T-VER เปิดทางจัดการอาหารส่วนเกินสู่คาร์บอนเครดิต SOS ร่วม MTEC เดินหน้า Food Rescue ช่วยธุรกิจลด Food Waste ต้นทุน ก๊าซเรือนกระจก พร้อมหนุน ESG และ Net Zero
ปัญหา Food Waste หรือขยะอาหาร กำลังเปลี่ยนสถานะจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม มาเป็นหนึ่งในโจทย์ทางเศรษฐกิจที่ภาคธุรกิจไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อการลดการสูญเสียอาหารสามารถเชื่อมโยงไปถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดทำรายงาน ESG ตลอดจนการสร้าง Carbon Credit ภายใต้กลไก T-VER
ในงานสัมมนา ‘จักรวาลแห่งความยั่งยืน ESGNIVERSE 2026 : POLYCRISIS PULSE ถอดรหัสยุทธศาสตร์ #ความยั่งยืน ใน ‘วิกฤติซ้อนวิกฤติ’ โดย BrandBuffet X SDThailand ทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยของมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ ประเทศไทย (Scholars of Sustenance Foundation : SOS) องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ดำเนินงานด้านการกอบกู้อาหารส่วนเกินและแก้ปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังมีพัฒนาการสำคัญในการผลักดันการส่งต่ออาหารส่วนเกิน ให้สามารถเชื่อมโยงกับการขอรับรองคาร์บอนเครดิตภายใต้ T-VER หรือ Thailand Voluntary Emission Reduction Program
SOS กำลังทำงานร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) เพื่อศึกษากระบวนการดังกล่าว โดย SOS ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานนำร่องในการทดลองกระบวนการขอคาร์บอนเครดิตจากการส่งต่ออาหารส่วนเกิน เพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์และการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในอนาคต

T-VER จุดเปลี่ยน Food Waste จาก “ภาระ” สู่สินทรัพย์ด้านคาร์บอน
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO/อบก. กำหนดระเบียบวิธีภายใต้ Standard T-VER สำหรับ “Management of Food Surplus and Utilization as Donation for Human Consumption” หรือการจัดการอาหารส่วนเกินและการนำไปใช้ประโยชน์โดยการบริจาคเพื่อการบริโภคของมนุษย์ รหัส T-VER-S-METH-09-09 Version 1 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
นั่นหมายความว่า การจัดการอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ไม่ได้สร้างผลลัพธ์เฉพาะในด้านการลดขยะหรือช่วยเหลือสังคมเท่านั้น แต่กำลังเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบการลดก๊าซเรือนกระจกที่สามารถวัดผลได้
ทวี ระบุว่า อาหารส่วนเกินที่เข้าสู่ระบบหลังวันที่ 19 มีนาคม 2569 สามารถรวบรวมข้อมูลเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการขอรับรองคาร์บอนเครดิตตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดได้ โดย SOS กำลังร่วมกับ MTEC ศึกษาและจัดทำขั้นตอน และคาดว่าจะเห็นคาร์บอนเครดิตชุดแรกจากกระบวนการนำร่องภายในปีนี้

4 เงื่อนไขสำคัญ เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็น Carbon Credit
จากข้อมูลที่ SOS นำเสนอ การดำเนินงานนำร่องมีเกณฑ์สำคัญหลายประการ โดยเฉพาะ 4 เงื่อนไข ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการส่งต่ออาหารส่วนเกิน ได้แก่
- อาหารต้องมีความปลอดภัย 100% การส่งต่อหรือบริจาคต้องไม่มีค่าใช้จ่ายแก่ผู้รับ
- อาหารต้องถูกส่งต่อก่อนหมดอายุและยังมี Shelf Life ที่สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย
- ต้องบริจาคฟรีเท่านั้น
- ในระยะปัจจุบันอาหารที่นำมาพิจารณายังเน้นกลุ่มอาหารประเภทของแข็ง (Solid Food) ขณะที่เครื่องดื่ม เช่น นมพาสเจอร์ไรส์หรือเครื่องดื่มบางประเภท ยังอยู่ในทิศทางที่ต้องพัฒนาหลักเกณฑ์เพิ่มเติมในอนาคต
หลักคิดของคาร์บอนเครดิตในกรณีนี้เกิดจากการเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างกรณีฐาน ซึ่งอาหารส่วนเกินถูกนำไปกำจัด กับกรณีที่อาหารได้รับการกอบกู้และส่งต่อ โดยต้องหักการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของระบบรับและขนส่งอาหารออกจากปริมาณการลดการปล่อยที่เกิดขึ้น ผลต่างจึงเป็นส่วนที่นำไปคำนวณตามระเบียบวิธีที่เกี่ยวข้อง

คนไทยทิ้งอาหาร 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก
เบื้องหลังการผลักดันเรื่องนี้คือขนาดของปัญหา Food Waste ในประเทศไทย ข้อมูลที่นำเสนอโดย SOS ระบุว่า คนไทยหนึ่งคนทิ้งขยะอาหารประมาณ 86 กิโลกรัม เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกประมาณ 79 กิโลกรัมต่อคน ขณะที่ประเทศไทยมีขยะอาหารรวมประมาณ 12,000 ล้านกิโลกรัมต่อปี และราว 40% ของปริมาณดังกล่าวยังเป็นอาหารที่สามารถบริโภคได้ ไม่ควรมีปลายทางอยู่ที่หลุมฝังกลบ
ปัญหาไม่ได้จบลงเพียงการสูญเสียอาหาร เพราะเมื่อขยะอาหารถูกนำไปฝังกลบ จะเกี่ยวข้องกับการเกิด ก๊าซมีเทน (Methane) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกัน การทิ้งอาหารหนึ่งหน่วยยังเท่ากับการสูญเสียทรัพยากรทั้งหมดที่ถูกใช้มาตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่พื้นที่เพาะปลูก น้ำ พลังงาน แรงงาน การคัดเลือก การผลิต ไปจนถึงการขนส่ง
ยิ่งมีอาหารสูญเสียมาก ต้นทุนที่ผู้ผลิตต้องเผื่อไว้สำหรับความสูญเสียก็ยิ่งสูงขึ้น และอาจสะท้อนกลับไปสู่ราคาอาหาร ขณะที่ภาครัฐและท้องถิ่นยังต้องแบกรับต้นทุนการรวบรวม ขนส่ง และกำจัดขยะ รวมถึงแรงกดดันต่อพื้นที่หลุมฝังกลบในระยะยาว
จาก Carbon Credit สู่ Tax Credit? มองอนาคตแรงจูงใจลด Food Waste
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ หากประเทศไทยสามารถสร้างระบบนิเวศของ Food Rescue ได้ใหญ่ขึ้น ในอนาคตอาจนำไปสู่การพัฒนามาตรการจูงใจทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม
SOS ยกตัวอย่างต่างประเทศว่า สหรัฐฯ มีแรงจูงใจในลักษณะเครดิตภาษีสำหรับการบริจาคอาหาร ขณะที่ฝรั่งเศสมีมาตรการจูงใจด้านภาษีในระดับสูง และมีกฎหมายเกี่ยวข้องกับการจัดการอาหารส่วนเกิน

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่มีมาตรการเครดิตภาษีในลักษณะเดียวกับตัวอย่างที่นำเสนอ แต่ SOS มองว่า หากภาคธุรกิจร่วมกันผลักดันการส่งต่ออาหารส่วนเกินอย่างจริงจัง ก็อาจนำไปสู่การพัฒนามาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมในอนาคต
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและจับต้องได้ในวันนี้คือ T-VER ซึ่งทำให้การลด Food Waste เริ่มสามารถเชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ
Food Waste จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ขยะ” อีกต่อไป
จากเดิมที่อาหารขายไม่หมดอาจถูกบันทึกเป็นต้นทุนสูญเสีย ก่อนจ่ายเงินและใช้แรงงานเพิ่มเติมเพื่อกำจัด วันนี้อาหารส่วนเดียวกันสามารถถูกนิยามใหม่เป็น “อาหารส่วนเกิน” ส่งต่อไปยังผู้ที่ต้องการ ลดภาระหลุมฝังกลบ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สร้างข้อมูลสนับสนุน ESG สร้างคุณค่าต่อแบรนด์ และภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม ยังสามารถเข้าสู่กระบวนการสร้าง คาร์บอนเครดิต T-VER
จึงอาจกล่าวได้ว่า T-VER กำลังเพิ่ม “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ให้กับการแก้ปัญหา Food Waste ของไทย และทำให้การบริหารอาหารส่วนเกินไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรม CSR อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ ESG, Net Zero และ Carbon Management ของภาคธุรกิจ

สำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่แน่ใจว่าอาหารที่กำลังถูกทิ้งในแต่ละวันเป็น “ขยะอาหาร” หรือยังเป็น “อาหารส่วนเกิน” ที่สามารถส่งต่อได้ SOS เปิดให้ภาคธุรกิจประสานงานเพื่อประเมินแนวทางการจัดการ รวมถึงให้คำแนะนำเรื่องความปลอดภัยและกระบวนการบริจาค โดยข้อมูลจากการบรรยายระบุว่าไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับบริการดังกล่าว
นอกจากนี้ SOS เตรียมจัดกิจกรรมในวันที่ 16–17 ตุลาคม ที่เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ตลอด 10 ปีของการดำเนินงาน ปัญหาและความท้าทาย ตลอดจนแนวทางที่ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถเข้ามาร่วมขับเคลื่อนการลด Food Waste และการส่งต่ออาหารส่วนเกินในประเทศไทยได้มากขึ้น

