ซีพีแรม ลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการจัดการคาร์บอน ควบคู่กับการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน สะท้อนทิศทางใหม่ของภาคอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องปรับตัวรับแรงกดดันด้าน ESG และเป้าหมาย Net Zero
การขับเคลื่อนล่าสุดผ่านโครงการ “ชุมชนคนปลอดขยะ Zero Waste Zero ปีที่ 2” ที่จังหวัดสมุทรปราการ ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมระดับชุมชน แต่ยังสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวของธุรกิจอาหารในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในอนาคต
กลยุทธ์ความยั่งยืน จากกิจกรรมชุมชนสู่เป้าหมาย Net Zero
ซีพีแรมจัดกิจกรรม “ชุมชนคนปลอดขยะ Zero Waste Zero ปีที่ 2” ณ ชุมชนคลองบางกอบัว คุ้งบางกระเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ โดยเปิดพื้นที่ให้พนักงานจิตอาสาและชุมชนร่วมเรียนรู้ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่
1. การทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
2. การพายเรือปลูกต้นไม้ในคลองบางกอบัว เพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ชุมชน
3. การเรียนรู้การจัดการขยะที่วัดจากแดง ถ่ายทอดแนวทางการคัดแยกและบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ

กิจกรรมดังกล่าวเชื่อมโยงกับเป้าหมายการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) และการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่หลายองค์กรกำลังใช้เพื่อขยายผลด้าน ESG จากภายในองค์กรสู่ภาคชุมชน
ซีพีแรมกับความท้าทายด้านคาร์บอน เมื่อ Scope 3 กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญ
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ ซีพีแรมได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ครบทั้ง 3 Scope
ความสำคัญของ Scope 3 หาก Scope 1 คือการปล่อยก๊าซจากการดำเนินงานโดยตรง และ Scope 2 คือการใช้พลังงานไฟฟ้า Scope 3 คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ การขนส่ง ผู้ผลิตคู่ค้า ไปจนถึงการจัดจำหน่าย

สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร Scope 3 มักเป็นสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนที่สูงที่สุด และเป็นประเด็นที่นักลงทุน สถาบันการเงิน รวมถึงลูกค้ารายใหญ่ในต่างประเทศให้ความสำคัญมากขึ้น
“การลดก๊าซเรือนกระจกและการสร้างชุมชนที่น่าอยู่ ต้องเริ่มต้นจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน และซีพีแรมพร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero”
การให้ความสำคัญกับ Scope 3 สะท้อนว่าการจัดการคาร์บอนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในโรงงาน แต่ขยายไปสู่การบริหารจัดการซัพพลายเชนทั้งระบบ
ผลตอบแทน ลงทุนกว่า 200 ล้านบาทในพลังงานสะอาด
อีกหนึ่งข้อมูลสำคัญคือการลงทุนด้านพลังงานสะอาดของซีพีแรมมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท ตัวเลขสำคัญที่น่าสนใจ คือ
- ติดตั้ง Solar Rooftop ในโรงงาน 7 แห่งทั่วประเทศ
- ใช้แผงโซลาร์เซลล์กว่า 16,000 แผง
- ครอบคลุมพื้นที่กว่า 34,315 ตารางเมตร

- กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 7,200 กิโลวัตต์
- ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 8,520 เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี
- ลดต้นทุนพลังงานได้ประมาณ 17 ล้านบาทต่อปี
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 4,700 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
- เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 499,000 ต้น
ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่มีความผันผวน การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นเครื่องมือบริหารต้นทุนระยะยาว

สำหรับผู้ผลิตอาหารที่มีการใช้พลังงานสูง ทั้งกระบวนการผลิต การแช่เย็น และโลจิสติกส์ การลดต้นทุนพลังงานสามารถส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการรักษาอัตรากำไรในระยะยาว
CPRAM Green Life กับบทบาทการเพิ่มพื้นที่สีเขียว
นอกจากการลดคาร์บอนจากภาคพลังงาน ซีพีแรมยังเดินหน้าโครงการ CPRAM Green Life #ปลูกเพื่อโลกยั่งยืน ซึ่งผลการดำเนินงานปัจจุบัน ได้แก่
- ปลูกต้นไม้แล้วกว่า 66,000 ต้น
- แจกต้นกล้าไม้มากกว่า 88,000 ต้น
- ตั้งเป้าขยายผลรวม 120,000 ต้นภายในปี 2030
โครงการดังกล่าวเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) หลายด้าน ได้แก่
- SDG 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- SDG 14 การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล
- SDG 15 การอนุรักษ์ระบบนิเวศบนบก
- SDG 17 การสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

อุตสาหกรรมอาหารไทยกำลังเข้าสู่ยุคแข่งขันด้านคาร์บอน
ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว แนวโน้มการกำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลกกำลังเพิ่มความเข้มข้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหารและเกษตร การที่ผู้ผลิตรายใหญ่เริ่มวัดและบริหารการปล่อยคาร์บอนครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน อาจกลายเป็นแรงกดดันให้ผู้ประกอบการรายอื่นต้องยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานตามไปด้วย
ซัพพลายเชนจะถูกตรวจสอบมากขึ้น เมื่อองค์กรขนาดใหญ่ให้ความสำคัญกับ Scope 3 คู่ค้าและผู้ส่งมอบวัตถุดิบจะถูกคาดหวังให้มีการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนและปรับปรุงประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ผู้บริโภคได้รับผลทางอ้อม แม้ผู้บริโภคอาจไม่ได้เห็นผลทันที แต่แนวทางลดการใช้พลังงาน การจัดการขยะ และการใช้พลังงานหมุนเวียน มีแนวโน้มช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของราคาและคุณภาพสินค้าในอนาคต
การขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนของซีพีแรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ESG และ Net Zero ไม่ได้เป็นเพียงวาระด้านภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงาน ความสามารถในการแข่งขัน และการเข้าถึงตลาดในอนาคต
การลงทุนกว่า 200 ล้านบาทในพลังงานสะอาด การบริหารคาร์บอนครบทั้ง 3 Scope และเป้าหมายปลูกต้นไม้ 120,000 ต้นภายในปี 2030 จึงเป็นสัญญาณสำคัญของทิศทางที่อุตสาหกรรมอาหารไทยกำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

