Tetra Pak ดันโมเดลผนึกพันธมิตร รีไซเคิลกล่อง สู่โมเดลธุรกิจหมุนเวียนไทย ขับเคลื่อนเป้าหมายใหญ่ลดคาร์บอนของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เผยโจทย์ยาก คือทำอย่างไรให้ “ขยะหลังการบริโภค” กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าได้จริง โดยไม่ต้องพึ่งเงินสนับสนุนตลอดไป
เป้าหมายลดคาร์บอนของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ไม่ได้จบแค่การใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน เพราะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากเกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์หลังผู้บริโภคใช้งาน
นี่ทำให้ Tetra Pak เลือกขยับอีกด้านของยุทธศาสตร์ในประเทศไทย ด้วยการสร้างเครือข่ายพันธมิตรตั้งแต่ “การเก็บ–รีไซเคิล–นำกลับไปใช้” เพื่อเปลี่ยนกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วให้กลับมาเป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรมอีกครั้ง
เบื้องหลังโมเดลนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความพยายามสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจที่เชื่อม Tetra Pak เข้ากับบริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด ในฐานะผู้รีไซเคิล และบริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง เพื่อพิสูจน์ว่า “ขยะบรรจุภัณฑ์” สามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบที่มีตลาดรองรับได้จริง
โมเดลดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อ Tetra Pak ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า 46% ภายในปี 2573 ก่อนมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2593

ลดคาร์บอน 34% แต่ Scope 3 ทำคนเดียวไม่ได้
รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ของ Tetra Pak ระบุว่า บริษัทลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่าได้แล้ว 34% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2562 ขณะที่การปล่อยจากการดำเนินงานภายในลดลง 56% และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 97%
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้โจทย์การลดคาร์บอนระยะต่อไปยากขึ้น เพราะการจัดการ Scope 1 และ Scope 2 ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัท แต่ Scope 3 เชื่อมโยงกับกิจกรรมนอกองค์กรและพันธมิตรจำนวนมาก
ปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท Tetra Pak (ประเทศไทย) อธิบายว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า ไม่สามารถเกิดจากบริษัทเพียงรายเดียว แต่ต้องมีกระบวนการคัดเลือกและทำงานกับพันธมิตรที่มีแนวทางชัดเจน รวมถึงช่วยให้พันธมิตรพัฒนาการดำเนินงานด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปพร้อมกัน
นี่เป็นเหตุผลที่ “Partner Ecosystem” กำลังกลายเป็นอีกกลไกสำคัญของยุทธศาสตร์ลดคาร์บอน

โมเดลไทย เริ่มตั้งแต่เก็บกล่อง ไม่ใช่แค่ตั้งโรงงานรีไซเคิล
หากมองเฉพาะปลายทาง การรีไซเคิลอาจดูเหมือนเป็นเรื่องของการนำกล่องใช้แล้วเข้าโรงงานแล้วแปรรูปเป็นวัสดุใหม่ แต่ในทางปฏิบัติ ห่วงโซ่ยาวกว่านั้นมาก
โมเดลที่ Tetra Pak พัฒนาขึ้นในประเทศไทยเริ่มตั้งแต่การสร้างเครือข่ายรวบรวมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและส่งต่อไปยัง Eco Friendly Thai เพื่อแยกเยื่อกระดาษออกจากพลาสติกและอะลูมิเนียม จากนั้นจึงพัฒนาคุณภาพเยื่อให้ตรงตามข้อกำหนดของผู้ใช้วัตถุดิบ
ปลายทางสำคัญรายหนึ่งคือ กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์กระเบื้องโอฬาร ซึ่งนำเยื่อที่ได้กลับไปใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ซีเมนต์

จุดสำคัญของโมเดลจึงไม่ใช่แค่ “รีไซเคิลกล่องได้” แต่ต้องทำให้เกิดวงจรที่มีทั้ง Supply ของกล่องใช้แล้ว โรงงานที่สามารถแปรรูป และ Demand จากผู้ผลิตที่พร้อมซื้อวัตถุดิบรีไซเคิลกลับไปใช้
ขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง วงจรไม่สามารถเดินต่อได้
จากไม่ถึง 100 ตัน สู่ 1,364 ตัน
หนึ่งในตัวเลขที่สะท้อนพัฒนาการของระบบคือปริมาณกล่องเครื่องดื่มที่ถูกนำกลับมารีไซเคิล ปฏิญญา ระบุว่า เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน ปริมาณการเก็บกล่องเครื่องดื่มในไทยอยู่ที่ไม่ถึง 100 ตันต่อปี ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 1,364 ตัน และคาดว่าปริมาณจะเพิ่มเป็นมากกว่า 2,000 ตัน
หากคิดเป็นอัตราการรีไซเคิล ระบบที่เริ่มต้นจากระดับใกล้ศูนย์สามารถเพิ่มขึ้นมาประมาณ 5% ภายใน 4-5 ปี แต่ในอีกด้าน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากล่องเครื่องดื่มส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังอยู่นอกระบบ
ปฏิญญา มองว่า หากมีโครงสร้างและกฎหมายเข้ามาสนับสนุน อัตราการจัดเก็บกล่องเครื่องดื่มในไทยอาจเพิ่มเป็นมากกว่า 20% ภายในอีก 5 ปี
โจทย์จึงไม่ใช่เพียงเพิ่มกำลังของโรงงานรีไซเคิล แต่ต้องเพิ่มปริมาณวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทางให้เพียงพอด้วย
คอขวดแรก ไทยยังขาด “ระบบเก็บ” ที่ทำให้คนอยากแยก
ประเด็นที่น่าสนใจจากโมเดลนี้คือ Tetra Pak ไม่ได้มองว่าปัญหาการรีไซเคิลของไทยเกิดจากผู้บริโภคไม่ตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว
ปฏิญญา มองว่า คอขวดที่สำคัญกว่าคือประเทศไทยยังไม่มีระบบจัดเก็บที่สะดวกและครอบคลุม รวมถึงขาดศูนย์คัดแยกวัสดุหมุนเวียนที่สามารถรวบรวมและเตรียมวัสดุให้พร้อมเข้าสู่โรงงานรีไซเคิล ต่างจาก Virgin Material ที่สามารถซื้อจากผู้ผลิตรายใหญ่ ขนส่งระหว่างโรงงาน และสร้าง Economy of Scale ได้ง่าย วัตถุดิบรีไซเคิลต้องเริ่มจากกล่องที่กระจายอยู่ตามครัวเรือน ร้านค้า และสถานที่ต่าง ๆ

ทุกตันที่ต้องการนำกลับมาใช้จึงมีต้นทุนตั้งแต่การเก็บ คัดแยก รวบรวม ขนส่ง ทำความสะอาด และแปรรูป
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Circular Economy ไม่สามารถขยายตัวด้วย “จิตสำนึกผู้บริโภค” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับพฤติกรรมดังกล่าวด้วย
คอขวดที่สอง กล่องที่กลับมา ไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมรีไซเคิล
เมื่อกล่องเดินทางถึงโรงงาน ปัญหาอีกชุดจึงเริ่มต้นขึ้น สมยศ วัฒน์พานิช กรรมการผู้จัดการ Eco Friendly Thai ระบุว่า วัตถุดิบจากกล่องเครื่องดื่มมีความยากในการจัดการ โดยเฉพาะเรื่องสิ่งปนเปื้อนและองค์ประกอบหลายชนิดในบรรจุภัณฑ์ เครื่องจักรเดิมของโรงงานไม่สามารถนำมาใช้กับวัตถุดิบประเภทนี้ได้ทั้งหมด จึงต้องปรับและออกแบบกระบวนการใหม่ผ่านการลองผิดลองถูก

หนึ่งในปัญหาคือ หากกระบวนการตีวัสดุทำให้เศษอะลูมิเนียมแตกกระจายและปะปนอยู่ในเยื่อมากเกินไป เยื่อดังกล่าวจะไม่ผ่านข้อกำหนดของลูกค้า โรงงานจึงต้องปรับตั้งแต่รูปแบบโรเตอร์และวิธีการตีวัสดุ เพื่อแยกองค์ประกอบออกจากกันให้ได้คุณภาพตามที่ผู้ซื้อปลายทางต้องการ
Tetra Pak เข้ามามีบทบาทในฐานะ “Enabler” ผ่านการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมแก้ปัญหากระบวนการกับโรงงานรีไซเคิล
นี่สะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า การมีโรงงานรีไซเคิลไม่ได้หมายความว่าวัสดุทุกชนิดที่เข้าโรงงานจะสามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรมที่ขายได้ทันที
คอขวดที่สาม รีไซเคิลได้ แต่ต้องมีคุณภาพพอให้โรงงานกล้าใช้
ความท้าทายถัดมาคือการทำให้ผู้ผลิตปลายทางยอมรับวัตถุดิบรีไซเคิล…สำหรับอุตสาหกรรมไฟเบอร์ซีเมนต์ เส้นใยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นส่วนประกอบ แต่ช่วยในกระบวนการขึ้นรูป เพิ่มความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และลดโอกาสที่ผลิตภัณฑ์จะแตกเสียหาย

กฤษณ์ เกรียวสกุล ผู้บริหาร บริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมา กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ใช้ Virgin Fiber ซึ่งเป็นเยื่อใยยาวจากไม้เมืองหนาวและต้องนำเข้าจากต่างประเทศ จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อพบว่าเยื่อจากกล่องเครื่องดื่มมีลักษณะเส้นใยยาวใกล้เคียงกับวัตถุดิบที่โรงงานใช้อยู่ จึงเริ่มทดลองนำมาใช้ทดแทน แต่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยสัดส่วนสูง
การพัฒนาเริ่มจากการทดลองในห้องปฏิบัติการที่ประมาณ 5% ก่อนค่อย ๆ เพิ่มสัดส่วนหลังผ่านการทดสอบกระบวนการและคุณภาพ
ปัจจุบันข้อมูลจากบริษัทระบุว่า เยื่อรีไซเคิลสามารถทดแทนเส้นใยใหม่ได้มากกว่า 20% โดยเฉลี่ยในกลุ่มผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ และในผลิตภัณฑ์บางประเภทสามารถเพิ่มสัดส่วนได้ถึง 30%
ผลลัพธ์ดังกล่าวมีความหมายมากกว่าการลดขยะ เพราะเท่ากับว่าวัตถุดิบที่เคยถูกทิ้งสามารถกลับมาแทนที่วัตถุดิบใหม่ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศได้บางส่วน
จาก 5% สู่ 30% ไม่ได้เกิดขึ้นในครั้งเดียว
เบื้องหลังการเพิ่มสัดส่วนเยื่อรีไซเคิลเป็นกระบวนการพัฒนาร่วมกันระหว่างผู้รีไซเคิลกับผู้ผลิต
ปัญหาสำคัญคือคุณภาพของเยื่อรีไซเคิลไม่สม่ำเสมอเท่า Virgin Fiber
นอกจากสิ่งปนเปื้อนแล้ว ยังต้องควบคุมองค์ประกอบอย่างแป้งหรือน้ำตาล เพราะหากมีมากเกินไปสามารถทำให้ปูนเซ็ตตัวช้า หรือเกิด Retardation และกระทบต่อความแข็งแรงของผลิตภัณฑ์
ค่า COD (Chemical Oxygen Demand — ความต้องการออกซิเจนทางเคมี) ในน้ำก็เป็นอีกตัวแปร เนื่องจากโรงงานไฟเบอร์ซีเมนต์มีการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ในกระบวนการ หากวัตถุดิบรีไซเคิลเพิ่มภาระ COD มากเกินไป ย่อมกระทบระบบการผลิตของโรงงาน
Eco Friendly Thai จึงต้องรับข้อมูลย้อนกลับจากกฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ แล้วนำกลับไปปรับกระบวนการผลิตเยื่อให้สอดคล้องกับค่าที่โรงงานปลายทางยอมรับได้
ในมุมนี้ “ความร่วมมือ” ไม่ได้หมายถึงการเซ็นข้อตกลงระหว่างบริษัท แต่เป็นการเปิดข้อมูลปัญหาจริงของแต่ละฝ่าย และปรับกระบวนการผลิตของตัวเองเพื่อให้ทั้งห่วงโซ่เดินต่อได้

รีไซเคิลไม่ได้แปลว่าถูกกว่า — ต้นทุนยังเป็นด่านสำคัญ
อีกความจริงของ Circular Economy คือวัสดุรีไซเคิลไม่ได้มีต้นทุนต่ำกว่า Virgin Material เสมอไป
ข้อมูลจากการถาม-ตอบระบุว่า ราคาเยื่อกระดาษมีความผันผวน ขณะที่ส่วนต่างต้นทุนระหว่างเยื่อใหม่กับเยื่อรีไซเคิลอยู่ประมาณ 30-40%
ผู้ผลิตยังมีต้นทุนจากการปรับกระบวนการ เช่น การใช้สารควบคุมฟองและสารอื่น ๆ เพื่อรักษาคุณภาพการผลิต
ขณะเดียวกัน Eco Friendly Thai ต้องแบกรับกระบวนการมากกว่าการใช้เยื่อใหม่ ตั้งแต่รับกล่องที่มีการปนเปื้อน ทำความสะอาด แยกองค์ประกอบ ปรับคุณภาพ ไปจนถึงควบคุมเยื่อให้ตรงตามข้อกำหนดของลูกค้าแต่ละประเภท
ดังนั้น การทำ Circular Economy ให้ยั่งยืนในเชิงธุรกิจจึงไม่สามารถวัดแค่ว่า “รีไซเคิลได้กี่ตัน” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า เมื่อขยายปริมาณแล้ว ต้นทุนตลอดห่วงโซ่สามารถแข่งขันกับวัตถุดิบใหม่ได้หรือไม่
ต้องมี “คนซื้อปลายทาง” วงจรถึงจะปิด
สิ่งที่ทำให้โมเดล Tetra Pak – Eco Friendly Thai – กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ น่าสนใจ คือการพยายามแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำพร้อมกัน
Tetra Pak ทำหน้าที่เชื่อม Ecosystem และสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ขณะที่ Eco Friendly Thai รับบทเปลี่ยนกล่องใช้แล้วให้กลับเป็นวัตถุดิบ และกฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ ทำหน้าที่สำคัญที่สุดในปลายทาง คือสร้าง Demand ด้วยการนำวัตถุดิบดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์
เพราะต่อให้ประเทศไทยสามารถเก็บกล่องกลับมาได้มากขึ้นและมีโรงงานรีไซเคิลเพียงพอ แต่หากวัสดุที่ผลิตออกมาไม่มีผู้ซื้อ Circular Economy ก็ไม่สามารถปิดวงจรได้
ปฏิญญา อธิบายหลักการนี้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ว่า ระบบหมุนเวียนที่สมบูรณ์ควรทำให้รายได้จากผลิตภัณฑ์ปลายทางสามารถกลับมาครอบคลุมต้นทุนของห่วงโซ่ ตั้งแต่การจัดเก็บไปจนถึงการแปรรูป
นี่คือเส้นแบ่งระหว่าง “โครงการรีไซเคิล” กับ “ธุรกิจรีไซเคิล”

Poly-Al อีกครึ่งของโจทย์ที่ยังต้องหาตลาด
แม้เยื่อกระดาษจากกล่องจะมีตลาดรองรับมากขึ้น แต่กล่องเครื่องดื่มไม่ได้ประกอบด้วยกระดาษเพียงอย่างเดียว หลังแยกเยื่อออกแล้ว ยังเหลือวัสดุผสมระหว่างพลาสติกและอะลูมิเนียม หรือ Poly-Al ที่ต้องหาวิธีนำกลับมาใช้ประโยชน์
ข้อมูลจากการเสวนาระบุว่า วัสดุส่วนนี้สามารถนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย แต่ปัญหาคือผลิตภัณฑ์บางประเภทยังไม่มีมาตรฐานอุตสาหกรรมรองรับ ทำให้การขายผ่านช่องทางตลาดทั่วไปทำได้ยาก แนวทางที่ดำเนินการอยู่จึงเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และทดสอบร่วมกับหน่วยงานวิจัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ก่อนจำหน่ายตรงให้ผู้ใช้งานจริง
กรณีนี้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า ปัญหาของ Circular Economy ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีรีไซเคิลเพียงจุดเดียว แต่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระบบจัดเก็บ มาตรฐานอุตสาหกรรม ไปจนถึงตลาดปลายทาง

โมเดลพันธมิตรช่วย Tetra Pak ลด Scope 3 อย่างไร
หากมองกลับมายังเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของ Tetra Pak โมเดลในประเทศไทยมีความสำคัญตรงที่บริษัทกำลังขยายการจัดการคาร์บอนออกจาก “รั้วบริษัท” ไปสู่ห่วงโซ่คุณค่า
บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า 46% ภายในปี 2573 ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ในการดำเนินงานภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593
การทำให้บรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบจึงมีความหมายสองด้าน
ด้านหนึ่งคือการลดปริมาณวัสดุที่ออกจากวงจรเศรษฐกิจ ขณะที่อีกด้านคือการสร้างวัตถุดิบรองที่สามารถทดแทนการใช้ทรัพยากรใหม่ในอุตสาหกรรมอื่น
แต่โมเดลไทยยังอยู่ในช่วงที่ต้องพิสูจน์ความสามารถในการ Scale Up
จากอัตราการรีไซเคิลราว 5% ไปสู่เป้าหมายที่คาดหวังมากกว่า 20% ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มจำนวนจุดรับกล่องสี่เท่า แต่ต้องขยายพร้อมกันทั้งระบบรวบรวม กำลังการคัดแยก คุณภาพวัตถุดิบ เทคโนโลยีรีไซเคิล และตลาดปลายทาง
บททดสอบต่อไป จาก “ความร่วมมือ” สู่ระบบที่เลี้ยงตัวเองได้
สิ่งที่โมเดลนี้พิสูจน์ได้ในเบื้องต้นคือ กล่องเครื่องดื่มใช้แล้วสามารถเดินทางจากมือผู้บริโภค ผ่านผู้รวบรวมและโรงงานรีไซเคิล ก่อนกลับเข้าสู่อุตสาหกรรมในฐานะวัตถุดิบใหม่ได้จริง
จากการทดลองเยื่อรีไซเคิลเพียง 5% สู่ระดับสูงสุด 30% ในผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ซีเมนต์บางประเภท และจากการเก็บกล่องไม่ถึง 100 ตัน สู่ 1,364 ตัน แสดงให้เห็นว่าระบบสามารถขยายตัวได้เมื่อมีผู้เล่นครบห่วงโซ่

แต่ความท้าทายระยะต่อไปใหญ่กว่าเดิม
ประเทศไทยยังต้องแก้ปัญหาระบบเก็บและคัดแยก ต้นทุนโลจิสติกส์ ความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ มาตรฐานผลิตภัณฑ์รีไซเคิล รวมถึงสร้าง Demand ที่มากพอให้โรงงานรีไซเคิลสามารถลงทุนและดำเนินธุรกิจได้โดยไม่ต้องพึ่งการสนับสนุนตลอดเวลา
สำหรับ Tetra Pak ความสำเร็จของโมเดลจึงอาจไม่ได้วัดเพียงจำนวนกล่องที่เก็บกลับมาได้ แต่ต้องวัดว่าเครือข่ายพันธมิตรสามารถเปลี่ยน “บรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค” ให้กลายเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และทำให้วงจรดำเนินต่อได้ด้วยตัวเองมากน้อยเพียงใด
เพราะเมื่อเป้าหมายการลดคาร์บอนเดินเข้าสู่ Scope 3 มากขึ้น บริษัทหนึ่งแห่งไม่สามารถไปถึง Net Zero ได้เพียงลำพัง
ความสามารถในการทำให้พันธมิตรทั้งห่วงโซ่เปลี่ยนไปพร้อมกัน จึงอาจเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญกว่าการลดคาร์บอนภายในองค์กรเสียอีก

