โครงการ Central Group Women Cancer ดำเนินงานต่อเนื่องสู่ปีที่ 21 เปิดช่องทางระดมทุนจากประชาชน ลูกค้า และธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล จัดซื้อเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ สนับสนุนการดูแลผู้ป่วยมะเร็งสตรี รวมถึงสถาบันมะเร็งแห่งชาติ
มะเร็งเต้านมยังเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 22,000 รายต่อปี หรือเฉลี่ยราว 60 รายต่อวัน และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 5,500 รายต่อปี ตามข้อมูลจากผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ขณะที่ข้อมูลสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบุว่ามีผู้ป่วยหญิงที่ได้รับบริการเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมในระบบบัตรทอง 93,495 คนในปีงบประมาณ 2568
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของการตรวจพบโรค ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งเป็นที่มาของการระดมทุน 3.2 ล้านบาทผ่านโครงการ Central Group Women Cancer ปีที่ 21 เพื่อจัดซื้อเครื่องดูดเจาะชิ้นเนื้อเต้านมให้แก่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

มะเร็งเต้านมครองอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย ผู้ป่วยใหม่เพิ่มเฉลี่ย 3% ต่อปี
ข้อมูลการให้บริการผู้ป่วยโรคมะเร็งในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท ปีงบประมาณ 2568 จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบุว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในกลุ่มผู้ป่วยหญิง จำนวน 93,495 คน รองลงมา ได้แก่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ 24,643 คน มะเร็งปากมดลูก 22,084 คน มะเร็งลำไส้ตรง 14,488 คน และมะเร็งปอดและหลอดลม 14,256 คน
ทั้งหมดเป็นข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ใช่จำนวนผู้ป่วยรายใหม่ในปีเดียวกัน จึงสะท้อนภาระการดูแลผู้ป่วยในระบบบริการ มากกว่าจะใช้แทนสถิติอุบัติการณ์มะเร็งรายใหม่ของประเทศ
เรืออากาศเอก นพ. สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ทุกชนิดรวมประมาณ 150,000 คนต่อปี ขณะที่อัตราการเกิดโรคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 3% ต่อปี สำหรับมะเร็งเต้านม พบผู้ป่วยรายใหม่ในผู้หญิงไทยประมาณ 22,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 60 คนต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 3% ต่อปีเช่นกัน
ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมอยู่ที่ประมาณ 5,500 คนต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 15 คนต่อวัน ตามข้อมูลที่ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติให้สัมภาษณ์ โดยระบุว่า แม้จำนวนผู้ป่วยรายใหม่จะเพิ่มขึ้น แต่อัตราการเสียชีวิตมีแนวโน้มลดลงจากความก้าวหน้าของระบบการรักษาพยาบาลและเทคโนโลยีทางการแพทย์
สถานการณ์นี้ทำให้การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การวินิจฉัยที่รวดเร็ว และการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน

การเข้าถึงเทคโนโลยียังเป็นโจทย์สำคัญ
ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่า การตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นให้ผลการรักษาดีที่สุด โดยเฉพาะกรณีที่ก้อนเนื้อมีขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตร ซึ่งมีโอกาสรักษาหายขาดสูงถึง 95% ตามข้อมูลที่ให้สัมภาษณ์
ขณะเดียวกัน การตรวจแมมโมแกรมอาจพบความผิดปกติที่ต้องตรวจเพิ่มเติม โดยข้อมูลต้นฉบับระบุว่าประมาณ 10% ของกรณีที่กล่าวถึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติม ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวควรตรวจสอบนิยามประชากรและตัวหารที่ใช้ก่อนนำไปอธิบายเป็นอัตราการตรวจพบความผิดปกติในประชากรทั่วไป
หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทในกระบวนการดังกล่าวคือ เครื่องดูดเจาะชิ้นเนื้อเต้านมด้วยระบบสุญญากาศ หรือ Vacuum Breast Biopsy (VABB) ซึ่งใช้เก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อช่วยในการวินิจฉัย และในบางกรณีสามารถนำก้อนเนื้อออกได้ในคราวเดียวตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เทคโนโลยีนี้ช่วยให้การเก็บตัวอย่างทำได้ผ่านแผลขนาดเล็ก และอาจลดความจำเป็นในการผ่าตัดเปิดในผู้ป่วยที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้วิธีตรวจหรือรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะความผิดปกติ ผลตรวจ และดุลยพินิจของแพทย์ ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะสามารถใช้ VABB ทดแทนการผ่าตัดได้

นอกเหนือจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแล้ว การเข้าถึงเครื่องมือที่จำเป็นยังเป็นอีกโจทย์ของระบบสุขภาพ ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณ การสนับสนุนจากภาคเอกชนจึงสามารถเข้ามามีส่วนช่วยเพิ่มทรัพยากรสำหรับการตรวจวินิจฉัยและดูแลผู้ป่วยได้ โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงควรประเมินจากการนำเครื่องมือไปใช้ จำนวนผู้ป่วยที่เข้าถึงบริการ และข้อมูลการรักษาที่หน่วยงานเปิดเผย
เซ็นทรัลตั้งเป้าระดมทุน 3.2 ล้านบาท จัดซื้อเครื่อง VABB ให้สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
จากโจทย์การเข้าถึงเครื่องมือทางการแพทย์ กลุ่มเซ็นทรัลและธุรกิจในเครือเดินหน้าโครงการ “Central Group Women Cancer ชวนทำดี ช่วยผู้ป่วยมะเร็งสตรี” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Bloom Beyond Fear” โดยมีเป้าหมายสำคัญในการระดมทุนจัดซื้อเครื่องดูดเจาะชิ้นเนื้อเต้านมด้วยระบบสุญญากาศ (Vacuum Breast Biopsy: VABB) มูลค่า 3,200,000 บาท เพื่อมอบให้แก่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า โครงการดำเนินงานร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 21 โดยระดมทุนจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ รวมถึงสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านการบริจาคและกิจกรรมต่าง ๆ
พิชัย ยังกล่าวถึงแนวคิด “Bloom Beyond Fear” ว่าเป็นการส่งต่อกำลังใจให้ผู้หญิงก้าวข้ามความกลัวและค้นพบความเข้มแข็งของตนเอง พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรค

โครงการเปิดรับการสนับสนุนผ่านการบริจาคโดยตรง การแลกคะแนน The 1 และโปรโมชั่นจากธุรกิจในเครือ โดยข้อมูลประชาสัมพันธ์ระบุว่าช่องทางบริจาคออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Thamdee เปิดรับถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ส่วนช่องทางโอนเงินและกล่องรับบริจาคหลายช่องทางเปิดรับถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569
ผู้สนใจสามารถบริจาคออนไลน์ได้ที่ www.tham-dee.com/projects/women-cancer-2026 หรือร่วมสนับสนุนผ่านช่องทางอื่นตามเงื่อนไขของโครงการ
จากการระดมทุนสู่การวัดผลลัพธ์: เงินบริจาคช่วยผู้ป่วยได้อย่างไร
การระดมทุนเพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เป็นจุดเริ่มต้นของการสนับสนุนระบบสุขภาพ แต่การประเมินผลกระทบทางสังคมจำเป็นต้องพิจารณามากกว่ายอดเงินที่ได้รับหรือจำนวนเครื่องมือที่จัดซื้อ
ข้อมูลที่ควรติดตามหลังโครงการ ได้แก่ การระดมทุนได้ครบตามเป้าหมาย 3.2 ล้านบาทหรือไม่ เครื่อง VABB ได้รับการส่งมอบและเริ่มใช้งานเมื่อใด มีผู้ป่วยเข้าถึงบริการจำนวนเท่าใด และเครื่องมือช่วยลดระยะเวลารอคอยหรือความจำเป็นในการทำหัตถการเพิ่มเติมได้มากน้อยเพียงใด
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้สาธารณชนประเมินได้ว่าเงินบริจาคนำไปสู่ประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างไร และช่วยยกระดับการรายงานโครงการเพื่อสังคมจากการสื่อสารกิจกรรมไปสู่การเปิดเผยผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้

ในมิติของการดูแลผู้ป่วย มาเรียม เกรย์ อัลคาลาลี ศิลปินวง B5 ซึ่งร่วมแบ่งปันประสบการณ์การดูแลเพื่อนที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมในงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 9–10 ตุลาคม 2569 กล่าวว่า คนใกล้ชิดควรรับฟังและปรับวิธีสนับสนุนให้เหมาะกับความต้องการของผู้ป่วยแต่ละคน
เธอเล่าว่า ในวันที่ผู้ป่วยรู้สึกกังวลหรือหมดกำลังใจ การรับฟังและถามไถ่ความรู้สึกอาจเป็นสิ่งที่ต้องการ ขณะที่วันที่ผู้ป่วยมีพลังและความมั่นใจ การพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกันตามปกติก็อาจช่วยให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกว่าตัวตนของตนเองถูกแทนที่ด้วยโรค
ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่า การดูแลผู้ป่วยมะเร็งไม่ได้จำกัดอยู่ที่การรักษาทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเคารพความต้องการของผู้ป่วย การรับฟัง และการสนับสนุนให้ผู้ป่วยดำเนินชีวิตในแบบของตนเองควบคู่ไปกับการรักษา
ส่งมอบเครื่องมือและโอกาสเข้าถึงการรักษา
Central Group Women Cancer ปีที่ 21 สะท้อนความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขในการสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยมะเร็งสตรี โดยมีเป้าหมายระดมทุนจัดซื้อเครื่อง VABB มูลค่า 3.2 ล้านบาทให้แก่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

สำหรับผู้หญิง การตระหนักถึงความผิดปกติของร่างกายและเข้ารับคำปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์เมื่อมีข้อสงสัยยังเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนในระดับระบบสุขภาพ การเพิ่มโอกาสเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมยังต้องอาศัยทั้งบุคลากร งบประมาณ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน


