TCJA รวบรวมเสียงภาคประชาสังคม 4 องค์กร ชี้ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังให้น้ำหนักตลาดคาร์บอนมากกว่าความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ
ภาคประชาสังคม 4 องค์กรสำคัญ ได้แก่ Thai Climate Justice for All (TCJA), Climate Finance Network Thailand (CFNT), สภาองค์กรของผู้บริโภค และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้แสดงความเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยสะท้อนมุมมองร่วมกันว่าร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวยังให้น้ำหนักกับการบริหารจัดการคาร์บอนและกลไกทางเศรษฐกิจมากกว่าการสร้างความเป็นธรรม การคุ้มครองสิทธิ และการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
แม้แต่ละองค์กรจะมีจุดเน้นแตกต่างกันตามภารกิจและความเชี่ยวชาญ แต่พบว่ามีข้อกังวลร่วมหลายประการเกี่ยวกับทิศทางของร่างกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรับมือกับวิกฤตโลกร้อนในระยะยาว
5 ประเด็นร่วมที่ภาคประชาสังคมสะท้อนต่อร่างกฎหมายโลกร้อน
ประเด็นแรก คือความกังวลว่าร่างกฎหมายให้น้ำหนักกับกลไกเศรษฐกิจและตลาดคาร์บอนมากเกินไป โดยเฉพาะระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) คาร์บอนเครดิต และมาตรการทางเศรษฐศาสตร์อื่น ๆ ขณะที่มิติด้านสิทธิชุมชน การอนุรักษ์ระบบนิเวศ และผลกระทบต่อประชาชนกลับได้รับความสำคัญน้อยกว่า
ประเด็นที่สอง คือความเสี่ยงของการฟอกเขียว (Greenwashing) จากการใช้คาร์บอนเครดิตหรือกลไกชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Offset) หากไม่มีระบบกำกับดูแลและตรวจสอบที่เข้มแข็ง อาจทำให้ภาคธุรกิจเลือกชดเชยการปล่อยก๊าซแทนการลดการปล่อยจริง ส่งผลให้เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศไม่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ประเด็นที่สาม คือการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ยังไม่เพียงพอ โดยหลายฝ่ายมองว่ากลไกกำกับดูแลยังคงมีลักษณะรวมศูนย์อยู่ในระดับรัฐ ขณะที่ชุมชนและภาคประชาชนยังมีบทบาทจำกัดในการกำหนดนโยบาย ติดตาม และตรวจสอบการดำเนินงาน
ประเด็นที่สี่ คือบทบาทของกองทุนภูมิอากาศ ซึ่งควรถูกออกแบบให้ตอบโจทย์การปรับตัวของชุมชนและกลุ่มเปราะบางมากกว่าการเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือการลงทุนด้านคาร์บอน
และประเด็นสุดท้าย คือความจำเป็นในการเพิ่มกลไกตรวจสอบและความรับผิดของภาครัฐ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล ติดตามผลการดำเนินงาน และใช้กลไกตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดเน้นที่แตกต่างของแต่ละองค์กร
ด้าน Thai Climate Justice for All (TCJA) มุ่งเน้นประเด็นความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Justice) โดยเชื่อมโยงสิทธิชุมชนเข้ากับสิทธิของธรรมชาติ พร้อมมองว่าวิกฤตโลกร้อนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการพัฒนาและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ อีกทั้งตั้งข้อสังเกตต่อแนวคิด “ทุนนิยมสีเขียว” ที่อาจทำให้การแก้ปัญหามุ่งเน้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
ขณะที่สภาองค์กรของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการปรับปรุงรายละเอียดของบทบัญญัติในกฎหมาย โดยเสนอแนวทางเกี่ยวกับโครงสร้างคณะกรรมการ กลไกกองทุน การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ และการกำหนดความรับผิดชอบของรัฐให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ด้าน Climate Finance Network Thailand (CFNT) ให้ความสำคัญกับประเด็นการเงินเพื่อภูมิอากาศ (Climate Finance) การพัฒนา Taxonomy ทางการเงิน การสนับสนุน Transition Finance และการออกแบบกลไกทางเศรษฐกิจที่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากการฟอกเขียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เน้นหลักสิทธิมนุษยชนในบริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเชื่อมโยงกับสิทธิในการมีส่วนร่วม สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล และการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตภูมิอากาศ
ข้อเสนอจากทั้ง 4 องค์กรสะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยในอนาคต อาจต้องสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายด้านเศรษฐกิจ การลดก๊าซเรือนกระจก และหลักความเป็นธรรมทางสังคม เพื่อให้การรับมือกับวิกฤตโลกร้อนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

