มหาวิทยาลัยมหิดล โดยโครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “ข้าวเกรียบว่าวผสมมันพื้นบ้านและโปรตีนแมลง” ต่อยอดภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตการเกษตรของชุมชน พร้อมตอบโจทย์เทรนด์อาหารแห่งอนาคต ที่ให้ความสำคัญกับโภชนาการ ความยั่งยืน และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
ผลงาน “ข้าวเกรียบว่าวผสมมันพื้นบ้านและโปรตีนแมลง” ผ่านการวิจัยและทดสอบจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ พร้อมยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญา และมีศักยภาพในการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนทั่วประเทศ
จากผืนดินอุดมสมบูรณ์ สู่การสร้างนวัตกรรมอาหารชุมชน
จังหวัดอำนาจเจริญเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญด้านการเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย โดยเฉพาะการผลิตข้าวอินทรีย์ที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ชุมชน และหน่วยงานในพื้นที่ ช่วยสร้างระบบการผลิตที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น
ทรัพยากรทางการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ดังกล่าว กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่เชื่อมโยงองค์ความรู้สมัยใหม่เข้ากับวัฒนธรรมการกินของท้องถิ่น

พลิกโฉม “ข้าวเกรียบว่าว” ขนมพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
ผู้ช่วยอาจารย์ ดร.พัชรี มะลิลา หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “ข้าวเกรียบว่าวผสมมันพื้นบ้านและโปรตีนแมลง”
แนวคิดสำคัญคือการยกระดับ “ข้าวเกรียบว่าว” ขนมพื้นบ้านที่ผลิตจากข้าวเหนียว ซึ่งแม้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย แต่มีข้อจำกัดด้านการบริโภคและการจัดจำหน่าย เนื่องจากมีขนาดใหญ่และมีลักษณะกรอบร่วน
ทีมวิจัยจึงปรับรูปแบบให้เป็นขนาดพอดีคำ พร้อมเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการจากวัตถุดิบท้องถิ่นและแหล่งโปรตีนทางเลือก เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน

ผู้ช่วยอาจารย์ ดร.พัชรี มะลิลา หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดล
จุดเด่นของมันพื้นบ้านและโปรตีนแมลง
ผลิตภัณฑ์ต้นแบบใช้ “มันพื้นบ้านสายพันธุ์ Dioscorea alata” เป็นส่วนผสมสำคัญ ทำให้เกิดสีม่วงตามธรรมชาติ และเพิ่มคุณค่าจากสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
ขณะเดียวกัน ได้เติม “ผงโปรตีนแมลง” ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 5 เพื่อเพิ่มสารอาหารสำคัญ โดยยังคงรักษากลิ่นและรสชาติของขนมดั้งเดิมไว้ได้อย่างลงตัว
การผสมผสานดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มของอุตสาหกรรมอาหารโลกที่ให้ความสำคัญกับแหล่งโปรตีนทางเลือก ซึ่งได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะอาหารแห่งอนาคตที่มีความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ผสานภูมิปัญญาชาวบ้านกับเทคโนโลยีการผลิต
กระบวนการผลิตยังคงยึดโยงกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชน โดยนำข้าวเหนียวและมันพื้นบ้านที่นึ่งแยกกันมาตำผสมในขณะที่ยังร้อน ผ่านการใช้เครื่องตำข้าวพลังมอเตอร์ที่ชุมชนสนับสนุน
จากนั้นเติมผงโปรตีนแมลง ปั้นเป็นแผ่นขนาด 2-3 เซนติเมตร ก่อนนำไปอบแห้งด้วยตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง และอบจนสุกกรอบก่อนบรรจุภัณฑ์
ผลลัพธ์ที่ได้คือข้าวเกรียบว่าวที่ยังคงเอกลักษณ์ความกรอบ แต่รับประทานง่ายขึ้น พร้อมรสชาติกลมกล่อมจากน้ำตาลอ้อยธรรมชาติที่ผ่านการแปรรูปน้อย
ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชนและอนุรักษ์ขนมไทยโบราณ
นอกจากการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตรแล้ว ผลงานดังกล่าวยังมีเป้าหมายในการอนุรักษ์ขนมไทยโบราณที่เริ่มหาทานได้ยาก ให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ได้มากขึ้น
ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญา และสามารถต่อยอดไปสู่การใช้พืชผลทางการเกษตรชนิดอื่นเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคต รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ล่าสุด ผลิตภัณฑ์ต้นแบบสามารถผ่านเข้าสู่รอบ 10 ผลงานสุดท้ายของการประกวดระดับภูมิภาค สะท้อนศักยภาพด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถเชื่อมโยงงานวิจัยกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม
วิจัยเพื่อสร้าง Real World Impact
มหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการสร้าง “Real World Impact” ผ่านงานวิจัยที่ตอบโจทย์ชุมชน สร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น และเปิดโอกาสให้ภูมิปัญญาไทยได้รับการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่
การผสานระหว่างข้าวเหนียว มันพื้นบ้าน และโปรตีนแมลง จึงไม่เพียงเป็นนวัตกรรมอาหารเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนในระยะยาว
ม.มหิดลพัฒนา “ข้าวเกรียบว่าวผสมมันพื้นบ้านและโปรตีนแมลง” ต่อยอดภูมิปัญญาไทย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจชุมชนและอาหารแห่งอนาคต อ่านเพิ่มเติ

