“ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์” นักวิจัยไทย เผยเส้นทางพัฒนาวัคซีนต้นแบบป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ASF จากแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จ พร้อมฝ่าฟันอุปสรรคด้านเทคโนโลยีและกฎหมาย เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมสุกรและสร้างความมั่นคงทางชีวภาพ
ในขณะที่โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) กำลังคุกคามอุตสาหกรรมสุกรไทยด้วยความเสียหายกว่า 1.5 แสนล้านบาทต่อปี ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ นักวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (สวทช.) ยังคงตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราจะช่วยเกษตรกรไทยและอุตสาหกรรมสุกรฟื้นตัวจากวิกฤตนี้ได้อย่างไร?”
“เมื่อเห็นฟาร์มขนาดเล็กล้มหายไปและครอบครัวเกษตรกรเสียอาชีพ นั่นคือแรงบันดาลใจให้ทีมวิจัยมุ่งมั่นพัฒนาวัคซีนต้นแบบ ASF”
จุดเริ่มต้น เข้าใจปัญหา ก่อนลงมือพัฒนา
ทีมวิจัยได้เริ่มต้นด้วยการศึกษาลึกถึง สาเหตุและวิธีการแพร่ระบาดของ ASF ทั้งทางคน แมลง อาหารปนเปื้อน และทางการหายใจ เพื่อสร้าง ฐานความรู้และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีพื้นฐาน ที่มั่นคง
นอกจากความรู้พื้นฐานแล้ว ทีมยังพัฒนา recombinant ASFV virus เป็นครั้งแรกในไทย เพื่อทำความเข้าใจกลไกไวรัสและเร่งกระบวนการคัดกรองยาหรือวัคซีน ตลอดจนสร้าง เซลล์ไลน์จากมาโครฟาจและเซลล์ไตสุกร ที่สามารถใช้เพาะเชื้อและผลิตวัคซีนต้นแบบในระดับขยายขนาด
“เราเปรียบเสมือนสร้าง ‘ห้องทดลองขนาดเล็ก’ ที่ทำให้สามารถทดลองและเรียนรู้ไวรัส ASF ได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว” ดร.ฌัลลิกาเล่าถึงจุดเริ่มต้น
การสร้างวัคซีนต้นแบบ: ความท้าทายและการทดสอบ
หลังจากสร้างแพลตฟอร์มพื้นฐาน ทีมวิจัยมุ่งไปที่ วัคซีนต้นแบบชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่สุด
“เราต้องมั่นใจว่าวัคซีนปลอดภัย แม้ใช้ในโดสสูง และสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้จริง การทดสอบต้องละเอียด ครอบคลุมทุกด้าน ตั้งแต่ความปลอดภัย ผลข้างเคียง ไปจนถึงการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน”
ผลการทดสอบในสุกรเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า วัคซีนต้นแบบสามารถป้องกันโรค ASF ได้ถึง 70–100% พร้อมความปลอดภัยที่เพียงพอ แม้วัคซีนยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน แต่ทีมวิจัยกำลัง หารือกับกรมปศุสัตว์และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมทดสอบใน ระดับฟาร์มจริง
แรงบันดาลใจและการสนับสนุน: พลังขับเคลื่อนความสำเร็จ
ดร.ฌัลลิกา กล่าวว่า การสนับสนุนจาก ทุนวิจัยและผู้เกี่ยวข้อง เป็นแรงผลักดันสำคัญ “เมื่อมีใครเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ นั่นคือแรงใจที่ทำให้ทีมอยากผลักดันงานให้ไปไกลที่สุด”

แรงบันดาลใจนี้ทำให้ทีมวิจัยไม่เพียงพัฒนาวัคซีน แต่ยังสร้าง แพลตฟอร์มเทคโนโลยีพื้นฐาน ที่สามารถต่อยอดไปสู่ การพัฒนาวัคซีนสัตว์และยาต้านไวรัสอื่นๆ ในอนาคต
อุปสรรคที่ยังต้องฝ่าฟัน
แม้วัคซีนต้นแบบจะประสบความสำเร็จ แต่ยังมีอุปสรรคที่ต้องแก้ไข
- โครงสร้างพื้นฐาน: ประเทศไทยยังไม่มีโรงงานหรือห้องปฏิบัติการ มาตรฐาน GMP สำหรับการขึ้นทะเบียนวัคซีน
- กฎหมายและระเบียบ: ต้องปรับแก้กฎหมายเพื่อให้การพัฒนาวัคซีนรวดเร็วขึ้นและนำไปใช้ได้จริง
“นี่คือบททดสอบต่อไปของเรา การพัฒนาไม่ใช่แค่เรื่องวิทยาศาสตร์ แต่ยังต้องฝ่าฟันโครงสร้างและระบบกฎหมายด้วย” ดร.ฌัลลิกา กล่าว
นี่คือ เส้นทางการพัฒนาวัคซีน ASF ของนักวิจัยไทยเริ่มจาก แรงบันดาลใจจากเกษตรกรและอุตสาหกรรมสุกรที่เสียหาย ผ่านกระบวนการเรียนรู้และสร้างเทคโนโลยีพื้นฐาน จนได้ วัคซีนต้นแบบที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผล ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญอุปสรรคด้านโครงสร้างและกฎหมาย การเดินทางนี้สะท้อนให้เห็นถึง ความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ในการสร้างความมั่นคงทางชีวภาพให้ประเทศ

