จระเข้ คอร์ปอเรชั่น ต่อยอดแนวคิด Circular Economy จากพื้นที่จัดแสดงชั่วคราว สู่การใช้ทรัพยากรให้เกิดคุณค่ายาวนาน นำวัสดุจาก JORAKAY EXPERT PAVILION ในงานสถาปนิก’69 อัปไซเคิลเป็นโต๊ะ–เก้าอี้ 10 ชุด มูลค่ากว่า 167,000 บาท ส่งมอบกรุงเทพมหานครใช้ในหน่วยงานและพื้นที่สาธารณะ ชูแนวคิดออกแบบที่คิดถึง “ชีวิตหลังจบงาน” ของวัสดุ
งานนิทรรศการอาจมีอายุเพียงไม่กี่วัน แต่ “วัสดุ” ที่ถูกนำมาใช้สร้างพื้นที่จัดแสดงไม่จำเป็นต้องจบชีวิตลงพร้อมกับงาน เมื่อ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด นำแนวคิด Circular Design มาต่อยอดจาก JORAKAY EXPERT PAVILION ภายในงานสถาปนิก’69 ด้วยการนำวัสดุจากพื้นที่จัดแสดงกลับมาอัปไซเคิล สร้างเป็นเฟอร์นิเจอร์เพื่อสาธารณประโยชน์ ถือเป็นอีกตัวอย่างของการนำแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมก่อสร้างและงานออกแบบอย่างเป็นรูปธรรม
ล่าสุด ดร.จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ได้ส่งมอบ ชุดโต๊ะ–เก้าอี้จำนวน 10 ชุด มูลค่ารวมกว่า 167,000 บาท ซึ่งอัปไซเคิลจากวัสดุไม้อัด MDF และองค์ประกอบจากบูท JORAKAY EXPERT PAVILION ให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงานและพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ
เฟอร์นิเจอร์ชุดนี้ได้รับการออกแบบโดย ธนบูรณ์ กิตติศรีกังวาน สถาปนิกและทีมผู้ออกแบบจาก IF (Integrated Field) Architects ภายใต้แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของทรัพยากรในทุกช่วงอายุการใช้งาน ตั้งแต่การเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่จัดแสดง ไปจนถึงการเกิด “ชีวิตใหม่” ในฐานะเฟอร์นิเจอร์สำหรับคนเมือง

จาก “บูทชั่วคราว” สู่โจทย์ใหม่ วัสดุจะไปไหนหลังงานจบ?
ดร.จิรัฏฐ์ กล่าวว่า โลกของงานแสดงนิทรรศการและสถาปัตยกรรมชั่วคราวมักให้ความสำคัญกับช่วงเปิดงาน ทั้งแนวคิดการออกแบบ วัสดุ เทคโนโลยี และประสบการณ์ภายในพื้นที่ แต่สิ่งที่ไม่ค่อยถูกตั้งคำถามคือ เมื่อการจัดแสดงสิ้นสุดลงแล้ว โครงสร้างเหล่านั้นจะถูกจัดการอย่างไร
ในแต่ละปี งานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ทั่วโลกสร้างวัสดุเหลือใช้จากการก่อสร้างบูทและพื้นที่จัดแสดงจำนวนมาก แม้หลายแห่งเริ่มให้ความสำคัญกับ Sustainable Design มากขึ้น แต่โจทย์สำคัญยังอยู่ที่การทำอย่างไรให้วัสดุเหล่านั้น ไม่กลายเป็นขยะทันทีหลังจบงาน แนวคิดนี้จึงถูกนำมาใช้ตั้งแต่การออกแบบ JORAKAY EXPERT PAVILION โดยแทนที่จะมองพาวิลเลียนเป็นพื้นที่ใช้งานชั่วคราวเพียงครั้งเดียว บริษัทเลือกมองโครงสร้างทั้งหมดในฐานะ “ทรัพยากรที่ต้องมีชีวิตต่อ” และสามารถส่งต่อคุณค่าหลังสิ้นสุดงานได้

แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองจาก Design for Single Use หรือการออกแบบเพื่อการใช้งานครั้งเดียว ไปสู่การออกแบบที่คำนึงถึง วงจรชีวิตของวัสดุ (Material Life Cycle) มากขึ้น
หลังจบงานสถาปนิก’69 วัสดุจากพาวิลเลียนจึงถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการอัปไซเคิล ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นชุดโต๊ะและเก้าอี้สำหรับใช้งานภายในอาคาร ช่วยยืดอายุการใช้งานของวัสดุ พร้อมลดโอกาสเกิดของเสียจากงานจัดแสดง
Modular Design ทำให้วัสดุ “ไปต่อ” ได้ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ
JORAKAY EXPERT PAVILION ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Modular Design โดยใช้ไม้อัดสนจากป่าปลูกกว่า 1,000 ชิ้น ประกอบขึ้นเป็นโครงสร้างที่สามารถถอดแยก ประกอบใหม่ และนำกลับมาใช้ประโยชน์ต่อได้
หัวใจของแนวคิดนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการจัดการวัสดุหลังจบงาน แต่เริ่มตั้งแต่กระบวนการออกแบบ โดยคำนึงล่วงหน้าว่าองค์ประกอบแต่ละชิ้นจะสามารถถูกถอดออกและนำไปสร้างประโยชน์ต่ออย่างไร เพื่อลดของเสียจากงานก่อสร้างชั่วคราวและยืดอายุของทรัพยากรให้นานที่สุด
สำหรับโต๊ะ–เก้าอี้ที่ส่งมอบแก่กรุงเทพมหานคร ถูกสร้างสรรค์จากวัสดุ MDF (Medium Density Fiberboard) ซึ่งผลิตจากเส้นใยไม้บดละเอียดอัดแน่น โดยนำชิ้นส่วนจากบูท JORAKAY EXPERT PAVILION หลังสิ้นสุดงานสถาปนิก’69 มาใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างคุณค่ารอบใหม่

เติมแนวคิด Ecological ด้วย “SEE JORAKAY”
แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมยังถูกต่อยอดไปถึงพื้นผิวของเฟอร์นิเจอร์ โดยใช้ SEE JORAKAY สีรักษ์โลก ภายใต้แนวคิด Ecological ซึ่งตามข้อมูลของบริษัทระบุว่า ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ โดยใช้ Limestone ผสานกับเทคโนโลยี Graphene
SEE JORAKAY สีรักษ์โลก มีคุณสมบัติช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมทั้งปราศจากสารระเหยอินทรีย์ในระดับที่เป็นอันตราย Zero/Low VOCs ไม่มีกลิ่นฉุน และไม่มีสารก่อมะเร็ง เพื่อคำนึงถึงทั้งสุขภาพของผู้ใช้งานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แนวทางนี้สะท้อนความพยายามในการมองความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การเลือกวัสดุ กระบวนการออกแบบ การใช้งาน ไปจนถึงปลายทางของวัสดุหลังหมดหน้าที่เดิม
Circular Economy เมื่อ “ขยะ” ถูกออกแบบไม่ให้เป็นขยะตั้งแต่ต้น
กรณีของ JORAKAY EXPERT PAVILION จึงสะท้อนภาพของ Circular Economy ในภาคก่อสร้าง ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรีไซเคิลวัสดุหลังกลายเป็นของเสีย แต่เริ่มต้นตั้งแต่การคิดและออกแบบ เพื่อเปิดโอกาสให้วัสดุสามารถถอดประกอบ ใช้ซ้ำ หรือเปลี่ยนหน้าที่ไปสู่การใช้งานรูปแบบใหม่ได้

สำหรับจระเข้ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจ ที่บริษัทให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การคิด วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเลือกวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน
รวมถึงการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับวัสดุเหลือใช้ ด้วยการนำกลับเข้าสู่วงจรการใช้งาน หรือทำให้สามารถย่อยสลายได้อย่างปลอดภัย เพื่อลดแนวคิดการใช้ทรัพยากรแบบ “ใช้แล้วทิ้ง” และขยับไปสู่การคิดถึงผลกระทบระยะยาวมากขึ้น
ทั้งหมดอยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ “Build Today, Beyond Tomorrow – สร้างวันนี้ เพื่อพรุ่งนี้ที่ยั่งยืนกว่า” ที่ต้องการเชื่อมโยงนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างเข้ากับการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการสร้างคุณค่าที่สามารถส่งต่อจากธุรกิจไปสู่สังคมและเมืองได้ในระยะยาว


