แสนสิริ เผยความคืบหน้าของโครงการ “Zero Dropout : เด็กทุกคนต้องได้เรียน” ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ. 2565–2568) และสามารถยกระดับจากโครงการ CSR ในจังหวัดเดียว สู่การเป็น โมเดลต้นแบบนโยบายการศึกษาของประเทศ
3 ปีของการทดลองเชิงระบบในจังหวัดราชบุรี
โครงการ Zero Dropout เริ่มต้นนำร่องใน จังหวัดราชบุรี โดยแสนสิริร่วมขับเคลื่อนกับ กระทรวงศึกษาธิการ และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มุ่งแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการให้ทุนหรือความช่วยเหลือระยะสั้น
ตลอดระยะเวลาโครงการ สามารถช่วยเหลือ เด็กและเยาวชนกว่า 13,500 คน ตั้งแต่ช่วงปฐมวัยจนถึงอายุ 24 ปี ทั้งในและนอกระบบการศึกษา ผ่านกลไกสำคัญ เช่น

- โมเดล 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ
- ทุนรอยต่อช่วง ป.6 และ ม.3
- อาสาสมัคร 3 พลัง และระบบ Case Manager
- ศูนย์การเรียนสร้างโอกาส
- โมเดลชีวิตเด็กนอกระบบ
- แนวคิด Learn to Earn ร่วมกับสถานประกอบการในพื้นที่

เปลี่ยนทั้งระบบการศึกษาในระดับจังหวัด
มากกว่าตัวเลขผู้ได้รับการช่วยเหลือ สิ่งที่โครงการราชบุรี Zero Dropout สร้างขึ้นคือ “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ของทั้งจังหวัด โดยมีความคืบหน้าที่เห็นผลชัดเจน ได้แก่
โรงเรียน 332 แห่ง ในจังหวัดราชบุรี ปรับสู่การจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ครบ 100% เปิดโอกาสให้เด็กที่ต้องทำงาน เด็กยากจน หรือเด็กที่มีภาระครอบครัว สามารถเรียนจบได้จริง
จัดตั้ง ศูนย์การเรียนสร้างโอกาสแห่งแรกของจังหวัด เพื่อรองรับเด็กกลุ่มพิเศษ เช่น เด็กพิการ เด็กไร้สัญชาติ และเด็กที่เคยหลุดจากระบบ

พัฒนาระบบ ฐานข้อมูลเด็กหลุดจากการศึกษา ที่สามารถระบุตัวตนและใช้ร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อไม่ให้เด็กคนใดตกหล่นจากสายตาของระบบ
เสริมพลัง ชุมชน 10 พื้นที่นำร่อง ให้สามารถออกแบบแผนป้องกันเด็กหลุดจากการศึกษาด้วยตนเอง และดูแลต่อเนื่องในระยะยาว
จากราชบุรี สู่ “Thailand Zero Dropout”
ความสำเร็จในระดับจังหวัด ได้ต่อยอดสู่ระดับประเทศ โดยโครงการ Zero Dropout ถูกนำไปพัฒนาเป็น โมเดลต้นแบบนโยบาย “Thailand Zero Dropout” ที่มุ่งให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศไม่หลุดจากระบบการศึกษา ผ่านการทำงานเชิงรุกระดับจังหวัด และการมีส่วนร่วมของชุมชน
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญ คือการจัดทำ คู่มือการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นด้วยโมเดล 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ สำหรับสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งได้ประกาศใช้เป็นแนวทางอย่างเป็นทางการทั่วประเทศในปี 2568 รวมถึงการพัฒนา หลักสูตรถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้แก่ครู ผู้ดูแลเด็ก และผู้สนใจด้านการศึกษา
ภาคเอกชนกับบทบาท “ผู้ออกแบบเชิงระบบ”
สมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตัวเลขเด็กกว่า 13,500 คนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่สิ่งที่มีคุณค่ากว่าคือ “ระบบ” ที่จังหวัดราชบุรีสามารถสร้างขึ้นได้ ทั้งระบบข้อมูล กลไกการทำงานระดับจังหวัด ครูที่จัดการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น และชุมชนที่ลุกขึ้นมาดูแลลูกหลานของตนเอง

แสนสิริยังเป็นภาคเอกชนรายแรกที่สนับสนุนการศึกษาในรูปแบบ นวัตกรรมทางการเงิน ด้วยการออกหุ้นกู้เพื่อลงทุนด้านการศึกษา รวมมูลค่า 100 ล้านบาท เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน
“เราไม่ได้มองโครงการนี้เป็นเพียง CSR แต่เป็นต้นแบบนโยบายสาธารณะที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้จริง เมื่อโครงการสิ้นสุด กลไกที่สร้างไว้ยังคงเดินต่อไปได้ และกำลังขยายผลในระดับประเทศ” สมัชชากล่าว
ความสำเร็จของ ราชบุรี Zero Dropout สะท้อนแนวคิด CSR ยุคใหม่ของแสนสิริ ที่ขยับบทบาทจาก “ผู้บริจาค” สู่การเป็น ผู้ร่วมออกแบบโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ร่วมกับภาครัฐและชุมชน และนำผลลัพธ์ไปต่อยอดเป็นนโยบายระดับชาติได้จริง

