ฝาขวดพลาสติกใช้แล้ว 50,000 ฝา น้ำหนักรวม 206 กิโลกรัม สะท้อนอีกบทบาทของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผ่านระบบ Circular Economy แสนสิริ นำขยะจากลูกบ้าน-พนักงาน เข้าสู่ห่วงโซ่ตั้งแต่คัดแยก ขนส่ง รีไซเคิล ไปจนถึงผลิตเป็น “สนามเด็กเล่น” นำกลับมาติดตั้งในโครงการที่อยู่อาศัย 3 แห่ง
จาก “แยกขยะ” สู่ระบบหมุนเวียนที่ต้องมีคนรับช่วงต่อทั้งห่วงโซ่
หนึ่งในโจทย์สำคัญของ Circular Economy ไม่ได้จบลงเมื่อผู้บริโภคแยกขยะ แต่คือขยะที่ถูกแยกแล้วจะเดินทางไปไหน และสามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ได้จริงเพียงใด
กรณีของแคมเปญ “Waste to WORTH” จึงน่าสนใจในฐานะการทดลองเชื่อมผู้เล่นหลายส่วนของห่วงโซ่เข้าด้วยกัน โดยเริ่มจากการรวบรวมฝาขวดพลาสติกใช้แล้วจากลูกบ้านและพนักงาน ก่อนส่งต่อเข้าสู่กระบวนการจัดการและรีไซเคิลจนกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานภายในโครงการ
โครงสร้างดังกล่าวอาศัยความร่วมมือจาก 4 พันธมิตร ได้แก่ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งสร้างการมีส่วนร่วมและจัดจุดรับพลาสติกในพื้นที่อย่าง T77 Community และ The Society Phuket ขณะที่ WasteBuy Delivery รับหน้าที่ด้านการขนส่งและติดตามสถานะวัสดุรีไซเคิล
ส่วน GC YOUเทิร์น ทำหน้าที่บริหารจัดการพลาสติกใช้แล้ว โดยฝาขวดประเภท HDPE ถูกนำไปผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล PCR Rotomolding Compound ก่อนที่ปันปันเพลย์กราวด์และทีมออกแบบของแสนสิริ จะนำวัสดุไปขึ้นรูปเป็นเครื่องเล่นสำหรับสนามเด็กเล่น

ผลลัพธ์คือวัสดุที่เริ่มต้นจากการเป็น “ของเหลือทิ้ง” ในพื้นที่อยู่อาศัย สามารถเดินทางผ่านห่วงโซ่รีไซเคิลและกลับเข้าสู่พื้นที่ของโครงการอีกครั้งในรูปผลิตภัณฑ์ใหม่
ทำไม “ฝาขวด” จึงมีมูลค่ามากกว่าขยะชิ้นเล็ก
ฝาขวดจำนวนมากผลิตจากพลาสติก HDPE หรือ High-Density Polyethylene ซึ่งสามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ หากมีการคัดแยกและจัดการอย่างเหมาะสม
ในโครงการนี้ เม็ดพลาสติกรีไซเคิลถูกนำไปใช้ในกระบวนการ Rotational Molding หรือการขึ้นรูปแบบหมุน ซึ่งเหมาะกับการผลิตชิ้นงานพลาสติกกลวงและชิ้นงานที่ต้องการขึ้นรูปต่อเนื่อง จึงสามารถนำมาประยุกต์กับอุปกรณ์สนามเด็กเล่นได้
นี่ทำให้กรณีดังกล่าวแตกต่างจากการรณรงค์ “แยกขยะเพื่อรีไซเคิล” ทั่วไป เพราะมีการกำหนดปลายทางของวัสดุไว้ชัดเจนว่า เมื่อคัดแยกแล้วจะถูกนำไปผลิตเป็นอะไร และผลิตภัณฑ์นั้นกลับมาสร้างประโยชน์ให้ผู้ใช้งานต้นทางอย่างไร
แนวคิดนี้ใกล้เคียงกับ Closed-loop Circular Economy ซึ่งพยายามรักษามูลค่าของวัสดุให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจให้นานที่สุด แทนการใช้วัตถุดิบแล้วทิ้งตามระบบเศรษฐกิจเชิงเส้น หรือ Linear Economy
50,000 ฝา กับคำถามสำคัญกว่า “รีไซเคิลได้เท่าไร”
ข้อมูลจากแคมเปญระบุว่า สามารถรวบรวมฝาขวดพลาสติกใช้แล้วสะสม 50,000 ฝา คิดเป็นน้ำหนัก 206 กิโลกรัม พร้อมรายงานผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมว่า สามารถลดปริมาณขยะพลาสติกเหลือทิ้งกว่า 61 กิโลกรัม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 117 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือ kgCO2e

อย่างไรก็ตาม ในมุมของการวัดผลด้านความยั่งยืน ตัวเลขดังกล่าวควรพิจารณาควบคู่กับวิธีคำนวณ โดยเฉพาะ baseline ที่ใช้เปรียบเทียบ อัตราการสูญเสียของวัสดุในกระบวนการรีไซเคิล และ emission factor ที่ใช้ประเมินการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งข้อมูลต้นฉบับของโครงการยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเหล่านี้
ดังนั้น คุณค่าที่เห็นได้ชัดในระยะนี้จึงอยู่ที่ “ระบบ” มากกว่าปริมาณคาร์บอนเพียงตัวเลขเดียว นั่นคือการสร้างเส้นทางให้พลาสติกหลังการใช้งานสามารถเคลื่อนจากผู้บริโภค ผ่านระบบจัดเก็บและรีไซเคิล ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีผู้ใช้งานจริง
อสังหาริมทรัพย์มีข้อได้เปรียบอะไรในการสร้าง Circular Economy
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจสำหรับ Circular Economy เพราะผู้พัฒนาไม่ได้มีบทบาทเฉพาะตอนก่อสร้างและขายบ้าน แต่โครงการที่อยู่อาศัยยังเป็นพื้นที่ซึ่งเกิดการบริโภคและขยะต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
หากเชื่อมระบบบริหารโครงการ นิติบุคคล ลูกบ้าน จุดคัดแยก และผู้รับรีไซเคิลเข้าด้วยกัน โครงการที่อยู่อาศัยจึงสามารถกลายเป็น infrastructure ขนาดย่อมสำหรับการรวบรวมวัสดุหลังการบริโภคได้
ในกรณี Waste to WORTH ระบบดังกล่าวเริ่มตั้งแต่การสร้างพฤติกรรมแยกขยะของลูกบ้าน การมีจุดรับวัสดุ การจัดการโลจิสติกส์ การติดตามวัสดุ การรีไซเคิล และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้วัตถุดิบรีไซเคิลได้
หากขยายผลได้ สิ่งที่น่าจับตาจึงไม่ใช่จำนวนสนามเด็กเล่นเพียงอย่างเดียว แต่คือโมเดลนี้สามารถถูกทำซ้ำในหลายโครงการและรองรับวัสดุประเภทอื่นได้หรือไม่

3 โครงการแรก ทดสอบปลายทางของ Circular Economy
สนามเด็กเล่นจากวัสดุรีไซเคิลถูกติดตั้งและเปิดใช้งานแล้วใน 3 โครงการ ได้แก่ สิริ เพลส ราชพฤกษ์–ตัดใหม่, อณาสิริ ราชพฤกษ์–ตัดใหม่ และเมเบิล ราชพฤกษ์–ตัดใหม่
สำหรับแสนสิริ โครงการนี้ยังถูกวางให้อยู่ภายใต้ทิศทาง Net Zero 2050 ของบริษัท แต่หากมองในระดับอุตสาหกรรม ประเด็นที่มีความหมายมากกว่าคือการทดลองสร้าง “Green Ecosystem” ที่ต้องอาศัยผู้เล่นหลายธุรกิจตั้งแต่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้บริหารโครงการ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ผู้รีไซเคิล ไปจนถึงผู้ผลิตสินค้า
แนวทางนี้สอดคล้องกับทิศทางการจัดการขยะพลาสติกของประเทศไทยที่นำหลัก Circular Economy มาใช้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ โดย Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561–2573 วางเป้าหมายให้พลาสติกเป้าหมายถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ 100%
ในเชิงเศรษฐกิจ ประเด็นดังกล่าวมีขนาดใหญ่กว่าการจัดการขยะในแต่ละโครงการ เพราะกรมควบคุมมลพิษเคยประเมินว่า การดำเนินการตาม Roadmap สามารถลดพลาสติกที่ต้องนำไปกำจัดได้ประมาณ 780,000 ตันต่อปี ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการจัดการขยะประมาณ 3,900 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 1.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์
จาก Pilot Project สู่ Scale คือบทพิสูจน์ต่อไป
สนามเด็กเล่น 3 แห่งอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่จะบอกได้ว่าโมเดลนี้สร้างผลกระทบในระดับธุรกิจและสิ่งแวดล้อมได้มากเพียงใด คือความสามารถในการ “Scale”
โจทย์ต่อไปจึงอยู่ที่จำนวนโครงการที่สามารถนำระบบไปใช้ ปริมาณพลาสติกที่หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบได้จริง ต้นทุนการรวบรวมและโลจิสติกส์ สัดส่วนวัสดุที่สูญเสียระหว่างกระบวนการ คุณภาพและอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการวัด Carbon Footprint แบบตลอดวงจรชีวิต
หากต้นทุนและคุณภาพสามารถแข่งขันกับการใช้วัตถุดิบใหม่ได้ การคัดแยกขยะในโครงการที่อยู่อาศัยอาจเปลี่ยนจากกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ไปสู่ระบบจัดการทรัพยากรที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น
และนั่นคือบททดสอบสำคัญของ Circular Economy — ไม่ใช่เพียงพิสูจน์ว่าขยะ “ทำเป็นของใหม่ได้” แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ด้วยว่าโมเดลดังกล่าวสามารถทำซ้ำ ขยายขนาด และรักษาความคุ้มค่าทั้งด้านธุรกิจและสิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว

