เปิดรายงานความยั่งยืนปี 2025 Trip.com Group เดินเกม “คน–ชุมชน–โลก–พันธมิตร” ควบคู่ธุรกิจท่องเที่ยว ประกาศสิทธิลาบิดาแบบได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ 20 วันทั่วโลก พร้อมเดินหน้า Net Zero หลังเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกผ่านการรับรอง SBTi และตั้งกองทุนนวัตกรรมท่องเที่ยว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกกำลังเผชิญโจทย์ที่มากกว่าการเติบโตของจำนวนนักเดินทาง เมื่อทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คุณภาพชีวิตของแรงงาน การกระจายรายได้สู่ชุมชน และเทคโนโลยี กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจท่องเที่ยวในระยะยาว
Trip.com Group ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ระดับโลก เผยรายงานความยั่งยืนประจำปี 2025 พร้อมประกาศเพิ่มสิทธิ วันลาบิดาแบบได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ 20 วัน สำหรับพนักงานชายทั่วโลก เพื่อให้สามารถลาไปดูแลบุตรหลังคลอดโดยยังได้รับค่าจ้างตามปกติ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความยั่งยืนที่ Trip.com Group วางครอบคลุมตั้งแต่บุคลากรและครอบครัว การเสริมพลังชุมชน การลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการลงทุนด้านนวัตกรรมเพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวให้กับระบบนิเวศอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญ คือ Trip.com Group ระบุว่า บริษัทได้กลายเป็น ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวออนไลน์รายแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ได้รับการรับรองเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งระยะสั้นและเป้าหมาย Net Zero จาก Science Based Targets initiative (SBTi)
ทั้งหมดอยู่ภายใต้กรอบแนวคิด “Friendly Four” ที่ให้ความสำคัญกับ 4 มิติ ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน สิ่งแวดล้อม และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ควบคู่กับการยกระดับประสบการณ์ของนักเดินทางทั่วโลก

“การเดินทาง” ต้องสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อโลกและสังคม
เจน ซัน (Jane Sun) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Trip.com Group กล่าวว่า การเดินทางมีบทบาทในการเชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และชุมชนเข้าด้วยกัน ดังนั้นอนาคตของการเดินทางจึงควรสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับทั้งโลกและสังคม
ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการลงทุนในบุคลากร เร่งการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลก เพื่อพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวให้แข็งแกร่งและสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น
เพิ่มสิทธิลาบิดา 20 วัน ดัน Family-Friendly Workplace
อีกด้านหนึ่งของยุทธศาสตร์ ESG ที่ Trip.com Group ให้ความสำคัญ คือการสร้างสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรต่อครอบครัว หรือ Family-Friendly Workplace ที่ผ่านมา บริษัทดำเนินโครงการ Childcare Subsidy หรือเงินอุดหนุนค่าเลี้ยงดูบุตร ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มโครงการได้ให้การสนับสนุนครอบครัวของพนักงานแล้วมากกว่า 2,038 ครอบครัว
เฉพาะปี 2025 มีพนักงานได้รับประโยชน์จากโครงการ 1,114 คน ครอบคลุมบุตรมากกว่า 1,132 คน คิดเป็นค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 1.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 53 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกัน ในช่วงปีที่รายงาน Trip.com Group สามารถรักษา อัตราการกลับเข้าทำงานของพนักงานหญิงหลังลาคลอดไว้ที่ 100%
ล่าสุด บริษัทขยายแนวคิดดังกล่าวไปสู่บทบาทของพ่อ ด้วยการประกาศเพิ่ม สิทธิวันลาบิดาแบบได้รับค่าจ้าง (Paid Paternity Leave) ขั้นต่ำ 20 วัน ทั่วโลก โดยเป็นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากสิทธิที่กฎหมายแรงงานของแต่ละประเทศกำหนด นโยบายระยะแรกเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ครอบคลุมบางประเทศในภูมิภาคเอเชีย ก่อนทยอยขยายไปยังภูมิภาคอื่นทั่วโลกภายในปีนี้
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนให้พนักงานสามารถสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและครอบครัว ตลอดจนเปิดโอกาสให้พนักงานชายมีบทบาทในการดูแลบุตรมากขึ้น
ผู้หญิงครองกว่า 52% ของตำแหน่งบริหารสายงานสร้างรายได้
ควบคู่กับนโยบายครอบครัว Trip.com Group ยังเดินหน้าส่งเสริม Diversity, Equity & Inclusion (DEI) ภายในองค์กร โดยข้อมูลปี 2025 ระบุว่า ผู้หญิงคิดเป็น 33.1% ของตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง
ขณะที่ตำแหน่งบริหารในสายงานหลักที่สร้างรายได้ มีสัดส่วนผู้หญิงสูงถึง 52.3% และในสายงาน STEM – Science, Technology, Engineering and Mathematics มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งคิดเป็น 33.0%
Trip.com Group ระบุไว้ในแนวทางด้าน DEI ขององค์กรว่า บริษัทมุ่งสร้างสถานที่ทำงานที่เปิดกว้างและให้คุณค่ากับความหลากหลายของประสบการณ์และมุมมองของบุคลากรทั่วโลก

Country Retreat สร้างงานชุมชนสะสม 51,000 ตำแหน่ง
มิติด้านสังคมไม่ได้จำกัดอยู่ภายในองค์กรเท่านั้น แต่ Trip.com Group ยังขยายยุทธศาสตร์ไปยังชุมชนท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หนึ่งในโครงการสำคัญคือ Country Retreat ซึ่งในปีที่รายงานมีส่วนสนับสนุนการจ้างงานทางอ้อมประมาณ 11,000 ตำแหน่ง
เมื่อรวมตลอดระยะเวลา 5 ปี โครงการดังกล่าวสร้างโอกาสการจ้างงานให้แก่ชุมชนท้องถิ่นประมาณ 51,000 ตำแหน่ง ขณะที่ที่พักทั้ง 12 แห่งภายใต้โครงการมีการจ้างพนักงานในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 80%
บริษัทจึงมองการท่องเที่ยวไม่เพียงในฐานะกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางอาชีพและกระจายรายได้ไปยังพื้นที่ปลายทางด้วย

“Trip for Everyone” ใช้เทคโนโลยีลดข้อจำกัดในการเดินทาง
ในด้านการเข้าถึง Trip.com Group พัฒนาโครงการ Trip for Everyone เพื่อให้ผู้ใช้งานกลุ่มต่าง ๆ สามารถเข้าถึงบริการบนแอปพลิเคชันได้สะดวกขึ้น
การออกแบบครอบคลุมตั้งแต่การเลือกใช้สีที่มองเห็นได้ชัดเจน ตัวอักษรที่สามารถปรับขนาด รองรับโปรแกรมอ่านหน้าจอ ตลอดจนการใช้งานผ่านแป้นพิมพ์ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดสำหรับนักเดินทางที่มีความต้องการแตกต่างกัน
แนวคิดดังกล่าวทำให้บริษัทได้รับ iF Design Award จากการออกแบบที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการเดินทางอย่างอิสระสำหรับนักเดินทางที่มีข้อจำกัดด้านร่างกายหรือข้อจำกัดอื่น ๆ
ขณะที่แพลตฟอร์ม Global SOS ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเหลือนักเดินทางในสถานการณ์ฉุกเฉิน สามารถรองรับได้ 24 ภาษา และเหตุฉุกเฉินมากกว่า 20 รูปแบบ
ณ สิ้นปี 2025 ระบบดังกล่าวให้ความช่วยเหลือนักเดินทางไปแล้วมากกว่า 23,000 ครั้ง ครอบคลุมกว่า 100 จุดหมายปลายทางทั่วโลก
ปักหมุด Net Zero เป้าหมายลดคาร์บอนผ่าน SBTi
อีกเสาหลักที่มีนัยต่ออนาคตของธุรกิจท่องเที่ยว คือการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Low-Carbon Travel
Trip.com Group ระบุว่า เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทได้รับการรับรองจาก Science Based Targets initiative (SBTi) ทั้งเป้าหมายระยะสั้นและ Net Zero ทำให้บริษัทเป็นผู้ให้บริการท่องเที่ยวออนไลน์รายแรกในเอเชียแปซิฟิกที่ได้รับการรับรองเป้าหมายทั้งสองระดับดังกล่าว
การรับรองดังกล่าวมีความสำคัญในบริบทที่ภาคธุรกิจทั่วโลกกำลังเร่งกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ โดย SBTi มีบทบาทในการผลักดันเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero

2.74 ล้านคนเลือก Business Travel คาร์บอนต่ำ
Trip.com Group ยังขยายผลิตภัณฑ์ด้าน Sustainable Travel ให้ครอบคลุมทั้งที่พัก เที่ยวบิน รถเช่า และรถไฟ เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านการเดินทางที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำกว่าเดิม
ในปี 2025 มีผู้ใช้งานมากกว่า 2.74 ล้านคน เลือกการเดินทางเพื่อธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Business Travel) และมียอดจองการเดินทางในกลุ่มดังกล่าวรวมกว่า 23.44 ล้านรายการ ตลอดทั้งปี
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอีกด้านของการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เมื่อความยั่งยืนเริ่มถูกนำมาผนวกเข้ากับผลิตภัณฑ์และกระบวนการตัดสินใจของนักเดินทางมากขึ้น
ตั้งกองทุน 100 ล้านดอลลาร์ เดิมพันนวัตกรรมท่องเที่ยว
นอกเหนือจาก ESG ภายในองค์กร Trip.com Group ยังวางเงินลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวให้กับระบบนิเวศท่องเที่ยว โดยภายในงาน Global Partner Conference 2025 บริษัทเปิดตัว กองทุนนวัตกรรมการท่องเที่ยวมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
กองทุนดังกล่าวมุ่งสนับสนุนโครงการนวัตกรรมด้านการท่องเที่ยวและความร่วมมือข้ามภาคส่วน เพื่อพัฒนารูปแบบใหม่ในการสร้างจุดหมายปลายทาง รวมถึงประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่

อีกกลไกหนึ่งคือการเชื่อมโยงผู้ประกอบการในพื้นที่เข้ากับฐานนักเดินทางทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์มของบริษัท
ณ สิ้นปี 2025 Trip.com Group มีบริการกิจกรรมในจุดหมายปลายทางมากกว่า 350,000 รายการ ตั้งแต่อาหาร การช้อปปิ้ง ทัวร์แบบวันเดียว บัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวและการแสดง ไปจนถึงบริการไกด์ส่วนตัว ซึ่งช่วยเปิดช่องทางทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พร้อมเพิ่มทางเลือกและประสบการณ์ให้กับนักเดินทาง
จาก OTA สู่โจทย์ใหญ่ “อนาคตการท่องเที่ยวยั่งยืน”
ภาพรวมจากรายงานความยั่งยืนปี 2025 จึงสะท้อนทิศทางที่ Trip.com Group พยายามขยายบทบาทจากแพลตฟอร์มตัวกลางด้านการเดินทาง ไปสู่การสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยง เทคโนโลยี บุคลากร ชุมชน พันธมิตร และสิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกัน
สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นี่อาจเป็นอีกสัญญาณว่าการแข่งขันในอนาคตไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนโรงแรม เที่ยวบิน หรือราคาที่นำเสนอบนแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการตอบโจทย์ Sustainable Tourism, Climate Action, Human Capital และ Inclusive Travel ซึ่งกำลังมีบทบาทมากขึ้นต่อทิศทางของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก
รายงานความยั่งยืนประจำปี 2025 ของ Trip.com Group จึงวางทั้งเป้าหมายด้านบุคลากร การลดคาร์บอน การพัฒนาชุมชน และการลงทุนในนวัตกรรมไว้ในยุทธศาสตร์เดียวกัน ภายใต้เป้าหมายสร้างอนาคตของการเดินทางที่เปิดกว้าง ยั่งยืน และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

