TEI เตือนไทยเร่งสร้างภูมิคุ้มกันด้านน้ำรับครึ่งหลังปี 2569 ลดเสี่ยงเอลนีโญและสภาพอากาศผันผวน หวั่นฝนทิ้งช่วง–น้ำต้นทุนตึงตัวกระทบผลผลิตเกษตร ก่อนส่งแรงกระเพื่อมถึงวัตถุดิบ ราคาอาหาร และค่าครองชีพ ชี้ “มีฝนไม่ได้แปลว่ามีน้ำพอ” ระบบกักเก็บ–ระบาย–เตือนภัยต้องพร้อม พร้อมเสนอโมเดล “เก็บ–ลด–วน–วาง” เปลี่ยนน้ำฝนวันนี้ให้เป็นทุนสำรองรับความเสี่ยงวันข้างหน้า
ครึ่งหลังของปี 2569 กำลังกลายเป็นอีกหนึ่ง “บททดสอบระบบน้ำไทย” เมื่อความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศทำให้ประเทศต้องเตรียมรับมือทั้ง ฝนทิ้งช่วง ภัยแล้ง น้ำต้นทุนลดลง และฝนตกหนักแบบกระจุกตัว ซึ่งอาจเกิดสลับกันและสร้างผลกระทบตั้งแต่ภาคเกษตรไปจนถึงเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะสถาบันวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม เสนอให้ประเทศไทยเร่งสร้าง “ภูมิคุ้มกันด้านน้ำ” ตั้งแต่ช่วงที่ยังมีฝน โดยไม่ควรรอให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ น้ำท่วม หรือผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายแล้วจึงเริ่มปรับแผน พร้อมเสนอแนวทาง “เก็บ–ลด–วน–วาง” สำหรับครัวเรือน ชุมชน เกษตรกร และภาคธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนน้ำฝนที่กำลังตกให้กลายเป็นน้ำสำรองสำหรับอนาคต
รายได้เกษตรกรลด 6.2% จับตา “น้ำ” เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจฐานราก
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงจากเอลนีโญกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อทั้งภาคเกษตรและปากท้องประชาชน

แม้ข้อมูลภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาสแรกปี 2569 ตามข้อมูลที่ TEI อ้างอิงจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า เศรษฐกิจการเกษตรขยายตัว 2.4% แต่ในอีกด้านหนึ่ง ดัชนีรายได้เกษตรกรกลับลดลง 6.2% ขณะที่ความเสี่ยงจากภาวะฝนทิ้งช่วงในช่วงครึ่งปีหลังอาจเพิ่มแรงกดดันต่อผลผลิต รายได้เกษตรกร และราคาอาหาร
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งต้องจับตาเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง โดยข้อมูลจากกรมชลประทานที่ TEI นำมาอ้างอิง คาดการณ์ว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ประเทศไทยจะมีน้ำใช้การประมาณ 30,248 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 64% ของความจุน้ำใช้การได้ ลดลงจากปีก่อนประมาณ 9,137 ล้านลูกบาศก์เมตร
ตัวเลขนี้จึงไม่ใช่เพียงประเด็นเรื่อง “น้ำในเขื่อน” แต่สะท้อนถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ช่วงฤดูฝน เพื่อสร้างหลักประกันสำหรับฤดูแล้งที่กำลังตามมา

“มีฝน” ไม่ได้หมายความว่า “มีน้ำพอ”
อีกความเสี่ยงที่ TEI ต้องการให้จับตามอง คือ รูปแบบของฝนที่กำลังเปลี่ยนไป เพราะปัญหาไม่ได้มีเพียง “ฝนน้อย” แต่รวมถึง ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้นและกระจุกตัวเฉพาะพื้นที่
เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงในจีนช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นตัวอย่างของความผันผวนดังกล่าว โดยจีนเผชิญอิทธิพลจากพายุและฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วม การประกาศเตือนภัย และการอพยพประชาชนจำนวนมาก Reuters รายงานเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมว่า มีประชาชนมากกว่า 260,000 คนถูกอพยพในมณฑลเหลียวหนิงจากผลกระทบของไต้ฝุ่นและน้ำท่วมรุนแรง ขณะที่หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบต่อระบบคมนาคมและการดำเนินชีวิต (Reuters)
แม้ประเทศไทยไม่ได้เผชิญสถานการณ์ในลักษณะเดียวกัน แต่ TEI มองว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นสัญญาณให้ไทยต้องเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ ฝนทิ้งช่วงอาจเกิดสลับกับฝนตกหนักในเวลาอันสั้น ซึ่งสามารถสร้างแรงกดดันต่อทั้งแหล่งกักเก็บและระบบระบายน้ำ

“การมีฝนตกมิได้หมายความว่าจะมีน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี เพราะฝนอาจตกหนักในช่วงเวลาสั้น กระจุกตัวเฉพาะพื้นที่ หรือไหลออกไปก่อนที่จะสามารถกักเก็บไว้ใช้ประโยชน์ได้”
โจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงคำถามว่า “ปีนี้ฝนตกมากหรือน้อย?” แต่ต้องถามต่อว่า “เก็บน้ำได้มากแค่ไหน ใช้ได้นานเท่าไร และระบายได้เร็วเพียงใดเมื่อฝนตกหนัก?”
เพราะหากปล่อยให้ระดับน้ำลดลง ผลผลิตเสียหาย วัตถุดิบขาดแคลน หรือเกิดน้ำท่วมแล้วจึงเริ่มแก้ปัญหา ต้นทุนย่อมสูงกว่าการเตรียมพร้อมล่วงหน้า และความเสียหายอาจไม่ได้หยุดอยู่เฉพาะพื้นที่เกษตร แต่สามารถส่งต่อเป็นลูกโซ่ไปถึง ปริมาณวัตถุดิบ ราคาอาหาร กำลังซื้อ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

TEI ชู “เก็บ–ลด–วน–วาง” สูตรรับมือความเสี่ยงน้ำ
TEI มองว่า ความพร้อมด้านน้ำไม่สามารถวัดจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหรือจำนวนอุปกรณ์รับมือภัยพิบัติเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาทั้ง ข้อมูลและระบบเตือนภัย ศักยภาพการกักเก็บและระบายน้ำ การลดการสูญเสียน้ำ การเชื่อมโยงการบริหารต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ บุคลากร งบประมาณ แผนเผชิญเหตุ และกลไกตัดสินใจเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
จึงเสนอแนวทาง “เก็บ–ลด–วน–วาง” เพื่อเปลี่ยนจากการ “รับรู้ความเสี่ยง” ไปสู่ “การลงมือปรับตัว” อย่างเป็นรูปธรรม
“เก็บ” – เก็บฝนวันนี้ เป็นน้ำสำรองวันหน้า
ใช้ช่วงที่ยังมีฝนตรวจสอบและเพิ่มประสิทธิภาพถังเก็บน้ำ สระน้ำในไร่นา บ่อ คูคลอง พื้นที่รับน้ำ แก้มลิง และระบบรองรับน้ำฝน ควบคู่กับการเตรียมทางระบายน้ำ ดูแลคุณภาพน้ำและระบบนิเวศทางน้ำ เพื่อให้สามารถรับมือได้ทั้งฝนตกหนักและฝนทิ้งช่วง
“ลด” – รู้ก่อนว่าใช้น้ำตรงไหน แล้วลดการสูญเสีย
สำรวจปริมาณการใช้น้ำ กิจกรรมที่ใช้น้ำสูง รวมถึงจุดรั่วไหลและการสูญเสียน้ำ ก่อนกำหนดเป้าหมายลดการใช้น้ำที่สามารถวัดผลได้ โดยไม่กระทบต่อสุขอนามัย ความปลอดภัย และกิจกรรมที่จำเป็น

“วน” – น้ำใช้แล้วต้องสร้างมูลค่าได้มากกว่าหนึ่งครั้ง
นำน้ำที่ผ่านการบำบัดหรือจัดการจนมีคุณภาพเหมาะสมกลับมาใช้ในกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เช่น ทำความสะอาด รดต้นไม้ หรือใช้ในกระบวนการผลิตบางประเภท ภายใต้มาตรฐานด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้น้ำสูง
“วาง” – วางแผนก่อนวิกฤต ไม่ใช่หลังความเสียหาย
จัดทำแผนบริหารน้ำล่วงหน้า เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมระบุปริมาณน้ำสำรอง ศักยภาพกักเก็บและระบายน้ำ จุดเสี่ยง ระยะเวลาที่น้ำสำรองรองรับการใช้งานได้ ลำดับความสำคัญของการใช้น้ำ เกณฑ์การปรับลดกิจกรรม ตลอดจนแผนเพาะปลูกและผู้รับผิดชอบในการตัดสินใจเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
จากครัวเรือนถึงโรงงาน ทุกภาคส่วนต้องมี “แผนน้ำ” ของตัวเอง
ในระดับ ครัวเรือนและชุมชน TEI แนะนำให้ตรวจสอบระบบรับน้ำฝน ทางระบายน้ำ ภาชนะกักเก็บ และคุณภาพน้ำก่อนนำมาใช้
สำหรับ ภาคเกษตร ควรวางแผนเพาะปลูกให้สัมพันธ์กับปริมาณน้ำในพื้นที่ สำรองน้ำไว้สำหรับช่วงสำคัญของการเจริญเติบโตของพืช พิจารณาพืชที่ใช้น้ำน้อย และเตรียมทางเลือกกรณีเกิดฝนทิ้งช่วง
ขณะที่ ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ควรจัดทำบัญชีการใช้น้ำ ประเมินว่าปริมาณน้ำสำรองที่มีสามารถรองรับการดำเนินธุรกิจได้นานเพียงใด เพิ่มการรีไซเคิลน้ำ และบรรจุความเสี่ยงด้านน้ำไว้ใน แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP)
นั่นทำให้ “ความมั่นคงด้านน้ำ” ไม่ได้เป็นเพียงวาระสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งใน ความเสี่ยงทางธุรกิจและเศรษฐกิจ ที่องค์กรต้องนำเข้ามาอยู่ในกระบวนการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น

“เก็บ–ลด–วน–วาง” เชื่อม Climate Adaptation ตามแผน NAP
แนวทางของ TEI ยังสอดคล้องกับการขับเคลื่อน Climate Adaptation หรือการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ หรือ National Adaptation Plan (NAP)
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า แผน NAP ของประเทศไทยครอบคลุม 6 สาขาสำคัญ ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ (DCCE)
แนวทาง “เก็บ–ลด–วน–วาง” เชื่อมโยงโดยตรงกับอย่างน้อย 3 สาขา ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งต่างมีเป้าหมายในการเพิ่มความสามารถในการรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (DCCE)
Climate Adaptation จาก “ทางเลือก” สู่ “ทางรอด”
ท่ามกลางยุคที่ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศเริ่มส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ การผลิตอาหาร ทรัพยากร และวิถีชีวิต TEI มองว่าการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ควรถูกมองเป็นเพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม แต่ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนพัฒนาประเทศและการบริหารความเสี่ยงของทุกภาคส่วน

“ในปีนี้เราไม่ควรถามเพียงว่าฝนจะตกมากหรือน้อยเท่าใด แต่ต้องถามต่อว่า น้ำที่ตกลงมาเราสามารถเก็บไว้ได้เท่าใด จะเพียงพอต่อการใช้งานได้นานกี่วัน และมีแผนตัดสินใจอย่างไร เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง หรือน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจะนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรให้คุ้มค่า เพราะการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มก่อนความเสี่ยงจะกลายเป็นความเสียหาย” ดร.วิจารย์ กล่าว
สำหรับ TEI ซึ่งทำหน้าที่ทั้งด้านการพัฒนาองค์ความรู้ การเสนอแนะนโยบายและยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม ตลอดจนเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันแนวคิด Climate Adaptation ให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย เพื่อให้ประเทศสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การเติบโตที่สมดุลและยั่งยืน (TEI Foundation)
เพราะเมื่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศไม่ได้มาในรูปแบบเดิมอีกต่อไป การปรับตัวจึง “ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด”

