดยนำอาหาร 1 กิโลกรัมมาแปลงเป็นประมาณ 4.2 มื้อ และใช้มูลค่าอาหาร 35 บาทต่อมื้อ ซึ่งอ้างอิงระดับราคาอาหารประหยัด เพื่อไม่ให้ประเมินมูลค่าผลกระทบสูงเกินจริง
และตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมผลประโยชน์อีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าจากคาร์บอนเครดิต ต้นทุนการจัดการขยะที่ลดลง รวมถึงผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
Food Surplus Credit เมื่อ “การบริจาคอาหาร” สร้างคาร์บอนเครดิตได้
หัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือระเบียบวิธี T-VER-S-METH-09-09 – การจัดการอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค (Management of Food Surplus and Utilization as Donation for Human Consumption) ภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER ของ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.
ระเบียบวิธีดังกล่าวเปิดทางให้การจัดการอาหารส่วนเกินที่เดิมอาจถูกนำไปกำจัด สามารถนำการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้อย่างเป็นระบบและตรวจสอบย้อนกลับได้
หลักคิดไม่ได้หมายความว่า “บริจาคอาหารเท่าไร ได้คาร์บอนเครดิตเท่านั้น” แต่ต้องคำนวณผลการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิอย่างละเอียด
เริ่มจากก๊าซเรือนกระจกที่สามารถหลีกเลี่ยงได้จากการไม่นำอาหารไปกำจัดหรือฝังกลบ แล้วหักออกด้วย “คาร์บอนระหว่างทาง” ที่เกิดจากกระบวนการกอบกู้และส่งต่ออาหาร ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสำหรับการแช่เย็นและแช่แข็ง การปรุงหรืออุ่นอาหาร การขนส่ง ตลอดจนบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียว

สิ่งที่เหลือหลังจากหักผลกระทบเหล่านี้จึงเป็นปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิที่สามารถนำไปพิจารณาเป็นคาร์บอนเครดิต
ระเบียบวิธี T-VER-S-METH-09-09 Version 1 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
ไม่ใช่อาหารทุกอย่างจะเปลี่ยนเป็น “เครดิต” ได้
Food Surplus Credit ยังวางเงื่อนไขสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้กลไกคาร์บอนกลายเป็นช่องทางในการส่งต่ออาหารที่ไม่มีคุณภาพ
อาหารส่วนเกินที่จะเข้าสู่กระบวนการต้องเป็นอาหารที่ สะอาด มีคุณภาพ ปลอดภัยสำหรับการบริโภค และส่งต่อโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมถึงต้องมีระบบเก็บข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ระเบียบวิธีรองรับรูปแบบการจัดการอาหารส่วนเกินหลายลักษณะ ตั้งแต่อาหารที่สามารถรับและส่งต่อเพื่อบริโภคได้โดยตรง อาหารที่ต้องนำมาปรุงหรืออุ่นใหม่ก่อนบริโภค ไปจนถึงอาหารที่ต้องผ่านกระบวนการเก็บรักษาก่อนส่งต่อ
อย่างไรก็ตาม ระเบียบวิธีในปัจจุบัน ยังไม่ครอบคลุมเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในขอบเขตที่มีแนวคิดจะพัฒนาต่อยอดในอนาคต

“โลจิสติกส์” ตัวแปรสำคัญของคาร์บอนเครดิต
อีกประเด็นที่น่าสนใจในเชิงธุรกิจคือ การขนส่ง ข้อมูลจากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ในบรรดาคาร์บอนที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการกอบกู้อาหาร “การขนส่ง” เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สุด เนื่องจากผู้บริจาคอาหารในประเทศไทยมีลักษณะกระจายตัวและแต่ละแห่งอาจมีอาหารส่วนเกินในปริมาณไม่มาก
การรับอาหารจากหลายจุดก่อนนำไปส่งต่อจึงสร้างต้นทุนทั้งด้านน้ำมัน เวลา และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
นั่นหมายความว่า หากสามารถบริหาร Green Logistics ให้เส้นทางรับและส่งอาหารสั้นลง ก็มีโอกาสช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ และเพิ่มปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิที่สามารถนำไปคำนวณเป็นเครดิตได้
ดึง AI–Digital Platform แก้โจทย์ “คนไม่พอ–เส้นทางไม่คุ้ม”
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สวทช. นำความเชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยภายใต้หน่วยงานเข้ามาเชื่อมต่อกัน
ไบโอเทค (BIOTEC) มีบทบาทด้านแนวปฏิบัติความปลอดภัยอาหารสำหรับอาหารบริจาค ขณะที่ เนคเทค (NECTEC) พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อช่วยจับคู่ข้อมูลว่า จุดใดมีอาหารส่วนเกิน ใครต้องการอาหาร และควรจัดเส้นทางการรับ–ส่งอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

แนวคิดสำคัญคือการใช้ Digital Platform และ AI ลดภาระของอาสาสมัคร ลดระยะทาง ลดต้นทุนเชื้อเพลิงและเวลา ขณะเดียวกันก็ลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่ง
ส่วน เอ็มเทค (MTEC) เข้ามาพัฒนาฐานข้อมูลและระเบียบวิธีด้านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อคำนวณว่าการกอบกู้อาหารส่วนเกินสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากเพียงใด
ข้อมูลจากระบบ Food Bank ยังสามารถเชื่อมเข้าสู่ Food Share Plus ซึ่งเป็น Web Application สำหรับนำข้อมูลอาหาร การขนส่ง และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องมาคำนวณค่าการปล่อยและลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมแสดงผลผ่าน Dashboard
จุดนี้ทำให้ Food Surplus Credit ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม แต่เริ่มมีโครงสร้างของ Data Infrastructure ที่สามารถรองรับการตรวจสอบย้อนกลับและการรายงานด้าน ESG ขององค์กรได้

จาก 4 จังหวัด ขยายสู่กว่า 10 จังหวัดทั่วประเทศ
อีกโจทย์สำคัญคือการขยายระบบ Food Bank ออกจากพื้นที่เดิม
จากการดำเนินงานที่ในช่วงแรกมีองค์กรภาคประชาสังคมอย่าง Scholars of Sustenance (SOS) เป็นกำลังสำคัญในพื้นที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และหัวหิน ปัจจุบันการดำเนินงานภายใต้เครือข่าย Thailand’s Food Bank ขยายไป มากกว่า 10 จังหวัด ครอบคลุมหลายภูมิภาคของประเทศ
หนึ่งในตัวอย่างคือ นครสวรรค์ ซึ่งสามารถขยายการดำเนินงานครอบคลุมทั้ง 15 อำเภอ ขณะที่กรุงเทพมหานครมี BKK Food Bank ครอบคลุม 50 เขต โดย สวทช. และพันธมิตรมีส่วนสนับสนุนระบบการดำเนินงาน
เป้าหมายต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนอาหารที่ได้รับบริจาค แต่คือการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่ทำให้จังหวัดต่าง ๆ สามารถจัดการอาหารส่วนเกินของตัวเองได้อย่างเป็นระบบ

จาก T-VER ไทย สู่ตลาดคาร์บอนระดับเอเชีย
ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาคือการนำระเบียบวิธีที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทยไปต่อยอดในระดับภูมิภาค
ทีมวิจัยได้หารือกับ Asia Carbon Institute (ACI) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาแนวทางยกระดับระเบียบวิธี Food Surplus Credit ให้สามารถประยุกต์ใช้ในระดับเอเชีย
หากการพัฒนาดังกล่าวสำเร็จ ย่อมหมายถึงโอกาสที่องค์ความรู้และกลไกซึ่งเริ่มต้นจากประเทศไทยจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดคาร์บอนในประเทศ แต่สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบคาร์บอนเครดิตในระดับภูมิภาคได้ในอนาคต
ล่าสุด ACI และ สวทช. มีความร่วมมือเพื่อเดินหน้าการพัฒนาระเบียบวิธีด้านคาร์บอนเครดิตร่วมกันแล้ว

เมื่อ “อาหารเหลือ” อาจไม่ใช่ต้นทุน แต่คือสินทรัพย์ ESG
Food Surplus Credit จึงสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองที่สำคัญต่อระบบอาหาร
ในอดีต อาหารส่วนเกินอาจถูกมองเป็นต้นทุนในการจัดเก็บ ขนส่ง หรือกำจัด แต่หากสามารถสร้างระบบที่ทำให้อาหารเหล่านั้นถูกส่งต่อไปยังผู้ที่ต้องการ พร้อมวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้อย่างโปร่งใส อาหารส่วนเกินก็กำลังถูกเปลี่ยนสถานะจาก “Waste” ไปสู่ “Value”
สำหรับภาคธุรกิจ ผลลัพธ์จึงอาจเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างน้อย 3 ด้าน คือ ลดปริมาณอาหารที่กลายเป็นขยะ สร้างผลกระทบทางสังคมผ่านการส่งต่ออาหาร และสร้างข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่สามารถนำไปสนับสนุนการรายงาน ESG และเป้าหมาย Net Zero

และหากประเทศไทยสามารถขยายการกอบกู้อาหารจากหลัก 2,000 ตันไปถึงเป้าหมาย 20,000 ตันต่อปีได้สำเร็จ Food Surplus Credit อาจไม่ได้เป็นเพียงโครงการลดขยะอาหาร แต่กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกของ Circular Economy และ Low Carbon Economy ที่เชื่อม “อาหาร–สังคม–สิ่งแวดล้อม–เศรษฐกิจ” เข้าด้วยกัน

