แสนสิริ ผนึกกำลัง ไร่แสนชัย – บีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ ต่อยอดแนวทางความยั่งยืนสู่ระดับชุมชน เปิด “ศูนย์เรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร” Fit Harvest” หวังผลักดันสู่วิสาหกิจเพื่อสังคม สร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกร นำนวัตกรรม “Biochar” ฟื้นป่า สร้างรายได้ 3 เท่า ดัน Specialty Coffee ไทยสู่ตลาด 3 หมื่นล้าน พร้อมปั้นเป็นโมเดลต้นแบบธุรกิจเพื่อสังคมของไทย ประเดิมพื้นที่ 16 ไร่ อ.กัลยาณิวัฒนา เชียงใหม่
สมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริ (Sansiri) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย ESG (Environmental, Social, and Governance) อย่างเข้มข้น ล่าสุดเปิดตัวโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมแห่งความยั่งยืน “ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร” ที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยพื้นที่เริ่มต้น 16 ไร่ พร้อมประกาศยกระดับบริษัทผู้ดำเนินงานไปสู่การเป็น “วิสาหกิจเพื่อสังคม” (Social Enterprise – SE) ภายใน 1–2 ปีข้างหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าทุกผลกำไรจะถูกส่งกลับไปพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
โครงการนี้ไม่เพียงเป็นเพียงการทำ CSR ทั่วไป แต่คือการเปลี่ยนผ่านสู่การแก้ปัญหาวาระแห่งชาติอย่าง PM 2.5 และขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในเชิงต้นน้ำ ผ่านกลไกทางธุรกิจที่ชัดเจน โดยมี กาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลง

กลไกการขับเคลื่อน 3 ภาคีผู้เชี่ยวชาญ สร้างโมเดล SE ยั่งยืน
โครงการของแสนสิริถูกออกแบบมาให้เป็น “แพลตฟอร์มต้นแบบ” ในการสร้างแรงดูดดันเชิงบวก โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญตลอดห่วงโซ่อุปทานของกาแฟ
- แสนสิริ: ผู้ริเริ่มและผู้สนับสนุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการวางแผนธุรกิจตามแนวทาง SE
- ไร่แสนชัย: ตัวแทนเกษตรกรต้นแบบ (Upstream) ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้การปลูกกาแฟให้ อยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมบูรณ์ สอดคล้องกับพระราชดำริฯ
- Beans Coffee Roaster: ผู้เชี่ยวชาญด้านกลางน้ำและปลายน้ำ ที่เข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการแปรรูปให้ได้มาตรฐาน Specialty Coffee และการเชื่อมโยงสู่ตลาดโลก

หัวใจของโมเดล SE คือ บริษัทที่ตั้งขึ้นนี้ มีพันธกิจชัดเจนว่าจะ ไม่มุ่งหวังกำไรส่วนบุคคล โดยตั้งเป้าหมายปรับเปลี่ยนสถานะเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างเป็นทางการภายในปี 2026-2027 เพื่อให้แน่ใจว่ากำไรทั้งหมด จะถูกนำกลับไปใช้ในการขยายผลโครงการ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และพัฒนาชุมชนต่อไป
ฟื้นป่า หยุดเผา คืนความภาคภูมิให้คนคืนถิ่น
โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงการดำเนินงานด้าน ESG ที่เป็นรูปธรรมและวัดผลได้ โดย สมัชชา กล่าวว่า หนึ่งในแกนหลักการทำงานด้าน ESG ของแสนสิริ ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี คือ การดูแล 4 เสาหลัก ได้แก่ ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และสังคม ตอกย้ำแนวคิดมุ่งสร้างทุกวันให้ยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อสังคมที่ดี ชุมชนแข็งแรง แต่ละโปรเจกต์ที่ทำ จะทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

สำหรับโครงการนี้ ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจน คือ มิติด้านสิ่งแวดล้อม (E: Environmental) ที่สามารถแก้ปัญหา PM 2.5 ได้ตั้งแต่ต้นเหตุ จากกาแฟที่เป็นพืชเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นคำตอบในการแก้ปัญหาใหญ่ของภาคเหนือหยุดการเผาไร่ การปลูกกาแฟพิเศษสามารถทำได้โดย ไม่ต้องเผาไร่ ซึ่งแตกต่างจากพืชเชิงล้มลุก ต้นกาแฟมีรากที่ลึก ช่วยยึดหน้าดิน ลดความเสี่ยงดินโคลนถล่ม และสามารถปลูกใต้ไม้ใหญ่ (Under Shade) ช่วยฟื้นฟูพื้นที่ป่า และชะลอการไหลของน้ำป่า
เมื่อผนวกเข้ากับนวัตกรรม Biochar ซึ่งจะนำเข้ามาใช้ในปี 2028 เทคโนโลยี Biochar เป็นนวัตกรรมที่ช่วยดูดซับน้ำและลดการพึ่งพาน้ำฝน มาใช้ในการจัดการสวนกาแฟ เพื่อให้การทำเกษตรบนพื้นที่สูงมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น
ส่วนมิติสังคม (S: Social) จากการเน้นปลูกกาแฟชนิดพิเศษ และสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ จะเป็นการสร้างมูลค่า พร้อมกับเพิ่มโอกาสตลาดกาแฟไทย ที่ปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึงเกือบ 30,000 ล้านบาทต่อปี โดยปัจจุบัน ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้ากาแฟมากถึง 60,000 ตันต่อปี โครงการนี้จึงเป็นโอกาสในการดึงมูลค่ากลับเข้าประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิต
มิติทางเศรษฐกิจ เกษตรกรที่หันมาปลูกกาแฟพิเศษ สามารถจะมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าหรือมากกว่า เมื่อเทียบกับการปลูกกาแฟทั่วไป เนื่องจากผลผลิตมีราคาสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก นอกจากนี้ โครงการยังช่วยสร้างอาชีพที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน เป็นความหวังในการแก้ไขปัญหาการขาดเยาวชนคนรุ่นใหม่ ทำให้คนรุ่นหลังสามารถกลับมาอยู่กับครอบครัว พ่อแม่ ปู่ย่า และ กลับมาช่วยรักษาป่า ฟื้นฟูเศรษฐกิจของท้องถิ่น

แผนงาน 5 ปี (2025-2030): จากเมล็ดพันธุ์สู่โมเดลแห่งชาติ
แสนสิริได้วางโรดแมป 5 ปีที่ชัดเจน เพื่อพิสูจน์ความยั่งยืนของโมเดลนี้
ปี 2026 : เริ่มปลูกกาแฟพันธุ์ดีในพื้นที่นำร่อง 16 ไร่ (ประมาณเดือน พ.ค.2026) พัฒนาเป็น แหล่งเรียนรู้ ให้เกษตรกรในกัลยาณิวัฒนา
ปี 2027 : ขยายองค์ความรู้ ดึงดูดเกษตรกรจาก นอกพื้นที่ เข้ามาศึกษาการปลูกกาแฟสายพันธุ์ใหม่
ปี 2028 : เน้นการตรวจสอบสายพันธุ์ ที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และเริ่มใช้เทคโนโลยี Biochar
ปี 2029 : ต้นกาแฟเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่ พัฒนาสินค้าพิเศษท้องถิ่น และสร้างเครือข่ายพิเศษในต่างประเทศ
ปี 2030 : โมเดล SE ครบวงจรสำเร็จ เป็น โมเดลต้นแบบยั่งยืน ที่ภาคธุรกิจและสังคมสามารถนำไปขยายผลต่อได้
โครงการศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจรของแสนสิริ จึงเป็นมากกว่าการทำธุรกิจ แต่เป็นการสร้าง แรงกระเพื่อมเชิงบวก ให้สังคมเห็นว่าการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

