ไทยยูเนี่ยน เผยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 พร้อมความคืบหน้าด้านการจัดหาปลาทูน่าอย่างยั่งยืน หลังดำเนินกลยุทธ์ SeaChange® ครบ 10 ปี ระบุ 99.9% ของปลาทูน่าที่จัดหามาจากแหล่งประมงที่มีความรับผิดชอบ และ 100% สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงเรือประมงได้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก เนื่องจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของผู้ซื้อรายใหญ่ นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศ
ไทยยูเนี่ยนเดินหน้าครบ 10 ปี สู่เป้าหมายปลาทูน่ายั่งยืน
นับตั้งแต่ประกาศนโยบายจัดหาปลาทูน่าอย่างยั่งยืนในปี 2558 ไทยยูเนี่ยนได้ยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลในรายงานความยั่งยืนปี 2568 ระบุว่า
ในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่า ระบุชัดว่า
- 99.9% ของปลาทูน่าที่จัดหามาจากแหล่งประมงที่มีความรับผิดชอบ
- 99% ของปลาทูน่ามาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Marine Stewardship Council (MSC) อยู่ระหว่างการประเมิน หรืออยู่ในโครงการพัฒนาการประมง
- 100% ของปลาทูน่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงเรือประมงหรือกลุ่มเรือประมง
- 95% ของห่วงโซ่อุปทานมีระบบติดตามตรวจสอบการทำประมงระหว่างออกเรือ
- 99% ของวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานอยู่ภายใต้โครงการด้านสวัสดิการแรงงานประมงหรือมาตรฐานเทียบเท่า
- ปฏิบัติตามมาตรการของ International Seafood Sustainability Foundation (ISSF) ได้ครบ 100%
- ปฏิบัติตามข้อกำหนดของ Regional Fisheries Management Organizations (RFMO) ได้ครบ 100% และไม่มีการจัดหาปลาจากเรือที่อยู่ในบัญชีดำด้านการทำประมงผิดกฎหมาย

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารทะเลไม่ได้วัดเพียงกำลังการผลิตหรือส่วนแบ่งตลาดอีกต่อไป แต่กำลังขยายไปสู่ความสามารถในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ตรวจสอบได้ตลอดสาย
ESG เงื่อนไขการเติบโตธุรกิจไทยยูเนี่ยน
ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การดูแลทรัพยากรทางทะเลและการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างมีความรับผิดชอบเป็นปัจจัยสำคัญต่ออนาคตของอุตสาหกรรมอาหารทะเล โดยความก้าวหน้าตลอดทศวรรษที่ผ่านมาเกิดจากการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ความร่วมมือกับพันธมิตร และการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่อดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสาร ไทยยูเนี่ยน ระบุว่า การยกระดับความยั่งยืนในอุตสาหกรรมทูน่าจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่การพัฒนาการประมง การตรวจสอบย้อนกลับ ไปจนถึงการยกระดับสวัสดิภาพแรงงานบนเรือประมง
ความโปร่งใสกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดโลก
ตลาดส่งออกอาหารทะเลสำคัญ เช่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป มีแนวโน้มเพิ่มข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนกลับและการคุ้มครองแรงงานอย่างต่อเนื่อง

การที่ผู้ผลิตสามารถระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ถึงระดับเรือประมง ช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และเพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้ซื้อระดับโลก
คู่แข่งในอุตสาหกรรมต้องเร่งลงทุนด้าน ESG
เมื่อผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดสามารถยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบย้อนกลับและการติดตามเรือประมงได้ในสัดส่วนสูง การแข่งขันในอนาคตอาจไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนเพียงอย่างเดียว
ผู้ประกอบการที่ยังขาดระบบตรวจสอบข้อมูลดิจิทัล หรือยังไม่มีมาตรฐานด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน อาจเผชิญแรงกดดันจากลูกค้า นักลงทุน และสถาบันการเงินมากขึ้น
ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้
แนวโน้มผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับที่มาของอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ
ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ครอบคลุมช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลต้นทางของสินค้าได้มากขึ้น และลดความกังวลเกี่ยวกับประเด็นแรงงานหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

SeaChange กับการขยายผลสู่ประเด็นความยั่งยืนอื่น
นอกจากปลาทูน่าแล้ว ไทยยูเนี่ยนยังรายงานความคืบหน้าภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® ในหลายด้าน ได้แก่
- การจัดหากุ้งอย่างมีความรับผิดชอบ
- การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคาร์บอนต่ำ
- การเก็บกู้อุปกรณ์ประมงที่สูญหายในทะเล (Ghost Gear)
- การเงินเพื่อความยั่งยืน
- การฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล
- การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
- การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- การยกระดับสวัสดิภาพแรงงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารทะเลกำลังขยายจากการบริหารจัดการทรัพยากรประมง ไปสู่การบริหารจัดการทั้งระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และสังคมควบคู่กัน

สัญญาณต่อนักลงทุน: ESG ยังคงเป็นปัจจัยสร้างความได้เปรียบ
ในปี 2568 ไทยยูเนี่ยนได้รับคะแนน 89 จาก 100 ในการประเมิน Corporate Sustainability Assessment ของ S&P Global และได้รับการจัดอันดับสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารโลกจากดัชนี Dow Jones Sustainability Indices (DJSI)
นอกจากนี้ ยังได้รับคะแนนระดับ A- จากการประเมินด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ CDP ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้นำ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มที่ประเด็น ESG กำลังเชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และความเสี่ยงทางธุรกิจในระยะยาว มากกว่าการเป็นเพียงกิจกรรมด้านภาพลักษณ์องค์กร
รายงานความยั่งยืนปี 2568 ของไทยยูเนี่ยน สะท้อนเพียงความคืบหน้าของบริษัท และชี้ให้เห็นทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก ที่ความโปร่งใส การตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานด้านแรงงาน กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจ
ในระยะยาว ผู้ประกอบการที่สามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ตรวจสอบได้และสอดคล้องกับมาตรฐาน ESG มีแนวโน้มได้รับความได้เปรียบมากขึ้น ทั้งในมิติของตลาดส่งออก ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และการเข้าถึงเงินทุนจากนักลงทุนสถาบัน

