ทรู คอร์ปอเรชั่น – NT สร้างความเชื่อมั่นผู้ใช้บริการ ยืนยันความพร้อมโครงข่ายอินเทอร์เน็ต รองรับทุกสถานการณ์ แม้เกิดความเสี่ยงจากเหตุเคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคตะวันออกกลาง NT มั่นใจโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไทยเสถียร แม้เคเบิลใต้น้ำบางพื้นที่มีความเสี่ยง พร้อมรับมือ 24 ชม.
คูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมตั้ง War Room ดูแลโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง โดยโครงสร้างเครือข่ายของทรูไม่ได้พึ่งพาเส้นทางเดียว แต่มีการกระจายการเชื่อมต่อหลายเส้นทาง และสามารถปรับเปลี่ยนการรับส่งข้อมูลได้แบบอัตโนมัติตามสถานการณ์
“ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าจะยังคงใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง”
6 จุดแข็งโครงข่ายทรู รองรับทุกวิกฤต
- โครงข่ายแยกจากพื้นที่เสี่ยง
ทรูใช้ระบบเคเบิลใต้น้ำ SJC2 (Southeast Asia–Japan Cable 2) เชื่อมสิงคโปร์–ญี่ปุ่น ซึ่งมีเส้นทางไม่ผ่านพื้นที่เสี่ยงในตะวันออกกลาง ทำให้ยังให้บริการได้ตามปกติ
- เส้นทางสำรองหลากหลาย (Network Redundancy)

มีการออกแบบโครงข่ายให้มีหลายเส้นทาง รองรับทั้ง transit และ peering ผ่านฮับสำคัญ เช่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ทำให้สามารถสลับเส้นทางได้ทันทีหากเกิดปัญหา
- พันธมิตรระดับโลกกว่า 30 ราย
ทรูเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตระดับโลก (Tier 1) มากกว่า 30 ราย และ transit อีก 9 ราย รองรับแบนด์วิดท์เพียงพอในทุกสถานการณ์
- พิสูจน์แล้วจากเหตุการณ์จริง
จากเหตุเคเบิลใต้น้ำหลายเส้นในอ่าวเปอร์เซีย เช่น SMW4, IMEWE, FALCON และ EIG ขัดข้องในปี 2568 ทรูยังให้บริการได้ต่อเนื่อง ไม่ได้รับผลกระทบ
- ทราฟฟิกพื้นที่เสี่ยงต่ำ
ปริมาณการใช้งานไปยุโรปและตะวันออกกลางมีไม่ถึง 5% ทำให้ความเสี่ยงต่อผู้ใช้งานในไทยอยู่ในระดับจำกัด
- มอนิเตอร์ 24 ชั่วโมง

ทีมงาน NT เฝ้าระวังโครงข่ายทั่วโลกแบบเรียลไทม์
NT มั่นใจโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไทยเสถียร แม้เคเบิลใต้น้ำบางพื้นที่มีความเสี่ยง พร้อมรับมือ 24 ชม.พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมความพร้อมโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศอย่างรอบด้าน รองรับทุกสถานการณ์ แม้เกิดเหตุที่อาจกระทบต่อเคเบิลใต้น้ำในบางพื้นที่ โดยยืนยันว่าผู้ใช้งานในประเทศไทยยังสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีเสถียรภาพ พร้อมดูแลให้บริการอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
NT ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศของประเทศ ได้วางมาตรการรองรับไว้อย่างครอบคลุม เพื่อรักษาคุณภาพการให้บริการให้ราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

โครงข่ายสำรองแข็งแกร่ง รองรับได้ทันที
NT บริหารจัดการทราฟฟิกผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำรวม 6 ระบบ ครอบคลุมทั้งเส้นทางภาคพื้นดินและทางทะเล หากเกิดเหตุขัดข้องในเส้นทางใด สามารถถ่ายโอนการใช้งานไปยังเส้นทางสำรองได้ทันที อีกทั้งยังมีการจัดเตรียมความจุโครงข่ายระหว่างประเทศล่วงหน้าในหลายเส้นทาง ช่วยกระจายทราฟฟิก ลดความเสี่ยงจากจุดขัดข้องเดียว และคงความต่อเนื่องของบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันมีเคเบิลเพียง 2 ระบบที่เชื่อมโยงผ่านพื้นที่เสี่ยง คิดเป็นทราฟฟิกไปยังยุโรปไม่ถึง 10% ของการใช้งานทั้งหมดของประเทศ จึงประเมินว่าผลกระทบจะอยู่ในวงจำกัด และสามารถบริหารจัดการได้ตามแผนสำรองที่เตรียมไว้
แผนรับมือเชิงรุก ลดผลกระทบผู้ใช้งาน
NT ยังเตรียมแผนรองรับผลกระทบทางอ้อม เช่น ความล่าช้าในการรับส่งข้อมูลในบางปลายทาง (Latency) โดยปรับเส้นทางการเชื่อมต่อและบริหารจัดการโครงข่ายอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ต่อเนื่องมากที่สุด
ทั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายของ NT ยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ
แม้สถานการณ์เคเบิลใต้น้ำในบางพื้นที่จะมีความเสี่ยง แต่โครงข่ายของ NT ยัง “เอาอยู่” ผู้ใช้งานไทยใช้งานได้ต่อเนื่องตามปกติ

