STA – STGT เดินต่อโครงการ “ศรีตรัง Go Green ร่วมฟื้นฟู Blue Carbon สู่ความยั่งยืน” เป็นปีที่ 2 สะท้อนทิศทางใหม่ภาคธุรกิจไทย ที่กำลังให้ความสำคัญกับ “Blue Carbon” กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้าน ESG และการรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ระหว่างวันที่ 6-7 มิถุนายน 2569 กลุ่มบริษัทศรีตรัง นำโดย บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) (STA) และ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (STGT) นำผู้บริหารและพนักงานจิตอาสากว่า 60 คน ลงพื้นที่ชุมชนบ้านดอนหารและชุมชนก้าวเจริญ อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อดำเนินกิจกรรมฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งร่วมกับสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 4 และกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลบ้านดอนหาร
Blue Carbon คืออะไร และเหตุใดภาคธุรกิจจึงให้ความสำคัญมากขึ้น
Blue Carbon คือคาร์บอนที่ถูกกักเก็บในระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง เช่น ป่าชายเลน หญ้าทะเล และพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง ซึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากชี้ว่ามีศักยภาพในการดูดซับและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้สูงกว่าระบบนิเวศบนบกหลายเท่า
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด Blue Carbon กลายเป็นประเด็นสำคัญในแวดวง ESG เนื่องจากสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการลดคาร์บอน การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การเพิ่มผลผลิตประมง และการสร้างรายได้ให้ชุมชนชายฝั่ง

3 กลไกหลักที่ศรีตรังใช้ขับเคลื่อนโครงการ
โครงการปี 2569 มุ่งเน้นการดำเนินงานผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่
1. ฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล
หญ้าทะเลถือเป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่มีประสิทธิภาพสูงในการกักเก็บคาร์บอน อีกทั้งยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนที่สำคัญต่อห่วงโซ่อาหารทางทะเล
2. เพิ่มความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
กิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำถูกออกแบบเพื่อช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและเพิ่มศักยภาพทรัพยากรประมงในพื้นที่
3. ติดตามและประเมินผล
จุดที่น่าสนใจคือการกำหนดแผนติดตามการเติบโตของหญ้าทะเลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเก็บข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์และประเมินผลลัพธ์ในระยะยาว ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ESG ที่ให้ความสำคัญกับการวัดผลมากกว่าการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์

ตัวเลขสำคัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดอนสัก
การดำเนินงานในจังหวัดสุราษฎร์ธานีประกอบด้วย ผู้บริหารและพนักงานจิตอาสาเข้าร่วมกว่า 60 คน ปลูกป่าชายเลนจำนวน 400 ต้น ปล่อยพันธุ์ปลาเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล เก็บและคัดแยกขยะชายหาดตามมาตรฐาน ICC Card
นอกจากนี้ ยังมอบถุงมือยางซาโตรี่ 10,000 ชิ้น ให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลปากแพรก และมอบอุปกรณ์กีฬา มูลค่า 5,000 บาท ให้โรงเรียนวัดสิงขร

Blue Carbon กำลังเปลี่ยนบทบาท ESG ของภาคอุตสาหกรรม
ในอดีต กิจกรรมปลูกป่าหรือเก็บขยะมักถูกจัดอยู่ในหมวด CSR แต่การเพิ่มองค์ประกอบด้านการติดตามผล การเก็บข้อมูลเชิงระบบ และการฟื้นฟูแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ ทำให้โครงการลักษณะนี้เริ่มขยับเข้าสู่กรอบ ESG ที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้น
สำหรับบริษัทจดทะเบียน การมีข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่สามารถวัดผลและติดตามได้ อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินความยั่งยืนในอนาคต

แรงกดดันใหม่ต่ออุตสาหกรรมยางและการส่งออก
อุตสาหกรรมยางธรรมชาติและถุงมือยางเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เผชิญแรงกดดันจากมาตรการสิ่งแวดล้อมของตลาดโลกมากขึ้น โดยเฉพาะจากยุโรปและประเทศคู่ค้าหลัก
การลงทุนในโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภาพลักษณ์องค์กร แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานและการเข้าถึงตลาดในระยะยาว
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กลับสู่ชุมชน
นอกจากมิติการลดคาร์บอน การฟื้นฟูหญ้าทะเลและป่าชายเลนยังเชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจฐานราก เนื่องจากเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมง

ผศ.ดร. พรเทพ วิรัชวงศ์ หัวหน้าสาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ระบุว่า การฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลจะช่วยเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ สนับสนุนห่วงโซ่คุณค่าของชุมชน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจทั้งด้านอาหารทะเลและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
ESG ต้องเชื่อมโยงทั้งธุรกิจและชุมชน
วีรสิทธิ์ สินเจริญกุล Group CEO of Sri Trang Group กล่าวว่า โครงการฟื้นฟู Blue Carbon สะท้อนเป้าหมายการดูแลห่วงโซ่ธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยครอบคลุมทั้งการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับชุมชน
ขณะที่ตัวแทนผู้บริหารจาก STA และ STGT ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน พร้อมยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระดับองค์กร

ก้าวต่อไปของโครงการ
โครงการ “ศรีตรัง Go Green ร่วมฟื้นฟู Blue Carbon สู่ความยั่งยืน” เป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานในปี 2568 ที่เกาะลิบงและชุมชนหาดมดตะนอย จังหวัดตรัง
สำหรับปี 2569 กลุ่มบริษัทได้เริ่มกิจกรรมรอบแรกที่เกาะลิบงเมื่อวันที่ 17-19 เมษายน และมีแผนติดตามการเติบโตของหญ้าทะเลเป็นประจำทุกเดือน เพื่อประเมินผลการฟื้นฟูในระยะยาว
ประเด็นสำคัญของโครงการนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนต้นไม้ที่ปลูกหรือกิจกรรมจิตอาสาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสะท้อนแนวโน้มใหม่ของภาคธุรกิจไทยที่เริ่มหันมาลงทุนใน “ทุนธรรมชาติ” (Natural Capital) มากขึ้น
เมื่อมาตรฐาน ESG และข้อกำหนดด้านคาร์บอนกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก โครงการ Blue Carbon อาจไม่ใช่เพียงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การแข่งขันทางธุรกิจที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทั้งต่อองค์กร ชุมชน และระบบนิเวศในระยะยาว

