ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จับมือ ทีเอ็มบีธนชาต (TTB) สร้างระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance Ecosystem) ผ่าน แพลตฟอร์ม SET Carbon เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพิ่มโอกาสเข้าถึง สินเชื่อสีเขียว (Green Loan) และลดความเสี่ยงทางธุรกิจจากกฎระเบียบใหม่ของโลก
จุดเปลี่ยนธุรกิจไทย
อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง กฎหมายใหม่ เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป และ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย กำลังบังคับให้ภาคธุรกิจต้องลดการปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจัง หากบริษัทไทยไม่ปรับตัวทัน อาจเสียโอกาสการส่งออก และสูญเสียคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน
SET Carbon Platform จึงถูกพัฒนามาเพื่อเป็น “พาสปอร์ตทางธุรกิจ” ที่ช่วยบริษัทไทย วัด คำนวณ และรายงานคาร์บอน ได้ตามมาตรฐานสากล และความร่วมมือกับ TTB จะทำให้ข้อมูลนี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการอนุมัติ สินเชื่อยั่งยืน เพื่อช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างมั่นคง

4 ยุทธศาสตร์การสร้างระบบนิเวศคาร์บอนของ SET และ TTB
- ประเมินความเสี่ยง (Access)
สำรวจผลกระทบจากกฎหมายคาร์บอนต่ออุตสาหกรรม เช่น อาหาร เครื่องดื่ม เคมี ขนส่ง โรงแรม เพื่อเตรียมแผนป้องกันก่อนเกิดวิกฤต
- วิเคราะห์ (Analyze)
จัดกลุ่มธุรกิจที่ต้องเร่งปรับตัว เพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงและสร้างแผนรองรับ
- ป้องกัน (Prevent)
ให้ความรู้แก่บริษัทกว่า 1,000 แห่ง พร้อมอธิบายว่าการลดคาร์บอนไม่ใช่แค่ภาระ แต่คือ โอกาสแข่งขัน เพราะใครปรับตัวก่อน ย่อมได้เปรียบ
- ให้เครื่องมือ (Provide Tools)
ผ่าน SET Carbon Platform ที่ใช้งานง่าย ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม เชื่อมโยงกับ FTSE Russell ESG Rating และอนาคตจะพัฒนาให้รองรับ AI และ Automation

ประโยชน์สำหรับธุรกิจและ SME
ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า การที่ TTB เข้ามาเป็นธนาคารพาณิชย์รายแรกที่ร่วมในระบบ SET Carbon สร้างแรงจูงใจสำคัญ เพราะข้อมูลคาร์บอนที่ผ่านการทวนสอบจะถูกใช้ประกอบการอนุมัติ สินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ที่มีเงื่อนไขดีกว่าสินเชื่อปกติ เช่น ดอกเบี้ยต่ำกว่า หรือซอฟต์โลนการที่ TTB เข้ามาเป็นธนาคารพาณิชย์รายแรกที่ร่วมในระบบ SET Carbon สร้างแรงจูงใจสำคัญ เพราะข้อมูลคาร์บอนที่ผ่านการทวนสอบจะถูกใช้ประกอบการอนุมัติ สินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ที่มีเงื่อนไขดีกว่าสินเชื่อปกติ เช่น ดอกเบี้ยต่ำกว่า หรือซอฟต์โลน
ดังนั้น รูปแบบการทำงานของ SET และ TTB ในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวง่ายขึ้น – TTB จะใช้ข้อมูลจาก SET Carbon ในการปล่อยสินเชื่อที่มีสิทธิประโยชน์มากกว่าปกติ
นอกจากนี้ ยังสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและผู้บริโภค – โดยเฉพาะในตลาดส่งออก ลดต้นทุนการปรับตัว – ด้วยแพลตฟอร์มที่เป็นมาตรฐานและพร้อมใช้งาน และ เพิ่มโอกาสในตลาดโลก – เพราะการเปิดเผยข้อมูล ESG กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของนักลงทุนและคู่ค้า
ความท้าทายของ SME และแนวทางแก้ไข
ปิติ กล่าวอีกว่า แม้สินเชื่อเพื่อความยั่งยืนกว่า 78,000 ล้านบาท ในไทยส่วนใหญ่จะไปที่บริษัทใหญ่ แต่ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วย ดึง SME เข้ามาในระบบ โดยทำให้กระบวนการ นับ บันทึก และรับรองคาร์บอน ง่ายขึ้น เพราะที่ผ่านมา SME ขาดแรงจูงใจและมองว่าการลดคาร์บอนเป็น “เรื่องไกลตัว” แต่หากสิ่งนี้กลายเป็น เงื่อนไขการปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และเป็น ข้อได้เปรียบในการทำธุรกิจ SME จะเริ่มขยับทันที
แนวทางการให้สินเชื่อของ TTB นอกการปล่อยสินเชื่อยั่งยืนแล้วกว่า 78,000 ล้านบาท ปี 2568 นี้ ตั้งเป้า เพิ่มอีก 35,000 ล้านบาท โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายกว่า 1,000 ราย มาจากอุตสาหกรรมสำคัญจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วม ซึ่งนั่นหมายความว่า การรายงานคาร์บอนที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ จะกลายเป็น ตัวแปรสำคัญในการเข้าถึงแหล่งทุนราคาถูก และช่วยธุรกิจปรับตัวก่อนที่จะถูกกติกาใหม่ของโลกบีบให้ทำ
อนาคตจากข้อมูลสู่ตลาดคาร์บอนและเทคโนโลยีใหม่
เมื่อ พ.ร.บ.ก๊าซเรือนกระจก มีผลบังคับใช้ ธุรกิจจะต้องลดคาร์บอนตามเป้าหมายรายปี และข้อมูลจาก SET Carbon จะเป็นพื้นฐานสำคัญของ ตลาดซื้อขายคาร์บอน (Carbon Trading) ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังพัฒนา รวมถึงการศึกษาเทคโนโลยี Tokenization เพื่อทำให้การซื้อขายมีต้นทุนต่ำและโปร่งใสตามมาตรฐานโลก
การจับมือระหว่าง SET และ TTB ไม่ใช่แค่การปล่อยสินเชื่อสีเขียว แต่คือการสร้าง Sustainable Finance Ecosystem ที่จะ ช่วยธุรกิจไทยอยู่รอดและโตในยุคกติกาใหม่ของโลก เพราะการลดคาร์บอนไม่ใช่ “เรื่องของอนาคต” แต่คือ เรื่องของวันนี้ และใครเริ่มก่อนจะได้เปรียบ

