คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เดินหน้าสู่ “ทันตกรรมสีเขียว” นำเทคโนโลยีสแกนช่องปาก ภาพ 3 มิติ และ AI เข้ามาช่วยวางแผนจัดฟันเฉพาะบุคคล ลดการใช้วัสดุและขยะจากกระบวนการรักษา พร้อมชี้โจทย์ใหญ่ Digital Dentistry ต้องมองความยั่งยืนตลอดวงจร ตั้งแต่ต้นทางถึงการกำจัดวัสดุ โดยเฉพาะพลาสติกจากเครื่องมือจัดฟันแบบใส รวมถึงความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วย
วันที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมกลายเป็นความท้าทายระดับโลก การสร้างรอยยิ้มที่ดีอาจต้องก้าวไปไกลกว่าการดูแลสุขภาพช่องปาก ด้วยการลดผลกระทบต่อโลกควบคู่กันไป
คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นำแนวคิด “ทันตกรรมสีเขียว” (Green Dentistry) เข้ามาประยุกต์ใช้ทั้งในการเรียนการสอนและการให้บริการทางทันตกรรม โดยเฉพาะงานด้านทันตกรรมจัดฟัน พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและลดการใช้ทรัพยากร
ศาสตราจารย์คลินิก ทันตแพทย์หญิงนิตา วิวัฒนทีปะ อาจารย์ทันตแพทย์ประจำภาควิชาทันตกรรมจัดฟัน คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุถึงบทบาทของภาควิชาในการประยุกต์แนวคิด Green Dentistry เข้ากับการเรียนการสอนและบริการทันตกรรมจัดฟันของโรงพยาบาลทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยเทคโนโลยีกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการรักษา

จาก “พิมพ์ปาก” สู่ Digital Scan ลดวัสดุ ลดพื้นที่จัดเก็บ
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจาก การพิมพ์ปากแบบดั้งเดิมสู่เทคโนโลยีดิจิทัลสแกนช่องปาก (Intraoral Scanning)
ในอดีต กระบวนการพิมพ์ปากจำเป็นต้องใช้วัสดุสำหรับสร้างแบบพิมพ์ฟัน และเมื่อจำนวนผู้รับบริการเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือวัสดุเหลือทิ้ง รวมถึงความต้องการพื้นที่สำหรับจัดเก็บแบบพิมพ์ฟันที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลา
การนำ Intraoral Scanning เข้ามาใช้จึงช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าว ทั้งในด้านการใช้วัสดุ การจัดเก็บ และการจัดการของเสีย ขณะเดียวกัน ข้อมูลดิจิทัลยังสามารถส่งต่อระหว่างทีมทันตแพทย์ได้สะดวกมากขึ้น
ประเด็นนี้มีความสำคัญกับงานทันตกรรมจัดฟัน ซึ่งอาจต้องอาศัยความร่วมมือของทันตแพทย์จากหลายสาขา ตั้งแต่การวางแผนรักษา การผลิตอุปกรณ์จัดฟัน ไปจนถึงการติดตามผลการรักษา
ดึงภาพ 3 มิติผสาน AI วิเคราะห์ฟัน-ขากรรไกร-ใบหน้า
อีกก้าวของ Digital Dentistry คือการนำ เทคโนโลยีถ่ายภาพ 3 มิติ มาทำงานร่วมกับ เทคโนโลยีประมวลผลภาพและการวินิจฉัยด้วยปัญญาประดิษฐ์ (CAD/AI & Imaging)
เทคโนโลยีดังกล่าวมีบทบาทในการช่วยวิเคราะห์โครงสร้างของฟัน กระดูกขากรรไกร และใบหน้า ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการวางแผนรักษา และช่วยสนับสนุนการให้บริการ ทันตกรรมจัดฟันเฉพาะบุคคล (Personalized Orthodontics) ให้สอดคล้องกับลักษณะและความต้องการของผู้รับบริการแต่ละรายมากขึ้น
การนำข้อมูลดิจิทัล ภาพ 3 มิติ และ AI มาประกอบการวางแผนรักษา ไม่เพียงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางทันตกรรม แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับประสิทธิภาพในการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการ
เทคโนโลยีสูงขึ้น ไม่ได้หมายความว่า “ขยะ” จะหายไป
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์คลินิก ทันตแพทย์หญิงนิตา ให้มุมมองว่า การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการทางทันตกรรมจะกลายเป็น Green Dentistry โดยอัตโนมัติ หัวใจสำคัญยังอยู่ที่การพิจารณาผลกระทบของวัสดุและเทคโนโลยีตั้งแต่ “จุดกำเนิด” ไปจนถึง “จุดสิ้นสุด” ของการใช้งาน เพราะหากลดของเสียในขั้นตอนหนึ่ง แต่สร้างของเสียรูปแบบใหม่ในอีกขั้นตอนหนึ่ง ก็อาจไม่ตอบโจทย์ความยั่งยืนอย่างแท้จริง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ วัสดุจัดฟันแบบใส (Clear Aligner) ซึ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและภาพพิมพ์ 3 มิติเข้ามาช่วยในการผลิต
แม้กระบวนการดังกล่าวสามารถลดวัสดุเหลือทิ้งจากการพิมพ์ปากแบบเดิม แต่เมื่อมองตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ยังมีโจทย์เรื่อง วัสดุโพลิเมอร์จากอุปกรณ์จัดฟันแบบใสที่รอการกำจัด หลังสิ้นสุดการใช้งาน
จึงกลายเป็นอีกคำถามสำคัญของวงการทันตกรรมยุคใหม่ว่า จะบริหารจัดการวัสดุเหล่านี้อย่างไร เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Dentistry เดินหน้าไปพร้อมกับ Environmental Sustainability ได้จริง

Digital Dentistry ต้องไม่มองข้าม “ความปลอดภัยข้อมูล”
อีกด้านหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลคือ Data Security และความปลอดภัยของข้อมูลผู้รับบริการ
แม้การจัดเก็บและบริหารข้อมูลผ่านระบบดิจิทัลจะช่วยลดการใช้กระดาษ เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล และสามารถนำข้อมูลไปสนับสนุนการให้บริการ การเรียนการสอน และการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ประโยชน์ดังกล่าวมาพร้อมความเสี่ยงใหม่
หากระบบรักษาความปลอดภัยไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ การรั่วไหลของข้อมูลย่อมสามารถสร้างผลกระทบต่อผู้รับบริการได้
ดังนั้น การพัฒนาทันตกรรมดิจิทัลจึงต้องให้ความสำคัญทั้ง ประสิทธิภาพการรักษา ความยั่งยืน และความปลอดภัยของข้อมูล ไปพร้อมกัน
Teledentistry ลดการเดินทาง แต่ไม่ใช่คำตอบแทนการตรวจโดยทันตแพทย์
ขณะเดียวกัน ทันตกรรมทางไกล (Teledentistry) เป็นอีกเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมโยงกับแนวคิด Green Dentistry ได้ โดยเฉพาะศักยภาพในการลดการเดินทางของผู้รับบริการ และช่วยลดความหนาแน่นของผู้เข้ารับบริการภายในโรงพยาบาลทันตกรรม
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์คลินิก ทันตแพทย์หญิงนิตา ย้ำว่า Teledentistry ไม่ควรถูกนำมาใช้ทดแทนการตรวจทางคลินิกอย่างเต็มรูปแบบ
ผู้รับบริการทางทันตกรรมยังมีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจและดูแลโดยตรงจากทันตแพทย์อย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถประเมินภาวะทางทันตกรรมได้อย่างรอบด้านและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
“Green Dentistry” เมื่อรอยยิ้มของคน ต้องไปพร้อมกับสุขภาพของโลก
ทิศทางของทันตกรรมยุคใหม่จึงอาจไม่ได้วัดความก้าวหน้าจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองไปถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการรักษา
ตั้งแต่การลดวัสดุสิ้นเปลือง การใช้ Intraoral Scanning ทดแทนการพิมพ์ปาก การนำภาพ 3 มิติและ AI มาช่วยวิเคราะห์และวางแผนรักษา ไปจนถึงการจัดการขยะจากวัสดุโพลิเมอร์ ความปลอดภัยของข้อมูล และการใช้ Teledentistry อย่างเหมาะสม
ทั้งหมดสะท้อนโจทย์สำคัญของ “ทันตกรรมสีเขียว” ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการลดขยะ แต่คือการออกแบบระบบบริการทางทันตกรรมให้เทคโนโลยี สุขภาพของผู้รับบริการ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมสามารถเดินหน้าไปด้วยกันอย่างสมดุล

