TTB ชูกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อผ่านแนวคิด Risk-Based Pricing ใช้ข้อมูลเครดิตเป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยแทนการพิจารณาจากระดับรายได้เพียงอย่างเดียว พร้อมขยายโครงการ “โค้ชปลดหนี้” และจับมือพันธมิตรภาคเอกชน ยกระดับวินัยทางการเงินของพนักงาน
การขยับครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังสะท้อนทิศทางการแข่งขันของธุรกิจธนาคารในยุคที่การบริหารความเสี่ยงและคุณภาพลูกหนี้ กลายเป็นปัจจัยสำคัญมากกว่าการเร่งขยายพอร์ตสินเชื่อเพียงอย่างเดียว
TTB เปลี่ยนแนวคิดปล่อยสินเชื่อ จาก “รายได้” สู่ “พฤติกรรมเครดิต”
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ใหม่ คือการนำคะแนนเครดิตจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) มาใช้กำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบุคคล แนวทางนี้ แตกต่างจากรูปแบบเดิมที่ตลาดสินเชื่อมักกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับรายได้ของผู้กู้ ส่งผลให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินดี แม้มีรายได้ไม่สูง อาจได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับความเสี่ยงมากขึ้น
ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี (ttb) ระบุว่า หลังเปิดใช้โมเดล Risk-Based Pricing มี
- ลูกค้าเข้าร่วมกว่า 23,000 ราย วงเงินสินเชื่อรวมประมาณ 4,100 ล้านบาท
- อัตราการอนุมัติสินเชื่อเพิ่มขึ้น 15%
- ลูกค้าคุณภาพดีเพิ่มขึ้นประมาณ 20%
- ลูกค้าได้รับดอกเบี้ยเฉลี่ยลดลงประมาณ 5% และบางรายลดลงสูงสุดถึง 8%

จาก “แก้หนี้” สู่ “ปรับพฤติกรรม”
นอกจากการปรับเงื่อนไขสินเชื่อ ฐากร มองว่า การลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาหนี้ระยะยาว ธนาคารจึงพัฒนา “Financial Health Check” และโครงการ “โค้ชปลดหนี้” เพื่อช่วยให้ลูกหนี้วิเคราะห์รายรับ รายจ่าย กระแสเงินสด และวางแผนปรับพฤติกรรมการใช้เงิน
ปัจจุบันมีผู้เข้ารับการตรวจสุขภาพทางการเงินแล้วกว่า 144,000 คน พร้อมสร้างโค้ชอาสาภายในองค์กรจำนวน 110 คน ที่ให้คำปรึกษาแก่ผู้มีปัญหาทางการเงินทั้งพนักงานและองค์กรพันธมิตร

ผลลัพธ์ที่เริ่มเห็น
- จากผู้เข้ารับคำปรึกษาประมาณ 560 ราย
- 56% สามารถกลับมามีกระแสเงินสดเป็นบวก
- เตรียมขยายบริการไปยังพนักงานของกลุ่ม MBK
- อยู่ระหว่างหารือกับเครือโรงพยาบาลเพื่อขยายโครงการเพิ่มเติม

“รวบหนี้” ยังเป็นเครื่องมือหลักในการลดภาระดอกเบี้ย
ก่อนจะมาถึงแนวคิด Risk-Based Pricing ธนาคารใช้โครงการรวบหนี้เป็นกลไกช่วยลูกค้าปรับโครงสร้างภาระหนี้ โดยนำสินเชื่อดอกเบี้ยสูงมาเปลี่ยนเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า
- รวบหนี้แล้วกว่า 77,700 บัญชี
- วงเงินรวมประมาณ 21,500 ล้านบาท
- ช่วยลดภาระดอกเบี้ยสะสมให้ลูกค้าประมาณ 3,100 ล้านบาท

โครงการช่วยลูกหนี้ยังเน้น “รักษาคุณภาพสินเชื่อ”
ภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งดำเนินการร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ฐากร กล่าวว่า สามารถช่วยลูกค้าได้แล้วกว่า 77,000 ราย ปรับโครงสร้างหนี้รวม 41,000 ล้านบาท และลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการมีอัตราไหลเป็นหนี้เสีย (NPL) ต่ำกว่า 5% หลังดำเนินโครงการประมาณหนึ่งปี
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น อาจช่วยลดความเสี่ยงของคุณภาพสินเชื่อในระบบได้ดีกว่าการรอให้ลูกหนี้ผิดนัดชำระก่อนเข้าสู่กระบวนการแก้ไข
โมเดลนี้อาจเปลี่ยนการแข่งขันของธุรกิจธนาคาร หากแนวทาง Risk-Based Pricing ได้รับการนำไปใช้ในวงกว้าง การแข่งขันของธนาคารอาจเปลี่ยนจากการเสนออัตราดอกเบี้ยแบบเดียวกัน ไปสู่การแข่งขันด้านการบริหารข้อมูลเครดิตและการวิเคราะห์ความเสี่ยงของลูกค้า
นั่นหมายความว่า ธนาคารที่สามารถประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำกว่า จะมีโอกาสปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าคุณภาพดีในอัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังสามารถควบคุมความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อได้ดีกว่าเดิม
ในส่วนของผู้บริโภค ผู้กู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดีอาจได้รับประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง
ในอีกด้านหนึ่ง แนวทางดังกล่าวทำให้ “คะแนนเครดิต” มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการเข้าถึงสินเชื่อ ผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องรักษาวินัยทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการชำระหนี้ตรงเวลา การหลีกเลี่ยงการก่อหนี้เกินความสามารถ และการบริหารภาระหนี้ให้เหมาะสม

เปลี่ยนผ่านการแข่งขันด้านราคา สู่การแข่งขันด้านคุณภาพข้อมูล-การบริหารความเสี่ยง
นอกจากนี้ การผลักดันให้ธนาคารอื่นใช้แนวคิดเดียวกัน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพข้อมูลและการบริหารความเสี่ยง หากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลต่อทั้งตลาดสินเชื่อบุคคล สินเชื่อทะเบียนรถ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ ที่สามารถกำหนดราคาตามระดับความเสี่ยงของลูกค้าได้อย่างละเอียดมากขึ้น
ฐากร กล่าวว่า ต่อไปนี้คนทำดีต้องได้ดี คนที่เครดิตดี ควรได้รับดอกเบี้ยที่ดีกว่า การลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่สามารถแก้หนี้ได้ สิ่งสำคัญคือการปรับโครงสร้างหนี้และปรับพฤติกรรมทางการเงิน
สาระสำคัญของทั้งสองประโยคสะท้อนว่า TTB พยายามเปลี่ยนบทบาทของธนาคารจาก “ผู้ปล่อยสินเชื่อ” ไปสู่ “ผู้บริหารสุขภาพทางการเงิน” ของลูกค้า ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เริ่มเห็นในหลายตลาดการเงินทั่วโลก และอาจกลายเป็นทิศทางการแข่งขันใหม่ของอุตสาหกรรมในระยะยาว
การประกาศยุทธศาสตร์ของ TTB ครั้งนี้ มีนัยสำคัญมากกว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ เพราะสะท้อนการปรับแนวคิดของธนาคารจากการเติบโตผ่านการขยายสินเชื่อ ไปสู่การยกระดับคุณภาพลูกหนี้และการบริหารความเสี่ยงในระยะยาว
หากแนวทาง Risk-Based Pricing และโครงการสร้างวินัยทางการเงินสามารถขยายผลในอุตสาหกรรมได้จริง อาจเป็นอีกก้าวหนึ่งของการเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันในตลาดสินเชื่อไทย และช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภครักษาประวัติเครดิตของตนเองมากขึ้น

