TEI ชี้วิกฤตสิ่งแวดล้อมไทย–โลกทวีความรุนแรง โลกร้อน ขยะ PM 2.5 และความหลากหลายทางชีวภาพ เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต เผยไทยเจอโจทย์ใหญ่โรงงานสีเทา การจัดการกากของเสียอันตราย ต้องอาศัยทั้งนโยบายที่เข้มแข็งและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute: TEI) สรุปภาพรวมสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและระดับโลกจากการบรรยายเชิงวิชาการ พบว่า “ปัญหาสิ่งแวดล้อม” ถูกจัดเป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับโลกที่รุนแรงที่สุดในปัจจุบัน โดยใน 10 ความเสี่ยงสำคัญที่โลกกำลังเผชิญ มีประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมติดอันดับสูงถึง 5 ประเด็น ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความสูญเสียทางความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

โลกร้อนเร่งวิกฤต ระบบนิเวศโลก–ไทยเสี่ยงพัง
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อม หรือ TEI ระบุว่า ความพยายามของนานาชาติในการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก หลังจากปีที่ผ่านมาอุณหภูมิโลกเฉลี่ยได้ทะลุเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส อาจส่งผลให้แนวปะการังทั่วโลกถูกทำลายมากถึง 99% ซึ่งจะกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและความมั่นคงด้านอาหารของมนุษย์

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบเริ่มเห็นชัดจากเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี รวมถึงปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรีที่สูญเสียพื้นที่ชายฝั่งไปแล้วมากกว่า 22% ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเมืองหลวงที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งจากน้ำทะเลหนุน น้ำท่วม และอากาศสุดขั้ว
ขยะพลาสติก–PM 2.5 ปัญหาเรื้อรังที่กระทบสุขภาพ
ด้านมลพิษ ดร.วิจารย์ TEI ชี้ว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลิตขยะพลาสติกในปริมาณสูงระดับโลก ราว 2.3 ล้านตันต่อปี แต่สามารถจัดการได้อย่างถูกต้องเพียงประมาณ 25% เท่านั้น ปัจจุบันมีการตรวจพบไมโครพลาสติกปนเปื้อนในเลือดและเนื้อเยื่อของมนุษย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่องค์การสหประชาชาติให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ คนไทยยังสร้างขยะอาหารเฉลี่ยสูงถึง 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ขณะที่อุตสาหกรรมแฟชั่นแบบเร่งด่วน (Fast Fashion) กลายเป็นแหล่งกำเนิดขยะใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้ขยายวงจากกรุงเทพฯ และภาคเหนือ ไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สาเหตุหลักมาจากการเผาในพื้นที่เกษตรและป่าไม้ รวมถึงหมอกควันข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไทยยังมีข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายข้ามพรมแดนอย่างมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลคือการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น เช่น ปลาหมอคางดำ ซึ่งมีความทนทานและแพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทั้งแหล่งน้ำจืดและน้ำเค็ม ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังต้องเร่งอนุรักษ์สัตว์หายากใกล้สูญพันธุ์ อาทิ พะยูนในทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นสัตว์ที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากธนาคารโลก

SDGs ไทยอันดับดี แต่ยังมี “โซนสีแดง”
ในมิติการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ไทยอยู่ในอันดับที่ 43 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนในภาพรวม อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่อยู่ใน “โซนสีแดง” หรือยังไม่ผ่านเกณฑ์สำคัญ ได้แก่ ทรัพยากรทางทะเล (SDG 14) ทรัพยากรบนบก (SDG 15) และธรรมาภิบาลหรือการคอร์รัปชัน (SDG 16)
ด้านนโยบายรัฐ ประเทศไทยได้ปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้นจากปี 2065 เป็นปี 2050 ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนพบว่า สิ่งที่สังคมต้องการเร่งด่วนที่สุดคือ “กฎหมายอากาศสะอาด” (57%) รองลงมาคือการจัดการน้ำทั้งระบบ และการจัดการขยะอย่างครบวงจร

ปี 2026 ความท้าทายใหม่ ท่ามกลางปัญหาเดิมที่รุนแรงขึ้น
ดร.วิจารย์ TEI คาดว่า ในปี 2026 ปัญหาสิ่งแวดล้อมเดิมจะยังคงอยู่ แต่มีความรุนแรงมากขึ้น พร้อมปัจจัยใหม่อย่างการนำ AI มาใช้ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งแม้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคาดการณ์และวางแผน แต่ก็มีความเสี่ยงหากข้อมูลไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญโจทย์ใหญ่จากโรงงานสีเทา และการจัดการกากของเสียอันตราย ซึ่งต้องอาศัยทั้งนโยบายที่เข้มแข็งและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน



