การบังคับใช้ Thailand Taxonomy กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากกฎเกณฑ์ด้านสภาพภูมิอากาศ การเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว และความคาดหวังของผู้บริโภครุ่นใหม่
เวที Green Up 2026 ที่จัดขึ้นโดยแสนสิริ จึงไม่ได้สะท้อนเพียงแนวทางด้าน ESG ของบริษัทเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ภาคการเงิน ไปจนถึงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่กำลังเร่งปรับตัวรับกติกาเศรษฐกิจสีเขียวชุดใหม่ของประเทศ
Thailand Taxonomy กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของธุรกิจไทย
หนึ่งในประเด็นสำคัญของงาน Green Up 2026 คือการเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจรับมือกับ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ซึ่งขยายขอบเขตมาครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
สาระสำคัญของมาตรฐานดังกล่าว คือการกำหนดกรอบกลางว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจประเภทใดถือว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” และสามารถเข้าถึงเงินทุนสีเขียวได้อย่างโปร่งใส

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวว่ ESG ไม่ใช่เพียงทางเลือกหรือ CSR อีกต่อไป แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน นักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศใช้เกณฑ์ความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดสรรเงินทุน”
มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า Thailand Taxonomy กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “แนวปฏิบัติสมัครใจ” ไปสู่ “มาตรฐานการแข่งขัน” ของธุรกิจไทยในอนาคต
แสนสิริเดิมพันระยะยาวด้วย ESG ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ข้อมูลจากบริษัทระบุว่า แสนสิริดำเนินกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนผ่านแนวคิด 3 Green Framework
1. Green Procurement บริหารจัดการการจัดซื้อจัดจ้างที่คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
2. Green Construction พัฒนาแนวทางก่อสร้างที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
3. Green Architecture & Design ออกแบบอาคารโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการใช้ทรัพยากร
ปัจจุบันบริษัททำงานร่วมกับคู่ค้ากว่า 4,000 ราย ในห่วงโซ่อุปทาน
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญคือการนำ Emission Intensity หรือค่าความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตร มาใช้เป็นตัวชี้วัดหลักในการพัฒนาโครงการ โดยอ้างอิงเส้นทางลดคาร์บอนของประเทศ (Decarbonization Pathway) และได้รับการรับรองจาก Bureau Veritas
Green Finance กลายเป็นสมรภูมิใหม่ของธุรกิจอสังหาฯ
การเข้าถึงเงินทุนอาจเป็นตัวชี้ขาดผู้ชนะในอนาคต แสนสิริ มองว่า Thailand Taxonomy ไม่ใช่เพียงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่ ได้รับอนุมัติ Green Loan มูลค่า 4,000 ล้านบาท เป็นผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยรายแรกที่ออก Green Bond และนำเงินทุนไปใช้พัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำและต้นแบบ Sustainable Home
ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า องค์กรที่ปรับตัวสู่ความยั่งยืนก่อน จะได้เปรียบในการเข้าถึง Green Financing และลดความเสี่ยงจากมาตรการคาร์บอนระดับสากลในอนาคต
- ผู้บริโภคได้อะไรจาก Thailand Taxonomy?
แม้ Thailand Taxonomy จะดูเป็นเรื่องของนักลงทุนและภาคธุรกิจ แต่ผลกระทบปลายทางกลับเชื่อมโยงถึงผู้บริโภคโดยตรง ข้อมูลที่ถูกนำเสนอในงานระบุว่า โครงการที่ผ่านเกณฑ์ด้านประสิทธิภาพพลังงานสามารถช่วยลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 25-35% ช่วยลดค่าไฟฟ้าระยะยาว และเพิ่มมาตรฐานการอยู่อาศัยด้านสุขภาวะและสิ่งแวดล้อม
สำหรับกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ซึ่งกำลังเป็นกำลังซื้อหลักของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ปัจจัยด้านความยั่งยืนเริ่มถูกนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อบ้านและคอนโดมากขึ้น
- ใครได้ประโยชน์ และใครต้องเร่งปรับตัว?
ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ – ผู้ประกอบการที่สามารถปรับโครงการให้สอดคล้องกับ Thailand Taxonomy ได้เร็ว จะมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำก่อนคู่แข่ง
ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง – ผู้ผลิตวัสดุที่มีข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นต์ชัดเจน หรือสามารถพิสูจน์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ จะได้รับความได้เปรียบในการเข้าสู่ Supply Chain ของผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่
SME ในห่วงโซ่อุปทาน – กลุ่มนี้อาจเผชิญแรงกดดันมากที่สุด เนื่องจากต้องลงทุนด้านระบบข้อมูล การวัดผลคาร์บอน และมาตรฐาน ESG เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากสามารถปรับตัวได้สำเร็จ ก็จะมีโอกาสเข้าถึงตลาดใหม่และแหล่งทุนสีเขียวมากขึ้น
Biodiversity กำลังเป็นเทรนด์ ESG ระลอกใหม่
นอกจากเรื่องคาร์บอน งาน Green Up 2026 ยังส่งสัญญาณถึงประเด็นใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก คือ Biodiversity หรือความหลากหลายทางชีวภาพ
แสนสิริ ประกาศเตรียมเปิดตัวโครงการ Biodiversity Flagship ภายในปลายปี 2569 ทั้งในรูปแบบแนวราบและแนวสูง แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนระดับโลกที่เริ่มให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
สาระสำคัญของ Green Up 2026 ไม่ได้อยู่ที่การจัดงานฟอรัมเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทยสู่ยุคที่ Thailand Taxonomy, ESG และ Green Finance กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขัน
สำหรับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบตลาดใหม่ โดยผู้ประกอบการที่สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม จะมีโอกาสเข้าถึงทั้งเงินทุน นักลงทุน และผู้บริโภคได้มากกว่าในระยะยาว

