MALEE ประกาศยุทธศาสตร์ ESG สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของผู้ผลิตเครื่องดื่มสู่ธุรกิจด้านสุขภาพและวัตถุดิบมูลค่าสูง โดยใช้ทรัพยากรทางการเกษตรเหลือใช้เป็นฐานในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ มากกว่าการแข่งขันในตลาดน้ำผลไม้เพียงอย่างเดียว
MALEE ปรับเกมธุรกิจ จากผู้ผลิตเครื่องดื่มสู่ Global Wellbeing Company
บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ประกาศใช้กลยุทธ์ ESG เป็นกลไกหลักในการสร้างการเติบโต (Growth Engine) พร้อมตั้งเป้าปรับองค์กรจากธุรกิจเครื่องดื่มผลไม้ภายใต้แนวคิด Beyond Fruit ไปสู่การเป็น Global Wellbeing Company ภายในปี 2571 สอดรับอุตสาหกรรมทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญกับ Circular Economy, Wellness และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษวัสดุทางการเกษตร
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์คือการนำทรัพยากรเกษตรเหลือใช้ (Agricultural By-products) มาพัฒนาผ่านกระบวนการ Upcycling และงานวิจัยด้าน Deep Tech เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม แทนการพึ่งพารายได้จากเครื่องดื่มเพียงกลุ่มเดียว
การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนทิศทางที่ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายกำลังขยายเข้าสู่ธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงกว่า เช่น Functional Ingredients, Active Ingredients และ Wellness Technology
ผลิตภัณฑ์ใหม่เกิดจาก “ของเหลือ” ในภาคเกษตร
ผ่านบริษัท Malee Applied Sciences (MAS) มาลีพัฒนาวัตถุดิบออกฤทธิ์สำหรับอุตสาหกรรมเวชสำอางจากทรัพยากรเหลือใช้หลายชนิด ได้แก่
- เปลือกมะพร้าว
- พัฒนาเป็นสารออกฤทธิ์ภายใต้แบรนด์ ACNOTRIX® สำหรับช่วยลดการอักเสบ ลดแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว และลดวงจรการเกิดสิว โดยบริษัทระบุว่ามีผลการทดสอบทางคลินิกในมนุษย์
- เปลือกส้มเขียวหวาน
- พัฒนาเป็น ORENIX® ซึ่งใช้สาร Hesperidin ร่วมกับระบบนำส่งระดับนาโน เพื่อออกฤทธิ์ต่อกลไกการสร้างเม็ดสีเมลานินและดูแลปัญหาฝ้า กระ และจุดด่างดำ
- เปลือกและเหง้าสับปะรด
- สกัดเอนไซม์ Bromelain ผ่านเทคโนโลยี Encapsulation เพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดความมันได้นานถึง 8 ชั่วโมง และลดการอักเสบจากแสงแดด โดยบริษัทระบุว่ามีผลการทดสอบทางคลินิก
- เปลือกเงาะ
- นำมาพัฒนาเป็นสารออกฤทธิ์ผ่านเทคโนโลยี CAPSEAL2X เพื่อช่วยลดริ้วรอย กระชับรูขุมขน และบริษัทระบุว่าพบการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวในอาสาสมัครภายใน 14 วัน

ESG ถูกยกระดับจาก “ต้นทุน” สู่ “แหล่งรายได้”
จุดที่น่าสนใจของแผนธุรกิจครั้งนี้ คือการเปลี่ยนบทบาทของ ESG จากการเป็นมาตรการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม มาเป็นโมเดลสร้างธุรกิจใหม่
การนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและสุขภาพ ทำให้ของเหลือที่เคยมีมูลค่าต่ำสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลายเท่า หากสามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตเวชสำอางระดับสากล
ในมุมธุรกิจ แนวทางนี้ยังช่วย
- กระจายแหล่งรายได้จากธุรกิจเครื่องดื่ม
- เพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าสูง (High Value Products)
- ลดความผันผวนของราคาวัตถุดิบเกษตร
- สร้างโอกาสส่งออกในตลาด Wellness และ Longevity
ตลาดเครื่องดื่มกำลังแข่งขันด้วย “นวัตกรรม” มากกว่าราคา
การเติบโตของตลาดเครื่องดื่มในประเทศเริ่มอยู่ในช่วงอิ่มตัว ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายมองหารายได้จากธุรกิจใหม่ที่ใช้ฐานวัตถุดิบเดิมต่อยอด
กรณีของ MALEE แสดงให้เห็นแนวโน้มที่ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มอาจขยายเข้าสู่ตลาด
Functional Ingredients
Nutraceuticals
Cosmeceuticals
Wellness Platform
ซึ่งมีอัตราการเติบโตและอัตรากำไรสูงกว่าสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป
เกษตรกรอาจได้รับประโยชน์จากการเพิ่มมูลค่าของผลผลิต
หากโมเดล Upcycling ขยายตัวในเชิงพาณิชย์ ของเหลือจากภาคเกษตร เช่น เปลือกผลไม้ อาจกลายเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ แทนที่จะเป็นของเสีย
สิ่งนี้อาจช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลดปริมาณของเสีย และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างอุปสงค์จากตลาดโลก และการขยายกำลังการผลิตในระดับอุตสาหกรรม
ตลาดเวชสำอางไทยมีผู้เล่นรายใหม่เพิ่มขึ้น
การเข้าสู่ธุรกิจวัตถุดิบออกฤทธิ์ของ MALEE อาจทำให้การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ผลิตเครื่องดื่ม แต่ขยายไปสู่ผู้ผลิตสารสกัดธรรมชาติ บริษัทชีววิทยาศาสตร์ และผู้ผลิตวัตถุดิบเครื่องสำอางทั้งในและต่างประเทศ
หากสามารถสร้างความน่าเชื่อถือด้านงานวิจัยและการรับรองมาตรฐานสากลได้ ก็อาจเพิ่มโอกาสในการส่งออกเทคโนโลยีและวัตถุดิบจากประเทศไทย

MALEE กำหนดเป้าหมาย ESG พร้อมกรอบเวลาที่ชัดเจน ได้แก่ Carbon Neutrality ปี 2030, Net Zero Greenhouse Gas Emission ปี 2050, Zero Waste to Landfill ภายใน 1–3 ปี โดยใช้มาตรการต่างๆ ประกอบด้วย การลงทุนระบบ Solar Cell ในโรงงาน การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) การลดการใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ที่มี Carbon Footprint สูง และผลักดันโครงการ Zero Waste to Landfill
ด้านสังคม บริษัทระบุว่าจะพัฒนาองค์ความรู้ด้านเกษตรยั่งยืน สนับสนุนเกษตรกรและคู่ค้า ขณะที่ด้านธรรมาภิบาลจะมุ่งบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างโปร่งใสให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs)
เอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า พันธกิจ ESG ของมาลีกรุ๊ปไม่ได้หยุดอยู่ที่การเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรเหลือใช้ แต่ต้องการสร้างคุณค่าตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาผลผลิต ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสำหรับผู้บริโภค พร้อมผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก
ประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจของ MALEE จากผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคไปสู่ผู้พัฒนาเทคโนโลยีและวัตถุดิบด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า
หากบริษัทสามารถสร้างรายได้จากธุรกิจวัตถุดิบออกฤทธิ์และขยายตลาดต่างประเทศได้ตามแผน ยุทธศาสตร์ ESG อาจกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่ช่วยลดการพึ่งพาตลาดเครื่องดื่มในระยะยาว ขณะเดียวกันก็สะท้อนแนวโน้มที่ ESG กำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ต้นทุนของธุรกิจ” ไปสู่ “เครื่องยนต์การเติบโต” สำหรับผู้ประกอบการที่สามารถต่อยอดนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาได้

